12
ห้ามใจ
‘ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก’ ผมเคาะประตูห้องของแม็กซ์ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับออกมา ผมจึงได้สูดลมหายใจให้เต็มปอดก่อนจะลองเคาะอีกครั้ง คราวนี้ผมใส่แรงมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย
“แม็กซ์ เปิดประตูให้หน่อยดิ ปอนด์ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่ง” ทว่าเขาก็ยังเงียบ คราแรกผมละความพยายามจะหันหลังกลับ แต่แล้วกลอนประตูห้องก็ค่อย ๆ หมุนเปิดออก บานประตูแง้มเล็กน้อย นัยน์ตาของแม็กซ์ชะโงกก่อนถอนหายใจแรงใส่กัน
“มีอะไร จะมาบ่นอีกคนรึไง” แม็กซ์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดชัดเจน
“เปล่า มีเรื่องจะคุยด้วย ขอเข้าไปได้ปะ”
“...” นัยน์ตาของแม็กซ์มองผมอย่างช่างใจ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเปิดประตูให้ผมเข้าไป เอาจริงนะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าห้องของเขาตั้งแต่คบเป็นเพื่อนกันมา
หลังจากที่แม็กซ์ปิดประตูลงกลอนไป ภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงัด มีเพียงเสียงถุงขนมของผมในมือเท่านั้นที่ส่งเสียง
ห้องของเขาเรียบง่ายแต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าที่คิด ภาพในหัวตอนแรก ผมคิดว่าห้องของเขาคงต้องรก ๆ ข้าวของกองไม่เป็นที่เพราะแม็กซ์เองก็ดูเหมือนคนไม่มีเวลาจะจัดห้องเท่าไหร่ วัน ๆ ก็เอาแต่ทำงานพาร์ตไทม์
พอผมนั่งลงฟูกนอนเขาปุ๊บ เขาก็หันมาคุยกับผมปั๊บ
“มีธุระอะไร หรือว่าจะมาถามว่าทำไมไม่กลับบ้านอีกคน” แม็กซ์ยืนกอดอกมองผม
“ไม่ได้จะถามอะไรทั้งนั้น แค่จะมาบอกว่า ฉันก็จะไม่กลับบ้านเหมือนกัน” พูดเพียงเท่านั้น เขาก็เลิกคิ้วก้มหน้าลงมาจ้องผมจนใกล้
“จะมองใกล้กันขนาดนั้นทำไมเนี่ย” ผมยกมือดันหน้าแม็กซ์ออกไป
“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน” เขากลับไปยืนกอดอกมองผมอีกครั้ง
“จะถามทำไม ไม่กลับคือไม่กลับปะ” ผมนั่งกอดอกมองแม็กซ์มันบ้าง
“หรือเพราะฉัน?” เจ้าตัวพูดพลางชี้ตัวเอง
“เหอะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ต้องเลย กลับไปนอนบ้านเถอะ ปิดเทอมทั้งที ก็ควรอยู่กับครอบครัวรึเปล่าวะ” เขาพูดแบบนั้น
“ฉันโตเป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ต้องบอกหรอก ที่เข้ามาก็แค่จะมาบอกว่าไม่กลับบ้านจะอยู่ด้วยเนี่ยแหละ”
“ทำไมเป็นห่วง?” เจ้าตัวยื่นหน้ามาใกล้ผมอีกครั้งพร้อมชี้นิ้วที่ตัวเอง
“เออ..เพื่อนกันก็ต้องห่วงดิ อย่างนายปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก” ผมพูดออกไปแบบนั้น ก็มันจริงละนะ พี่คนอื่น ๆ ก็ห่วง ผมเองก็ห่วง ยิ่งรู้จักยิ่งห่วงมันอะ
“อ๋อห่วงเพื่อน ถ้าไล่ก็คงไม่ไปสินะ”
“ทำไมจะไล่เหรอ?” ผมเลิกคิ้วมองหน้าไม่พอใจ
“เปล่า นี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ร้อนตัวนะ”
“ก็คนใจร้อนอย่างนายพร้อมจะพรั่งพรูคำพูดทำร้ายกันอยู่แล้วนี่หว่า” ผมพูดพลางเบือนหน้าหนี หันไปสนใจซองเยลลี่ในมือแทน
“แล้วไม่กลับบ้านแบบนี้ พ่อแม่ไม่บ่นเหรอวะปอนด์” ผมที่นั่งอยู่ รับรู้ได้ว่าแม็กซ์หย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ เพราะผมรู้สึกว่าฟูกมันยุบตัวลง จึงทำให้ผมหันไปสนใจเขาอีกครั้ง
“พูดแล้ว โดนบ่นแล้ว และพ่อแม่ก็เลิกบ่นแล้ว ดังนั้นนายก็ไม่ต้องบ่นแล้ว ฉันอยู่ที่บ้านเช่ากับนายได้” ผมพูดพลางกอดอกเชิดหน้า
“แน่ใจ ว่าไม่ได้โกหก?”
“แล้วเราจะโกหกไปทำไม เอาเป็นว่า พ่อแม่จะขึ้นมาหาฉันเองละนะ ดีไม่ดี นายก็จะได้เจอพ่อแม่ฉันด้วยเหมือนกัน ทำตัวดี ๆ ล่ะ...เพื่อน” ผมยิ้ม พลางเอื้อมมือไปตบไหล่เขา
“จะได้เจอพ่อแม่นายด้วยงั้นเหรอ หึ หึ” สีหน้าของแม็กซ์แสดงถึงความมีเลศนัย ทำให้ผมเริ่มรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ
“อย่าคิดทำอะไรแผลง ๆ ล่ะ พ่อฉันยิ่งโหดอยู่” ผมพูดเตือนสติเขาไว้
“รู้น่า…ถ้าเกิดพ่อแม่นายมา จะต้อนรับอย่างดีเลย ไม่ต้องห่วง” ยิ่งแม็กซ์พูดแบบนั้นผมยิ่งกลัว แต่พอเห็นใบหน้าที่บึ้งตึงเมื่อก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแล้วผมก็สบายใจ
“กินไหม” ผมหันไปถามคนนั่งข้าง ๆ ก่อนจะโชว์ซองเยลลี่ที่ชอบกินให้เขาดู
“เยลลี่นะเหรอ” เขาเลิกคิ้ว
“อืม สักชิ้นหน่อยไหมเดี๋ยว”
“ไม่ดีกว่า ขนมเด็ก ๆ ”ผมได้ฟังแบบนั้นก็ยิ่งหน้ามุ่ยจากที่ผมจะยื่นเยลลี่ไปใส่มือเขา ผมก็เปลี่ยนใจมากินเอง
“ขนมเด็ก ๆ อะไรกันอร่อยจะตายไป ไม่กินก็ไม่ต้อง” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค และเยลลี่กำลังจะเข้าปากผม ร่างสูงก็โน้มตัวมาดื้อ ๆ โดยไม่ให้ผมได้ตั้งตัว เขาไม่ได้กินเยลลี่จากปลายนิ้ว แต่กลับงับมันจากริมฝีปากผม ที่เยลลี่กำลังจะเข้าปากตัวเองพอดี ริมฝีปากอุ่นของเขาเฉียดผ่านกันกับริมฝีปากผมเพียงเสี้ยววิ ให้ตายเถอะสติผมแทบเตลิด
‘เฮ้ย...’ ผมร้องเสียงดัง รู้สึกหน้าร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าโกรธหรือเพราะอะไร รู้แค่ว่าร่างกายของผมมันถอยหนีอัตโนมัติราวกับถูกไฟช็อต
“แม็กซ์ ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย!” เขาเคี้ยวเยลลี่พลางล้มตัวนอนลงที่นอนด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แววตาเจ้าเล่ห์
“หึ พอดีจู่ ๆ ก็รู้สึกอยากกินขึ้นมา ไม่คิดว่านายจะรีบกินมันขนาดนั้นขอโทษทีแล้วกัน แต่ว่านะปอนด์ เยลลี่อันนี้มันอร่อยกว่าชิ้นอื่นว่ะ” ผมยืนขึ้นเท้าสะเอวมองหน้าแม็กซ์แวบหนึ่งอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหลบสายตาแสนกวนตีนที่เหมือนจะอ่านใจกันได้
“บ้าเอ้ย! ฉันกลับห้องก่อนแล้วกัน” ผมเดินสับออกจากห้องแม็กซ์อย่างไว พร้อมปิดประตูดัง ‘ปัง!’ ผมยืนนิ่งตรงหน้าประตูห้องของแม็กซ์ ยกมือกุมหน้าอกของตัวเอง รับรู้ได้ถึงความวุ่นวายของหัวใจที่มันเต้นโครมคราม
แต่แทนที่ใบหน้าผมจะโกรธจนแทบบ้า กลับฉายรอยยิ้มออกมาไม่รู้ตัว
‘ให้ตายเถอะผมเป็นอะไรไปเนี่ย บ้าไปแล้ว!’
ผมกลับมายังห้องของตัวเอง ปิดประตูล็อกให้แน่นหนาก่อนจะกระโจนลงเตียงฟูกหนาของตัวเอง
“ให้ตายเถอะวะ” เสียงโหยหวนของผมดังลั่นห้อง มือข้างหนึ่งกดท้องตัวเองแน่น เพราะผมรู้สึกถึงความวูบวาบที่มันปะทุขึ้นมาจากใจจนมวนท้องไปหมด
“บ้าจริง แม็กซ์มันกล้าจ่อปากใส่กันขนาดนี้ได้ยังไงวะ! แบบนี้มันไม่ใช่แค่แย่งเยลลี่แล้วไหม นั่นมัน...” ผมทำตัวไม่ถูกครับ อยากจะจับตัวเองยัดลงตู้เย็นให้มันรู้แล้วรู้รอด แถมไอ้เหตุการณ์นั้น มันก็ดันฉายซ้ำในสมองของผมซ้ำเป็นล้านรอบได้แล้วมั้ง ทว่ามือข้างหนึ่งของผมยกมาจับริมฝีปากตัวเอง
“ริมฝีปากนั่น มันสัมผัสกันจริง ๆ เหรอ มันแค่เฉียดนิดเดียวเอง คิดอะไรมากวะเรา” ผมใช้หมอนฟาดหน้าตัวเองย้ำ ๆ แล้วก็ฟาดแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“จำไว้มันคืออุบัติเหตุ แม็กซ์มันแค่แกล้ง ใช่เพื่อนกันไม่คิดอะไรอยู่แล้ว” ผมพยายามคิดแบบนั้น ก่อนจะถอดเสื้อออกเอาหน้าคว่ำลงไปในหมอนใบนุ่มพยายามข่มตานอนให้ลืม ๆ ไปซะ ซึ่งกว่าผมจะข่มตาลงนอนได้ก็เล่นใช้เวลาไปพอสมควร (Zzz)
(ตกเย็น)
‘ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก’ เสียงประตูห้องของผมดังขึ้น ครั้งแรกผมยังไม่อยากตื่นจึงหยิบหมอนอีกใบมาแนบหูไว้เพราะไม่อยากได้ยินเสียง
‘ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก’ ทว่าเสียงเคาะประตูก็ไม่หยุดเสียที ทำให้ผมต้องลุกขึ้นนั่งขยี้ตาตัวเองอย่างหงุดหงิด
“เฮ้ ปอนด์ตื่นยังวะ? พี่เจมส์ทำข้าวเย็นเสร็จแล้วออกมากินก่อนเว้ย” เสียงเรียกจากยอร์ชดังลั่นจากด้านนอก
“รู้แล้ว ๆ เดี๋ยวออกไป” ผมตะโกนตอบกลับ ก่อนจะลุกไปหยิบเสื้อยืดมาสวมใส่แล้วเปิดประตูออกจากห้อง
พอเปิดประตูออกมา ผมก็เห็นว่าแม็กซ์นั่งรอทานอาหารแล้วเช่นกัน แถมกับข้าวตรงหน้ายังเป็นต้มข่าไก่เมนูโปรดของผมอีก แต่ว่าไม่รู้ทำไม ขาผมกลับไม่ยอมขยับไปรวมกับคนอื่น ๆ ที่โต๊ะอาหารเสียที
‘ฟุดฟิด’ กลิ่นแกงลอยแตะจมูกผมยิ่งเพิ่มความอยากอาหารให้ผมสุด ๆ จนผมเผลอทำหน้าฟิน สงสัยผมต้องกลั้นหายใจยอมไปนั่งแล้วล่ะ
‘ลืมมันซะ ลืมมันซะ เพื่อนกัน เพื่อนกัน’
“นายจะยืนอยู่ตรงนั้นไปถึงเมื่อไหร่ หรือว่าจะให้ยกแกงไปป้อนที่ห้องเลยไหมวะ” แม็กซ์เลิกคิ้วพูด ยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน
จากที่ผมกำลังทำหน้าฟิน พอโดนสะกิดด้วยคำพูดแบบนั้น ใบหน้าผมก็เปลี่ยนไปบึ้งตึงใส่แม็กซ์ทันที จากนั้นก็เดินไปนั่งเก้าอี้ประจำก่อนจะหันไปพูดกับพี่เจมส์ที่กำลังทยอยนำอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ
“ไม่คิดว่าพี่เจมส์จะทำต้มข่าไก่ด้วย เมนูที่ผมชอบสุด ๆ เลยพี่ น่ากินมากครับ” ผมหันไปยิ้มแฉ่งให้พี่เจมส์ ในขณะที่พี่ซากับยอร์ชเริ่มทานกันแล้ว
“ความดีความชอบนี้ต้องยกให้แม็กซ์มันนะ มันบอกว่าปอนด์น่าจะชอบกิน” สิ้นคำพี่เจมส์ ผมถึงกับต้องหันไปมองหน้าแม็กซ์ทันที
“รู้ด้วยเหรอว่า ฉันชอบต้มข่าไก่?” ผมเลิกคิ้วมองแม็กซ์จริงจังมาก เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเท้าคางบนโต๊ะมองผม
“แน่นอนดิ อยู่ด้วยกันเป็นปีแล้วนี่หว่า” เพียงคำพูดของเขา ก็ทำเอาทั้งสามคนที่เหลือ อย่างพี่ซา พี่เจมส์ และยอร์ชหันมามองพวกผม แถมยังเผลอยิ้มกันอีก
‘บ้าจริง! ชอบพูดให้คนอื่นเข้าใจผิดบ่อย ๆ จังวะ ไม่ใช่แค่ผมจะกลัวคนอื่นเข้าใจผิด ผมเองก็กลัวตัวเองเข้าใจผิดไปเหมือนกัน’