ตอนที่ 10 คน(รัก)แรก

2242 Words
10 คน(รัก)แรก (ณ โต๊ะมุมหนึ่งในคาเฟ่) ผมนั่งรอเขาจนลาเต้เย็นในแก้วจะหมดอยู่แล้ว ตอนแรกกะว่าจะลุกไปสั่งเพิ่มอีกสักแก้ว แต่วินาทีที่หันไปก็พบว่าแม็กซ์กำลังเดินออกมาจากหลังร้านแล้วเดินตรงดิ่งมาหาผม “ไหงเป็นนาย ปอนด์” แม็กซ์กอดอกมองผม พลางทำหน้าเลิกคิ้ว “เสียใจรึเปล่า ที่ไม่ใช่พี่ซามารับ ฮ่า พอดีพี่เขาติดธุระต้องเข้าไปมหาลัย พี่ซาเลยวานให้มารับแทนน่ะ” ผมตอบ “นายมายังดีกว่าพี่ซามาตั้งเยอะ งั้นช่วยชิมเครื่องดื่มสูตรใหม่ให้หน่อย วิจารณ์ตรง ๆ มาเลยนะเว้ย” “ให้ฉัน? เออ มันจะดีเหรอ ให้คนรู้เครื่องดื่มอย่างพี่มิ้น ดีกว่ารึเปล่าวะ” ผมรู้สึกเกรงใจขึ้นมา และผมเองก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มเลยสักนิด “นายนั่นแหละ เหมาะสมที่สุด เอาความจริงเลยนะว่าอร่อยรึเปล่า” “ถ้าพูดมาขนาดนั้น ก็ได้เดี๋ยวจะวิจารณ์ตามจริงให้เลย” แม็กซ์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหายไปหลังร้านอยู่สักครู่หนึ่ง ไม่นานนักเขาก็นำเครื่องดื่มแสนน่าดื่มมาวางไว้ตรงหน้าผม พวกคุณรู้ไหม วินาทีที่แก้วเครื่องดื่มนั้นถูกวางไว้ตรงหน้า หัวใจผมเต้นตึกตักอย่างไม่เคยมีมากก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ถ้าจะอธิบายให้พวกคุณเห็นภาพ คุณอาจคิดว่าว่าผมโอเวอร์แน่ ๆ แก้วทรงยาวสวย วางอยู่ตรงหน้าโต๊ะไม้สีอ่อน เครื่องดื่มในแก้วถูกไล่เฉดสีอย่างละมุนราวกับภาพวาดบนผืนผ้า มันเริ่มจากสีม่วงอ่อนที่ก้นแก้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีชมพู แล้วขึ้นมาเป็นสีส้มอ่อนค่อนไปทางเหลืองด้านบนสุด น้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ลอยอยู่ภายในแก้วอย่างพอดี ด้านบนตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้สีขาว แถมยังฝานเลม่อนซีกบางวางพาดบนขอบแก้วอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่แสงแดดตกกระทบมายังแก้ว ยิ่งทำให้เครื่องดื่มนี้เปล่งประกายสุด ๆ จนตาผมลุกวาวเลยครับ นัยน์ตาของคนทำเครื่องดื่มที่นั่งตรงข้าม กอดอกมองผมอย่างใจจดใจจ่อคาดหวังให้ผมวิจารณ์รสชาติอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอนว่า ผมจะวิจารณ์ออกมาจากใจแน่นอน ผมเอื้อมมือไปยกแก้วขึ้นมาดื่ม เพียงสัมผัสแรกของปลายลิ้น ความสดชื่นของกลิ่นเลม่อนอ่อน ๆ บวกกับกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์และรสหวานจากน้ำผลไม้แท้ ๆ ก็ค่อย ๆ ปลุกประสาทรับรสของผมให้ตื่นขึ้นตาม ทำเอาผมนิ่งค้างไปเลย “ไม่อร่อยเหรอวะ ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น หรือว่าสูตรที่ทำจะพลาดไป เดี๋ยวไปทำใหม่ให้” แม็กซ์ที่เห็นท่าทีของผม กำลังจะลุกเดินออกไป ผมจึงรีบคว้าแขนเขาไว้ ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง “ไม่ใช่แบบนั้น ฉันแค่ตกใจ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ อร่อยสุด ๆ เลยเพื่อน” นัยน์ตาผมเปล่งประกายสุด ๆ เพราะมันอร่อยมาก จนตอนนี้ผมยังไม่ละมือจากที่จับแขนแม็กซ์ไว้ “จริงเหรอ พูดแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย กลัวนายจะไม่ชอบมัน” “ชอบ ชอบมาก ไม่เคยดื่มเครื่องดื่มอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อน ถ้าทำขายรับรองว่าต้องขายดีอันดับหนึ่งในร้านแน่นอนเพื่อน” ผมพูดแบบไม่ได้อวยเลยนะ ผมชอบมันจริง ๆ ชอบมาก ๆ และผมก็เห็นว่าใบหน้าของแม็กซ์กำลังยิ้มที่ผมตอบแบบนั้น “ในฐานะที่นายเป็นคนแรกที่ได้ชิมมัน จะให้สิทธิ์พิเศษในการตั้งชื่อให้กับเครื่องดื่มแก้วนี้เลยละกัน” “ให้คนอย่างฉันคิด แน่ใจแล้วเหรอ” “ลองเสนอมาก่อน เอาที่มาจากใจ จากความรู้สึกแรกที่มีต่อเครื่องดื่มแก้วนี้เลยนะเว้ย” “ถ้าแวบแรกที่คิดถึงเมนูนี้เลยก็เป็น First Love หรือว่ามันจะน้ำเน่าไปหน่อยวะ” “First Love? งั้นเหรอ ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น” สีหน้าของเขาดูตั้งใจที่จะฟัง พอเห็นท่าที่กระตือรือร้นของเขาแบบนี้ทำไมผมต้องรู้สึกว่าตัวเองนั้น “เป็นเมนูที่ฉันรู้สึกว่าพอได้ดื่มครั้งแรก ก็เหมือนตกหลุมรักเครื่องดื่มแก้วนี้ทันที คิดแบบนั้นจริง ๆ นะไม่ได้อวยเลย” พอพูดจบ ใบหน้าคมหล่อของแม็กซ์ก็ฉายรอยยิ้มกว้าง ‘เฮ้อ โล่งอกไปที นึกว่าเขาจะไม่ชอบชื่อที่ผมตั้งซะแล้ว’ “เข้าท่าดีนิ เอาชื่อนี่แหละ เมนู First Love แค่คุณได้ลิ้มลองก็จะรู้สึกตกหลุมรัก ราวกับรักแรกถ้าเปรียบเป็นคนล่ะก็ ‘ถ้าคุณได้รู้จักผม คุณจะตกหลุมรักผมแน่’” แม็กซ์เท้าคางพูดมายังผม นัยน์ตาเขาสุกสกาวฉายแววความมั่นใจ ทำเอาผมไปไม่เป็น คำพูดของเขาดูเหมือนล้อเล่น แต่ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจมันไม่เล่นด้วยสักนิด ใบหน้าและน้ำเสียงของเขาดูสมจริงไปหน่อย ถึงผมจะเป็นผู้ชายก็เถอะ ขนาดฟังยังเกือบคิดไปไกล จากนั้นแม็กซ์ก็รีบเปลี่ยนท่าทีหันไปทางพี่มิ้น “พี่มิ้น ช่วยจดชื่อเมนูเสนอพี่โยให้ผมด้วยนะ” “ได้สิ แต่ทำไมพี่ไม่ได้ดื่มบ้างล่ะ ไม่ทำให้พี่หน่อยเหรอ” พี่มิ้นกอดอกหน้ามุ่ยพูดมองมาที่แม็กซ์ “พี่ไม่ใช่รักแรกของผมซะหน่อย จะดื่มก่อนได้ไง ถ้าสาวสองพันปีอยากดื่มล่ะก็ รอซื้อตอนวางขายแล้วกันฮ่า” เสียงหัวเราะของแม็กซ์ดังลั่น แต่ผมกลับต้องก้มหน้าปกปิดความรู้สึกเขินอาย เขาจะรู้ตัวไหม ว่าสิ่งที่เขาพึ่งพูดออกมามันทำให้ใจคน คนหนึ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ ‘ก็ผมได้ดื่มมันนี่นา’ “แหมไอ้น้องคนนี้ ก็ได้ซื้อกินเองก็ได้ย่ะ อะจริงสิ พี่โยบอกว่าวันนี้น้องกลับได้เลยนะ” “ให้ผมกลับเลยเหรอ ไม่ได้สิ จะปล่อยให้พี่อยู่ร้านคนเดียวได้ไง” “แน่ใจนะว่าอยากอยู่เป็นเพื่อนพี่ในร้าน” พี่มิ้นหันมามองแม็กซ์ด้วยหน้าตากวน ๆ เหมือนรู้ทัน “ไม่หรอกพูดไปงั้นแหละ ผมไปล่ะนะ” จากนั้นแม็กซ์ก็หันมาหาผม “กลับกัน เดี๋ยวขับให้เอง” “ฉันเอารถยนต์มานะ” “รถยนต์ของนาย?” แม็กซ์เลิกคิ้วมองผม “ใช่ อยากเอาเจ้ากระป๋องมาวิ่งบ้าง” “ไม่เป็นไรขับเป็น เอากุญแจมา” “มีใบขับขี่เหรอ?” ผมต้องย้ำถามอีกครั้งเพราะกลัวโดนใบสั่ง “มีดิ เห็นแบบนี้ขับได้ทุกรถแหละ เอามาเถอะ เดี๋ยวขับให้คร๊าบ” เจอน้ำเสียงแบบนี้ใครจะต้านไหวกัน “โอเคงั้นก็ไม่มีปัญหา” ผมยิ้มและยื่นกุญแจรถให้เขาอย่างว่าง่าย บางทีผมก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องเออออไปกับแม็กซ์ทุกที แม็กซ์ขับรถ ส่วนผมก็นั่งฝั่งข้างคนขับ เราออกจากร้านคาเฟ่ พวกคุณรู้มั้ย แม้ผมจะรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่ มือของผมก็เกาะเบาะซะแน่น ให้ตายเถอะไม่ว่าจะมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ เขาก็ขับเร็วทุกที ผมกลัวตายชะมัด “ขับช้า ๆ หน่อยดิ” ผมหันไปพูดกับแม็กซ์ “...” ผมไม่รู้ว่าเขาตั้งใจไม่ตอบผม หรือว่าใจจดใจจ่อกับการขับรถจนไม่ได้สนใจผม มือเขายังกุมพวงมาลัยแน่นแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มนิด ๆ ราวกับได้ยิน ผมปล่อยให้เขาขับรถเร็วแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด “บอกว่าขับช้า ๆ หน่อย มันอันตราย” “...” ผมเริ่มหงุดหงิด จึงเอื้อมไปสะกิดแขนของเขา “แม็กซ์ ฉันบอกว่าให้ขับรถช้า ๆ หน่อยดิวะ” “หืม ได้” แต่แทนที่เขาจะชะลอรถให้ช้าลง เขากลับหยุดวิ่งเร็วอย่างกะทันหัน จนตัวผมโยกไปข้างหน้า เล่นเอาหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม “ให้ตายเถอะ บอกว่าให้ขับช้า ๆ ลงหน่อย ไม่ได้บอกให้จอดกะทันหันแบบนี้” ผมหันหน้าไปมองค้อนแม็กซ์เพราะตอนนี้ยังตกใจไม่หาย “งงไปหมด สรุปจะเอาไง” “เบื่อจะพูดแล้ว และนี่จอดทำไม” “แวะซื้อของ” เขาตอบเสียงเรียบ “ก็ไปดิ จะรออยู่ในรถนี่แหละ” “ไปด้วยกัน” เขาหันมามองผม “ไม่ไปหรอก ไม่ได้จะซื้ออะไรสักหน่อย” “ต้องไป จะให้ไปช่วยถือของ” แม็กซ์ทำหน้าเข้มมองหน้าผม “เยอะขนาดนั้นเชียว” ผมเลิกคิ้วมอง “พูดมาก ตามออกมาเถอะ” เขาส่ายหัวเหมือนกำลังเอือมผม “เฮ้อ...ไปก็ได้วะ” ผมจึงได้แต่ถอนหายใจและตามเขาออกไป ผมกับแม็กซ์เดินลงจากรถ ตรงเข้าไปในมินิมาร์ท ประตูเลื่อนกระจกเปิดออกพร้อมเสียง ‘ติ๊งต่อง’ ทันทีที่ฝ่าเท้าของพวกเราก้าวเข้าไป แม็กซ์เดินไปหยิบตะกร้าใบเล็ก เดินทอดน่องไปยังมุมขนมขบเคี้ยวเป็นที่แรก “อันนี้ซื้อ อันนี้ก็ซื้อ อันนี้จำเป็น อันนี้ต้องชอบแน่” แม็กซ์เดินหยิบขนม และสิ่งของจำนวนมากจนมันล้นตะกร้า จากนั้นก็เอาไปฝากแคชเชียร์ไว้ ก่อนจะไปหยิบตะกร้าใบใหม่มาอีก จนผมต้องรีบห้าม “เดี๋ยว ๆ ซื้ออะไรเยอะแยะเกินจำเป็นไปรึเปล่า” ผมรีบจับมือเขาให้หยุดหยิบของก่อน “ใครบอกหมดนี่ของฉันวะ็ก็ม” เขาหันหน้ามามองผม “ละ แล้วซื้อไปทำไมถ้านายไม่ได้กิน ได้ใช้” “อันนี้ของพี่ซาชอบใช้ อันนี้พี่เจมส์ชอบบ่นว่าไอ้ยอร์ชแย่งใช้ ส่วนอันนี้ไอ้ยอร์ชก็ชอบกินเป็นประจำ” “พวกเขาฝากซื้อเหรอ” “ไม่ได้ฝากซื้อ” “แล้วจะซื้อไปทำไมถ้าพวกเขาไม่ฝากซื้อ” ผมทำท่าจะหยิบของพวกนี้ออก แต่เขาก็ดึงตะกร้าหนีทันที “เงินพาร์ตไทม์ออก ก็ต้องซื้อของเข้าบ้านหน่อยดิ” “นายจำของชอบพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในบ้านได้หมดเลยเหรอ” “ทำไม คนอย่างไอ้แม็กซ์ดูเหมือนไม่ใช่คนใส่ใจคนรอบข้างเหรอ อยู่ด้วยกันก็ต้องใส่ใจกันหน่อยดิพวก แล้วนายละ อยากได้อะไรก็หยิบเดี๋ยวป๋าเลี้ยงเอง หึ หึ” แม็กซ์โน้มตัวมาใกล้ผม จนผมต้องผลักเขาออกไป ใบหน้าเขาหัวเราะร่ามีความสุขที่ได้แกล้งผม “ฉันไม่เอา ไม่เป็นไร” ผมยกมือปฏิเสธ “บอกให้หยิบก็หยิบ” “ไม่เป็นไรจริง ๆ มีตังค์ซื้อเองได้” ผมยังคงปฏิเสธ “อย่าพูดไม่รู้เรื่องดิ บอกว่าให้หยิบก็ต้องหยิบ” แม็กซ์เริ่มทำหน้าเข้มดุผม “...” ผมยืนทื่อไม่รู้ต้องทำยังไง “งั้นหยิบเยลลี่ซองนี้ให้แล้วกัน” “รู้ได้ไงว่าฉันชอบเยลลี่รสนี้” ผมเบิกตาโพลงมองเขา ยิ่งมองเข้าไปนัยน์ตาของเขายิ่งพานทำให้สับสนว่าเขารู้ได้ยังไง “ห้าห่อไปเลยแล้วกัน” เขาไม่ตอบผม ได้แต่พึมพำยกยิ้มมุมปาก หยิบเยลลี่ที่ผมชอบกินที่สุดมาห้าห่อยัดลงไปในตะกร้า “ซื้อมากเกินไปแล้วนาย” ผมเอ่ยห้าม แต่เขาก็ไม่สนใจผมพูดเลย “เอาล่ะดูของอีกที อันนี้ของพี่ซา อันนี้ของพี่เจมส์ อันนี้ของไอ้ยอร์ช ส่วนอันนี้” เขาหยิบซองเยลลี่ที่เลือกขึ้นมา ก่อนจะหันมามองผมด้วยรอยยิ้ม “ของนาย” พูดจบเขาก็ยกตะกร้านั้นไปเคานเตอร์แคชเชียร์ทันที แต่ไม่ได้สิ ผมต้องรั้งเขาไว้ก่อน “เดี๋ยว!” สองมือของผมคว้าแขนเขาไว้ “หืม มีอะไร” เขาหันมามองผมด้วยใบหน้าสงสัย “ของยังไม่ครบ ขาดไปอย่าง รอตรงนี้แป๊บขอไปหยิบก่อน” ผมก็ปลีกตัวไปเอาของสำคัญอีกอย่างที่เขาไม่ได้หยิบ จากนั้นผมก็ใส่มันลงไปในตะกร้าจำนวนมาก “หยิบมาทำไม ทำอย่างกับนายชอบกินงั้นแหละ” แม็กซ์เลิกคิ้วใส่ผม “นายซื้อให้คนอื่นหมดแล้วจะลืมของตัวเองได้ไงกัน” ผมตอบ “แล้วทำไมถึงหยิบ ‘โคล่า’ มาล่ะ” “ก็ฉันเห็นว่านายชอบกิน หรือไม่จริง” “มันก็ใช่ แต่” “เอานา ซื้อไว้ที่บ้าน นายก็ไม่ต้องออกมาซื้อตอนอยากดื่มมันบ่อย ๆ ไง ไปจ่ายเงินกันเถอะ” ผมยิ้มก่อนจะดันหลังเขาให้เดินนำไป “เฮ้อ...หนักจริงว่ะ” แม้เขาจะบ่นแบบนั้น แต่ใบหน้ากลับยิ้มกว้างตาหยี จนผมรู้สึกใจเต้นแปลก ๆ “อย่ายิ้มแบบนั้นดิ สยอง” ผมพูด “ฮ่า ปะจ่ายเงินกันครับเพื่อน” ระหว่างที่เขายืนจ่ายเงิน ผมก็เผลอยิ้มออกมาเบา ๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่า คำว่า ‘เพื่อน’ มันรู้สึกดีขนาดนี้ด้วยเหรอ หรือเพราะมันเป็น ‘เพื่อน’ ที่หลุดออกมาจากปากของแม็กซ์กันแน่
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD