2
ยินดีที่ได้รู้จัก
(ณ คอนโด)
วันนี้เป็นวันแรกที่ผมต้องเรียนมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ สถานที่ใหม่ และพบเจอเพื่อนใหม่ แม้จะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าตัวเองน่าจะผ่านพ้นมันไปได้ไม่ยาก
พ่อซื้อรถยนต์คันหนึ่งให้ผมใช้ไปเรียน แต่เมื่อผมมองดูสภาพถนนที่แออัดไปด้วยรถหน้าคอนโดแล้วนั้น ผมจึงคิดว่าการใช้รถสาธารณะน่าจะเร็วกว่า
เมื่อวานนี้ครอบครัวมาส่งผมที่นี่ พ่อบอกว่าเขาซื้อคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยไว้ให้ ทว่าพอได้ลองเดินทางจริง ประกอบกับสภาพการจราจรที่ติดขัด ก็ทำให้ระยะที่ว่า ‘ใกล้’ กลายเป็นแค่คำพูด ผมคงต้องคำนวณเวลาการเดินทางใหม่ทั้งหมดแล้วล่ะ
แทนที่ผมจะได้เริ่มต้นชีวิตวันแรก ในฐานะน้องใหม่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อย่างสวยงาม กลับกลายเป็นว่าผมกำลังจะไปสายโดยไม่คาดคิด
‘ใช่ครับ มันผิดคาดไปหมด’
(ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง)
เมื่อผมลงจากรถสาธารณะก็รีบวิ่งกุลีกุจอ ไล่ตามหาคณะที่ผมเองเพิ่งย้ายมา กว่าจะหาเจอก็ถึงขั้นต้องถามนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาแทบทุกคน
ผมพลาดเองครับ เมื่อวานมัวแต่นอน ไม่ยอมสำรวจมหาวิทยาลัยก่อน เฮ้อ...ไม่รู้อะไรสักอย่าง แถมยังโดนคนแปลกหน้าหลอกขอกินบะหมี่ฟรีอีก ชีวิตผมในเมืองกรุงเริ่มต้นได้ไม่สวยเท่าไหร่เลยครับ
(ณ ห้องเรียน)
ผมเดินเข้ามาในคลาสเรียน ตามที่ตารางเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยระบุไว้ ภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ประจำภาควิชา พออาจารย์เห็นผมเดินเข้ามาก็โบกมือเรียกให้ไปยืนข้างหน้า
“วันนี้สาขาของเราจะมีนักศึกษาใหม่เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน ฝากทุกคนช่วยแนะนำเรื่องการเรียน และชีวิตในมหาลัยให้เขาด้วยล่ะ” อาจารย์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม เพื่อน ๆ ในห้องต่างหันมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หลายคนเริ่มพูดคุยทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตร จนผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย
“ยินดีต้อนรับสู่สาขานะ”
“หล่อจัง มีอะไรสงสัยก็ถามพวกเราได้นะ” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางลุกยืน ดูจากน้ำเสียงและสีหน้าแล้วนั้น น่าจะพูดแหย่ ๆ ทักทายกันมากกว่าเอาจริงเอาจัง ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ตอบรับอย่างเขิน ๆ
“พูดอะไรของแกออกมาเนี่ย! เดี๋ยวเขาก็กลัวแก๊งสาว ๆ อย่างพวกเราหรอก” เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบดึงแขนเพื่อนของเธอให้นั่งลง ก่อนจะหันมาทางผมแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“นายอย่าถือสาเลยนะ”
“ไม่ถือสาครับ” ผมยิ้มตอบ
“เอาล่ะ นักศึกษาเองก็ควรแนะนำตัวให้เพื่อน ๆ รู้จักหน่อยนะ” อาจารย์หันมาพูดกับผม
“ครับอาจารย์” ผมหันหน้าไปหาเพื่อน ๆ ในห้องอย่างประหม่าเล็กน้อย แต่ก็พยายามส่งรอยยิ้มให้ทุกคน “สวัสดีครับ ผมชื่อ จิระกิตต์ เรียกผมว่าปอนด์ก็ได้ครับ จากนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
หลังจากการแนะนำตัวของผม บรรดาเพื่อน ๆ ในห้อง ต่างก็แสดงความยินดีต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม เอาเถอะ สังคมในห้องนี้มันก็ไม่ได้แย่คงปรับตัวได้ไม่ยากหรอกครับ
“จิระกิตต์ ไปนั่งที่ได้ ส่วนคนอื่น ๆ เงียบ ๆ กันหน่อย จะเช็กชื่อละนะ” ผมเดินหาที่นั่งซึ่งโต๊ะที่ว่างก็เป็นโซนด้านหลังริมหน้าต่างพอดี
อาจารย์เริ่มเช็กชื่อไปเรื่อย ๆ จนถึง
“นายสุรฤทธิ์ สุรฤทธิ์ นายสุร ” เสียงขานชื่อของอาจารย์ยังไม่ทันจบดี ฝีเท้าหนัก ๆ ที่ฟังดูเร่งรีบก็ดังชัดขึ้นจากทางเดิน ก่อนเสียงเปิดประตูจะตามมาทันทีดัง ‘ปัง!’ ทำเอาทุกคนในชั้นเรียนหันมองไปทางเดียวกัน แต่ก็ดูเหมือนทุกคนไม่ได้ตกใจมากเท่าไหร่
“มาครับ สุรฤทธิ์มาครับจารย์” ผมหันไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาตะโกนลั่นห้องด้วยอาการหอบเหนื่อย สีหน้าอาจารย์แสดงชัดมากทั้งความเอือมระอา เหนื่อยใจ ดูท่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่ ๆ
“รีบไปนั่งเข้าที่ได้แล้ว”
“ครับจารย์ ฟู่ว ” เขายืนถอนหายใจแรง ขณะกำลังจะเดินไปนั่ง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็หันมาสบกับผม แล้วเขาก็ตะโกนลั่นอีกครั้ง
“เฮ้ยคุณ! มาอยู่นี่ได้ไง” เขาทำหน้าเหมือนเห็นผี ก่อนจะชี้นิ้วมาที่ผมด้วยสีหน้าตกใจ
เพื่อน ๆ ในห้องเองก็พากันหันมามองพวกเราทั้งคู่อย่างสนอกสนใจ ผมเองก็เริ่มไม่แน่ใจ หรือว่าผมจะนั่งที่ประจำของเขาเข้าซะแล้ว
“ผมเหรอครับ?” ผมสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในสมองงุนงงไปหมด ผมมั่นใจนะว่าไม่เคยสร้างเรื่องไว้ในเมืองกรุงนี้ นี่มันวันแรกของผมในมหาวิทยาลัยแท้ ๆ
“ใช่” เขาตอบพร้อมเดินมาหยุดที่โต๊ะข้าง ๆ ผม
“คุณเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า ผมมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักคุณ”
“เมื่อวานไง! มาม่าไงมาม่า” เท่านั้นแหละภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มาม่า มาม่า แล้ว...
“มาม่าอะไร มา... เฮ้ย! เดี๋ยวนะ หรือว่านายคือคนที่กินมาม่าแล้วหนีไปน่ะ!” ทันทีที่ผมพูดจบ เพื่อน ๆ ในห้องก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน ไม่มีใครกลั้นไว้ได้ แม้แต่อาจารย์เองด้วยเช่นกัน
ผมไม่รู้ต้องทำตัวยังไง จึงหันไปพูดกับเพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะตรงหน้า
“ทำไมทุกคนถึงหัวเราะกันขนาดนี้ครับ” เพื่อนด้านหน้าก็มากระซิบกับผม
"ก็แม็กซ์เขาเป็นหนุ่มหล่อที่สาว ๆ ทั้งมหาลัยมองว่าเข้าถึงยาก ไม่คิดว่าแม็กซ์เขาจะมีมุมฮา ๆ แบบนี้ด้วย" พอได้รู้แบบนั้นก็ยิ่งทำให้ผมหน้าซีด และฉุกคิดได้ว่า ไม่ควรเอ่ยอะไรแบบนี้ออกมาทั้งที่เป็นการพบกันครั้งแรกในห้องเรียน ผมจึงรีบเอามือปิดปากนั่งลงก้มหน้าอย่างรวดเร็ว
ส่วนเขาที่กำลังอึ้งกับคำพูดของผมก็แทบอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดิน ใบหน้าเจื่อนมองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ผม ที่แน่ ๆ ตอนนี้เขายื่นใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเบา ๆ
“นี่คุณ ดูเหมือนเลิกเรียนคาบนี้ เราต้องเคลียร์กันหน่อย” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะกลับไปนั่งตัวตรงที่ประจำของตัวเอง
“เอาล่ะ เริ่มเรียนกันได้แล้ว เสียเวลามามากล่ะ” อาจารย์เริ่มสอนในขณะที่ทุกคนก็ตั้งใจเรียน แต่แล้วคนข้าง ๆ ผม เขาก็สะกิดให้ผมไปคุย
“นี่ คุณน่ะ” เสียงเข้มของเขาหันมาถามผม
“มะ มีอะไร” ผมหน้าเจื่อน ก่อนจะตอบกลับไปเบา ๆ ขณะเดียวกัน เขาก็ยื่นมือพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง
“เงินค่ามาม่า คุณไปแก้ข่าวให้ผมด้วยนะว่าผมไม่ได้หนี ตอนนั้นแค่รีบจนลืม พอนึกได้ผมก็เอาเงินที่เก็บไว้ใต้รถวิ่งไปหาคุณ แต่คุณก็ไม่อยู่แล้ว” สีหน้าเขาจริงจังมาก ดูท่าแล้วคงใส่ใจเรื่องนี้จริง ๆ
“ขอโทษ ก็พอคุณบอกให้ผมนึกถึงมาม่า ผมก็นึกแต่ตอนกินแล้วหนีนี่นา”
“บอกแล้วไงว่าไม่ได้หนี ไม่ได้หาย ถ้าไม่รีบแก้ข่าวให้ผมละก็คุณเจอดีแน่” เขาไม่ได้เหมือนล้อเล่นแต่สีหน้าดูจริงจังสุด ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมต้องรีบพยักหน้าตอบรับเขา เพราะไม่อยากสร้างศัตรูตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่
“โอเค ๆ ขอโทษจริง ๆ ไว้จะไปแก้ข่าวให้ไม่ต้องห่วง”
“ว่าแต่คุณชื่ออะไร” เสียงเขาดูอ่อนลง
“ผมชื่อปอนด์ แล้วคุณล่ะ?”
“ชื่อแม็กซ์ ว่าแต่คุณมาเรียนวันแรกที่นี่ใช่ไหม แล้วคุณพักที่คอนโดที่เจอเมื่อวาน?”
“ใช่”
“ทำไมเช่าคอนโดไกลจัด” แม็กซ์กอดอกพิงพนักเก้าอี้หันมามองผม
“ครอบครัวหาไว้ให้น่ะ”
“พ่อแม่รวยสินะ ถึงให้พักคอนโดแพงหูฉี่นั่น”
“ก็ไม่ได้อยากจะอยู่เท่าไหร่หรอก มันไม่มีที่ไป คงเอาไว้ค่อย ๆ หาใหม่อีกที” ผมตอบไปแบบนั้นซึ่งมันเป็นเรื่องจริง แค่คิดถึงตอนเช้าที่สภาพรถติด ยืนเบียดกันบนรถเมล์ ก็ทำเอาเหนื่อยใจ คงต้องหาที่อยู่ใหม่จริง ๆ นั่นแหละ
“เอางี้ ผมแนะนำดีไหม มานอนกับผมดิ”
“หืม อะไรของคุณเนี่ย หรือว่าคุณ” ผมทำหน้าเหวอคิดไปไกล
“เฮ้ย...ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะเว้ย ผมอยู่บ้านเช่า ตอนนี้อยู่ด้วยกันสี่คน มีห้องว่างเหลือหนึ่งห้อง ผมแค่เสนอเผื่อคุณสนใจ” แม็กซ์ดูเหมือนอยากให้ผมไปอยู่บ้านเช่าด้วยจริง ๆ สายตาเขาแสดงถึงความต้องการ แต่เรื่องแบบนี้มันต้องคิดกันหน่อยว่าผมจะเชื่อใจเขาได้แค่ไหน อีกอย่างยังไม่เห็นบ้านเช่าเลยด้วยซ้ำ
“สุรฤทธิ์ จะหมดคาบเรียนอยู่แล้วยังไม่หยุดชวนเพื่อนคุยเลยนะ จะเรียนรึเปล่า” อาจารย์หันมาดุแม็กซ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ทำเอาผมเกร็งไปด้วย
“จารย์ครับ ผมแค่แนะนำมหาลัยให้เด็กใหม่เองครับ” แม็กซ์เขาตอบแถอาจารย์ไปดื้อ ๆ
“แต่นี่มันเวลาเรียน อาจารย์รู้ว่านายเก่ง แต่ช่วยสนใจการเรียนหน่อย”
“ครับจารย์ ขอโทษครับ” แม็กซ์พูด จากนั้นเราสองคนก็อยู่ในความสงบตั้งใจเรียนในช่วงเวลาที่เหลือของคาบเรียนจนหมดคาบไป
อาจารย์เดินออกจากห้อง ทุกคนก็ทยอยออกไปพักตามอัธยาศัย ผมเองก็เช่นกันที่ตอนนี้กำลังเก็บหนังสือยัดลงกระเป๋าเป้ตัวเอง แล้วดันทำปากกากลิ้งตก
ผมโน้มตัวลงเพื่อก้มเก็บปากกา แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาจะก้มลงช่วยเก็บเช่นกัน จึงทำให้มือของเราสองคนสัมผัสกันเล็กน้อย และเขาก็ดึงมือเก็บไปก่อน
“อะแฮ่ม ยังไงก็เก็บเอาไปคิดแล้วกัน ถ้าอยากย้ายมาอยู่ด้วยกันก็รีบหน่อยนะ ไปล่ะ” แม็กซ์สะพายเป้ก่อนจะเดินออกไป ผมที่ยังอยู่ในห้องยืนเหม่อคิดตาม
“อืม เออ ก็น่าสนใจดีเขาน่ะ ไม่สิบ้านเช่าน่ะ คิดอะไรอยู่วะฉัน” ผมพึมพำออกมา จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปบ้าง