8
สายซิ่ง วิ่งเช็กชื่อ
(เช้าวันใหม่)
“ตื่น ๆ จะมานอนเรี่ยราดข้ามวันแบบนี้ไม่ได้นะ” ซาตะโกนดังลั่นสนั่นห้องนั่งเล่น เหล่าหนุ่ม ๆ นอนกองกันระเนระนาด สภาพเรียกว่าเละเทะกันถ้วนหน้า
“กี่โมงแล้วซา” เจมส์ที่นอนอยู่ในห้องตัวเอง ได้ยินเสียงเอะอะ ก็เปิดประตูออกมาดูด้วยความสงสัย
“เก้าโมงแล้ว มึงช่วยกูปลุกน้อง ๆ สามคนนี้ทีดิ บอกแล้วว่าอย่าดื่มเยอะก็ไม่ฟังกันเลย” ซากุมขมับหนักใจกับสภาพน้อง ๆ ในบ้าน
“ช่างเถอะซา นาน ๆ ทีน้อง ๆ จะได้ดื่มกันจนเมาเละขนาดนี้” เจมส์เดินเข้ามา ยกมือขึ้นตบบ่าซาเบา ๆ อย่างเข้าใจ
“ก็แค่ห่วง กลัวจะไปเรียนกันไม่ไหว พวกเราเป็นพี่ก็ไม่อยากพาน้องให้มาเละเทะแบบนี้ว่ะ”
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวจัดการเอง ไม่ต้องห่วง” เจมส์พูดพลางเดินไปปลุกน้อง ๆ ทั้งสาม เมื่อเห็นสภาพน้อง ๆ ในระยะใกล้ ๆ เขาก็ถึงกับกุมขมับตาม
“สมควรแล้วที่ซาจะเป็นห่วง” เจมส์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินไปเรียกทีละคนให้ลุก
“ลุกไปอาบน้ำกันได้แล้วน้อง ๆ เก้าโมงแล้วนะ”
“หืม กี่โมงนะพี่เจมส์” ยอร์ชขยี้ตามองงัวเงีย
“เก้าโมง” เจมส์ตอบ
“ขออีกทีครับ” ผมที่พึ่งจะรู้สึกตัวเอ่ยถามย้ำ
“เก้าโมง”
“หืม หูแว่ว ๆ ได้ยินว่ากี่โมงนะ” แม็กซ์ที่ตื่นเป็นคนสุดท้าย ขยี้ตางัวเงียถามอีกคน เจมส์เลยเท้าสะเอวตะโกนดังลั่น
“เก้าโมง ๆ ๆ!” ทันทีที่เสียงย้ำชัดเต็มสองรูหู พวกเราสามคนก็หันมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดกัน
“เชี่ย! ซวยแล้ว วันนี้กูมีเรียนนอกสถานที่สิบโมง” ยอร์ชหน้าตาตื่นตกใจ ลุกขึ้นวิ่งกุลีกุจอเข้าห้องตัวเองไปปิดประตูดัง ‘ปัง!’
“ของพวกเรายังดีหน่อย เช็กชื่อเก้าโมงครึ่ง เดี๋ยวนะเก้าโมงครึ่ง เชี่ย! ซวยโคตรอาจารย์ยิ่งหมายตาอยู่” แม็กซ์ลุกพรวดขึ้นอย่างกับโดนไฟลนก้น
“จะรออะไรล่ะ รีบไปแต่งตัวกันดิ” ผมที่เห็นแม็กซ์ยืนตกใจก็รีบดันหลังเขาให้เดินกลับห้อง
เสียงฝีเท้าดังสนั่น ครึกโครม ความวุ่นวายของเหล่าชายหนุ่มเกิดขึ้นในพริบตา ไม่นานนัก ทั้งสามก็มายืนรวมตัวที่ห้องโถงกลางบ้านเช่า
“กูไปก่อนนะ สาขากูมีเรียนนอกสถานที่”
“เออ เอาไว้เจอกันตอนเย็นว่ะ” แม็กซ์ตอบยอร์ชวิ่งลนลานกว่าใครออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“ปอนด์ เสร็จรึยัง” แม็กซ์เรียกผม แต่ผมยังวุ่นวายหาของอยู่ในห้อง
“แป๊บหนึ่ง หาของไม่เจอ”
“หาอะไร รีบหน่อย เดี๋ยวไม่ทันเช็กชื่อนะเว้ย”
“หากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ” ผมตะโกนตอบออกไป
“ช่างมันก่อน!”
“จะช่างมันได้ไง ไม่มีเงินจ่ายค่ารถเมล์นะ”
“เวลาเหลือไม่ถึงสิบห้านาที รถเมล์ไม่ทันหรอก รีบออกมาไปกับแม็กซ์” ผมสะดุ้งตัวโหยง ไม่ใช่เพราะคำว่าสิบห้านาที แต่เป็นคำว่า ‘แม็กซ์’ ต่างหาก
ดูท่าความเมามายเมื่อคืนจะทำลายกำแพงความเกรงใจของพวกเราไปจนไม่เหลือ เพราะผมจำได้ว่าเมื่อคืนเขาเรียกตัวเองว่า ‘แม็กซ์’ กับผมหลายครั้ง ตอนนี้พอฟังแล้วรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็..ชอบนะ
“แล้วจะไปยังไง” ผมเดินออกมาถาม
“มอเตอร์ไซค์” แม็กซ์ตอบ
“อ๋อ รถเครื่อง” ผมเรียกมันตามภาษาถิ่นของผมด้วยความเคยชิน
“หืม? รถเครื่องคืออะไร” แม็กซ์ทำหน้าขมวดคิ้ว
“ก็มอเตอร์ไซค์นั่นแหละ แต่ฉันไม่มีหมวกกันน็อกนะ”
“วันนี้พี่ซาไม่มีเรียน เอาของพี่ซาไปใช้ก่อนเถอะ ไม่มีเวลาคิดแล้ว” แม็กซ์พูดพลางเดินไปหยิบมาดื้อ ๆ
“แม็กซ์หมวกนี่มันใส่ยังไงวะ?” ผมยืนงง ๆ เพราะดูไม่คุ้นแบบเดิม และก็ลนลานเกินกว่าจะคิดออกเองได้ ตอนแรกผมนึกว่าจะโดนบ่นซะแล้ว แต่แม็กซ์กลับหันมาใส่ให้ผม แล้วตบเบา ๆ ที่หมวกกันน็อก
“รีบขึ้นมาเถอะ จับให้แน่นล่ะ”
“ทำไมเหรอ” ผมที่ซ้อนท้าย เอียงหน้าไปถาม
“เดี๋ยวก็รู้ เอาล่ะไปละนะ บรืนนนน” วินาทีที่รถออกจากบ้านเช่าไป ก็ผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงบอกให้จับให้แน่น
“อ๊าก! แม็กซ์! นายรีบขับหาพระแสงอะไรเนี่ยยยยย!” จากวินาทีนั้น ผมก็ไม่สามารถเหม่อได้อีกต่อไป เพราะชีวิตผมนี่แทบจะลอยออกจากเบาะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่กี่นาทีเท่านั้น เราก็มาถึงมหาวิทยาลัยแล้ว
(ลานจอดรถ มหาวิทยาลัย)
พอล้อจอดปุ๊บ! ผมกับแม็กซ์ก็กระโดดลงจากรถพร้อมกัน เราสองคนรีบถอดหมวกกันน็อกออกอย่างรีบเร่ง แต่เมื่อสองเราประสานสายตากัน ก็หลุดหัวเราะลั่น
“สภาพอุบาทว์ฉิบหายเลยนะนาย” แม็กซ์พูดกับผม
“แม็กซ์ นายก็ไม่ต่างกันหรอก” ผมย้อนบ้าง แม้เขาผมยุ่งแค่ไหน ก็ยังหล่ออยู่ดี (แต่ผมไม่พูดออกไปหรอก เดี๋ยวเขาเหลิง)
“ฮ่า” / “ฮ่า” เราสองหัวเราะใส่กัน
“ไม่มีเวลามาหัวเราะแล้ว รีบไปกันเถอะ ขืนช้ามีหวังอาจารย์เอาเรื่องตายแน่” จากนั้นผมกับแม็กซ์ก็รีบวิ่งแจ้นไปห้องเรียนทันที
(ณ ห้องเรียน)
เสียงอาจารย์กำลังเช็กชื่อนักศึกษา
“สุรฤทธิ์”
“...”
“จิระกิตต์”
“...”
“ไม่มาสินะ ต่อไป” ในขณะที่อาจารย์จะเรียกชื่อถัดไป
“มาครับ ๆ มาแล้วครับจารย์”
“จิระกิตต์มาครับ” เราสองคนยืนเหนื่อยหอบกันอยู่หน้าชั้น แล้วทันใดนั้นทุกคนในห้องก็หัวเราะกันลั่น อาจารย์เองก็เผลอยิ้มอีก จนแม็กซ์ต้องเอ่ยถาม
“ทำไมเหรอจารย์ ผมกับปอนด์ทำอะไรตลกไปเหรอครับ?”
“นั่นสิครับ ทุกคนหัวเราะอะไรกันเหรอ?”
“ทำไมทรงผมเป็นแบบนั้นกันล่ะ” อาจารย์พูด พวกเราหันไปมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะก๊าก…
เข้าใจเลยว่าทำไมคนทั้งห้องถึงขำพรืดกันขนาดนี้ ก็ทรงผมเรามันยุ่งจนแทบจะรู้ว่าโดนลมตีมาเต็ม ๆ แม้จะใส่หมวกกันน็อกก็เถอะ
“เฮ้ย! ทำไมสภาพเป็นแบบนี้วะ”
“ยังมีหน้ามาถามอีก ใครขับรถล่ะ” พอพูดจบ ทุกคนในห้องก็หัวเราะลั่นกันอีกครั้ง ผมกับแม็กซ์จึงทำได้แค่ยิ้มเจื่อน ๆ ด้วยความอาย
“เอาล่ะ เงียบกันได้แล้ว จิระกิตต์ สุรฤทธิ์ แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วก็ไปนั่งที่ได้แล้ว”
“ครับจารย์” / “ครับผม”
จากนั้นเราเดินไปนั่งโต๊ะว่างหลังห้องเหมือนเคย พยายามจะสางผมให้เข้าที่ แต่ยังไงผมก็ไม่เป็นทรงอยู่ดี ดูท่าวันนี้คงต้องอยู่กับผมทรงนี้ไปทั้งวัน
(หมดคาบเรียน)
ขณะที่พวกผมกำลังเก็บหนังสือลงกระเป๋า เพื่อนร่วมห้องก็หันมาหาทักและเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“พวกนายไปทำอะไรกันมาวะ ทรงผมอย่างจ๊าบเลยเพื่อน”
“จ๊าบบ้าบออะไร แค่ขับรถซิ่งไปหน่อย หมวกกันน็อกแม่งก็ไม่มีหน้ากาก สภาพก็เลยเป็นแบบนี้ อายโคตร” แม็กซ์ทำหน้าหงุดหงิด ผมที่ยืนใกล้ได้แต่ตบไหล่ปลอบ
“คราวหน้าเราไปซื้อใหม่กันเถอะ วันนี้อายชะมัด”
“เท่จะตาย หนุ่มหน้ามน คนหน้าหล่อสองคน หัวยุ่ง ๆ ออร่ากระจาย เดี๋ยวพรุ่งนี้ทรงผมฮิตทั้งมหาลัยแน่นอน ไม่สิอีกไม่กี่ชั่วโมงเนี่ยแหละ กูเองก็จะทำบ้าง” เพื่อนพูดซะจนพวกผมเห็นภาพ แต่จะเป็นไปได้เหรอ
“ทำไมมึงมั่นใจว่ามันจะฮิตวะ” แม็กซ์หันไปถามเพื่อนร่วมชั้น
“นี่ไง มีคนเอารูปมึงลงเพจมหาลัยเราเรียบร้อยแล้ว ยอดกดไลค์ทะลุหมื่นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แม็กซ์มึงที่ดังอยู่แล้วตอนนี้แม่งดังขึ้นไป ฮ่า” เพื่อนร่วมชั้นพูดพลางยื่นมือถือมาให้พวกเราสองคนดู
“เชี่ย! ของจริงแม็กซ์ นายดังแล้วล่ะ” ผมหันไปพูดยิ้ม ๆ
“จริง! วันนี้ได้ดังกว่าเดิมไปอีก” เพื่อนร่วมชั้นเอ่ยสมทบ
“แม่งเอ้ย คนแชร์ห้าหมื่นแล้ว จบสิ้นแล้วชีวิต ทำไมถ่ายแต่กูวะ แถมพี่ซากับพี่เจมส์มาเมนต์อีก” แม็กซ์ทำหน้าหงุดหงิดจนผมเผลอยิ้มออกมา เขาจะรู้บ้างไหมว่าท่าทีแบบนั้นมันตลก แต่ก็น่ารักชะมัดเลย
‘หืม ผมเป็นอะไรไป’
“ทำใจ นายมันคนดังไงเพื่อน” เพื่อนร่วมชั้นตบบ่าเขาก่อนปลีกตัวเดินออกไป
ผมไม่รู้จะปลอบแม็กซ์ยังไง เลยเดินไปเกาะไหล่เขา
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเลี้ยงโคล่าให้แล้วกัน” เพียงเท่านั้นจากหน้าที่แสนบูดบึ้งก็คลี่ยิ้มออกมา ดูท่าวิธีนี้จะได้ผลจริง ๆ สมกับเป็นอิทธิฤทธิ์ของโคล่าที่เขาชอบ!