11
ปิดเทอมใหญ่ใจว้าวุ่น
บรรยากาศโดยรอบมหาวิทยาลัยในช่วงปลายภาคเรียน แม้ท้องฟ้าจะสดใส แสงแดดยังส่องผ่านใบไม้ที่ปลิวไปตามลม แต่หัวใจของนักศึกษาหลาย ๆ คน กลับหนักแน่นและตึงเครียดไม่เข้ากับบรรยากาศดี ๆ เลยสักนิด
บางคนเหนื่อยล้าจากการสอบ บางคนวุ่นวายกับโปรเจกต์จบ และอีกหลายคนที่เริ่มนับถอยหลังวันที่ต้องแยกจากกัน
แต่มันก็ยังไม่ใช่ผมหรอกครับ เพราะผมยังเรียนปีสองกำลังจะขึ้นปีสามนี่นา และพวกเราในบ้านเช่าก็พูดคุยถึงเส้นทางตัวเองด้วยกันเสมอ
ณ ตอนนี้ ผม แม็กซ์ ยอร์ช ยังคงอยู่บ้านเช่าหลังนี้ เอาจริงไปไหนไม่ได้หรอกครับ บ้านที่ดี เพื่อนร่วมบ้านที่จริงใจ ราคาเป็นมิตร ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้อีกแล้วครับ
ส่วนพี่ซากับพี่เจมส์ ตอนแรกพวกเราคิดว่าเขาคงย้ายออกแน่ ๆ แต่ไม่เลย ถึงปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายในการเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ทว่าพวกพี่เขาก็ยังคงจะเช่าอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักระยะในระหว่างที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่ นั่นคือเส้นทางของคนวัยทำงาน
พวกผมดีใจมากจนแทบอยากจะร้องไห้ ดูสิพี่ซาคือคนที่ทำให้พวกเราไม่ตื่นสายอยู่ในระเบียบ ส่วนพี่เจมส์คือคนที่คอยดูแลอาหารการกินของพวกเราเสมอมา ขืนพวกพี่เขาออกจากบ้านเช่าไปดื้อ ๆ มีหวังพวกเราสามคนคงเละเทะไปกว่านี้แน่ ๆ
และตอนนี้พวกเราทั้งห้าคนก็กำลังนั่งล้อมวงอยู่ในห้องรับแขก ตามประสาวันเวลาว่าง ๆ ที่แสนน่าเบื่อ
“ว่าแต่ปิดเทอมนี้ใครกลับบ้านมั่ง” พี่ซาเอ่ยถาม จากนั้นคนที่มีแพลนจะกลับบ้านก็ยกมือขึ้น
“ยอร์ช เจมส์ ปอนด์กลับบ้านสินะ ส่วนพี่เองก็กลับ แต่แม็กซ์นายจะอยู่บ้านหลังนี้คนเดียวได้จริง ๆ เหรอ พี่เป็นห่วง” พี่ซาพูดแบบนั้น นั่นก็ทำให้ผมชายตาไปมองแม็กซ์ด้วยเช่นกัน
“พวกพี่ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมอยู่ได้สบายมาก” แม็กซ์นั่งพิงหลังลงพนักพิงโซฟา ทำท่าทีสบาย ๆ
“แต่เวลามึงอยู่คนเดียวมึงชอบขี้เกียจ กินแต่มาม่านะดิวะ ใช่ปะพี่เจมส์” ยอร์ชเอ่ยออกมาตรง ๆ เพราะเขาก็ห่วงแม็กซ์มากเหมือนกัน
“ใช่ แถมเวลาต้มมาม่าก็ไม่ใส่อะไรเพิ่มด้วย เป็นห่วงจริง ๆ นั่นแหละ” พี่เจมส์กอดอกหันไปมองแม็กซ์อีกคน คราวนี้คนที่ทำตัวสบาย ๆ นั่งบนโซฟาก็เริ่มหน้าบึ้ง
“พวกพี่ทำเหมือนผมเป็นเด็กไปได้ หงุดหงิดชะมัด” แม็กซ์พูดจบก็ลุกเดินเข้าห้องตัวเองทันทีพร้อมกับปิดประตูดัง ‘ปัง!’
พวกเราทั้งสี่คนมองเป็นทางเดียวกันพร้อมกับถอนหายใจ
“เฮ้อ...เจ้านี่เป็นซะแบบนี้ แล้วจะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไงกันวะ” ซามีท่าทีอารมณ์เสีย
“นั่นดิ ถึงจะกลับบ้านไปจะมีความสุขได้ยังไงถ้าต้องพะวงห่วงมันแบบนี้” เจมส์เอ่ยอีกคน
“พวกพี่ก็รู้ ไอ้แม็กซ์มันมีปัญหากับครอบครัว มันคงไม่อยากกลับบ้านจริง ๆ แล้วเรื่องนี้พวกเราทุกคนที่นี่ก็ช่วยมันไม่ได้หรอก ให้ตายเถอะ” ยอร์ชเองก็สบถออกมา ผมเองก็เป็นห่วงแม็กซ์มากเหมือนกัน เรียกว่าช่วงชีวิตเกือบสองปีมานี่แทบตัวติดกับแม็กซ์มาโดยตลอด ผมรู้ว่าแม็กซ์เป็นคนหุนหันมากขนาดไหน ก็สมควรที่พี่ ๆ และยอร์ชจะเป็นห่วงขนาดนี้ ดูท่าผมคงต้อง...
“เอาแบบนี้ดีไหมพี่ ผมจะอยู่ที่บ้านเช่ากับเขาช่วงปิดเทอมนี้เองครับ ผมไม่อยากให้เขาอยู่คนเดียวแบบนั้น” ผมพูดออกไปและนั่นก็ทำให้ทั้งสามคนมองมาที่ผมเป็นจุดเดียวกัน
“มันจะดีเหรอปอนด์ นายเองก็ต้องกลับบ้านรึเปล่า” พี่ซาหันมาถามผม ตอนแรกผมก็ฉุกคิดนิดหน่อยเพราะพ่อแม่อยากให้ผมกลับบ้านบ้าง แต่ผมคงทิ้งเพื่อนผมไม่ได้จริง ๆ จึงตัดสินใจพูดแบบนี้ออกมา
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับ ผมจะถือโอกาสให้พ่อแม่มาหาผมที่เมืองกรุงก็ได้พี่ ถือโอกาสเปิดหูเปิดตาพวกท่านหน่อย” ผมยิ้มตอบ จากนั้นสีหน้าของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พอนายพูดแบบนี้ค่อยวางใจหน่อย เฮ้อ...ไอ้แม็กซ์นะไอ้แม็กซ์ ทำตัวให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่ได้” ยอร์ชยังคงบ่นไม่หยุด
“งั้นก่อนพี่กลับบ้าน พี่จะจัดเตรียมวัตถุดิบส่วนหนึ่งไว้ให้ทำอาหาร อย่าปล่อยกันกินแต่มาม่าล่ะ” พี่เจมส์แสดงความห่วงใย พอเห็นแบบนี้แล้ว ยิ่งทำให้ผมรักบ้านเช่าหลังนี้จริง ๆ
“ฝากแม็กซ์ด้วยนะปอนด์ เห็นแบบนั้นแม็กซ์มันก็เป็นคนห่วงความรู้สึกคนอื่นมากจนลืมห่วงตัวเอง” พี่ซาเอ่ยเสริม
“ไม่ต้องห่วงพี่ ผมจะดูแลเขาอย่างดีเลยครับ ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน และก็ไม่ปล่อยให้เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องแน่ ๆ” ผมให้คำมั่นสัญญากับทั้งสามคน เอาจริงถึงผมไม่สัญญาผมก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้วละครับ
หลังจากนั้นทุกคนแยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง เพราะต้องเริ่มเก็บของสำหรับกลับบ้าน ส่วนผมนั้นต้องรีบโทรบอกพ่อแม่ก่อนเหมือนกัน เพราะการไม่กลับบ้านในช่วงปิดเทอมใหญ่ พ่อแม่คงไม่ยอมง่าย ๆ แน่
ในขณะที่ผมโทรหาแม่ โทรไปกี่ครั้งก็ไม่รับสาย จนผมต้องเลื่อนไปที่เบอร์ของพ่อ ผมทำใจอยู่นานเพราะถ้าเลือกได้คงไม่โทรหาพ่อแน่ ๆ แต่ตอนนี้มันจำเป็นแล้วครับ
“ฮัลโหลพ่อครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งปนความกลัวเล็กน้อย
“ว่าไง” เสียงเข้มห้วนที่ผมไม่คุ้นชินเสียทีทำเอาผมอึดอัดไม่หาย
“ปิดเทอมนี้ ผมไม่กลับบ้านนะครับ”
“ว่าไงนะ! ทำไมแกถึงไม่กลับบ้าน รู้ไหมแม่แกรอแกกลับมาแค่ไหน” เสียงพ่อผมตวาดดังขึ้นจนผมต้องถอยมือถือห่างออกจากหู
“พ่อใจเย็น ๆ ก่อนครับ ผมทิ้งเพื่อนไม่ได้ครับ”
“ทำไมแกห่วงเพื่อนกว่าพ่อแม่รึไง” เสียงของพ่อไม่มีทีท่าจะเลิกตวาดเลยสักนิด จนหูผมเริ่มชาแล้วเนี่ย
“ไม่ใช่ครับพ่อ เขามีปัญหากับครอบครัว ไม่เหมือนผมนี่ครับ อย่างน้อยผมยังมีพ่ออยู่ตรงนี้ ต่อให้จะตวาดใส่ผมทุกครั้งที่พูดกัน ผมก็ยังรู้ว่ามีคนฟังผมอยู่ แต่เพื่อนผมมัน เฮ้อ...พ่อสอนให้ผมรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นไม่ใช่รึไงครับ”
“...” พ่อของผมเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “นี่แกกำลังด่าพ่อรึเปล่า”
“ผมจะด่าพ่อได้ไง แต่ก่อนผมก็โกรธพ่ออยู่หรอก ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อไม่เคยพูดดี ๆ กับผมสักครั้ง แถมชอบทำอะไรตามอำเภอใจไม่ถามผมสักคำ แต่พอผมเห็นเพื่อนที่มีปัญหากับครอบครัว ไม่แม้แต่จะคุยกันด้วยซ้ำ ผมก็เลยรู้สึกว่าตัวเองยังโชคดี ก็แค่นั้นเองครับ”
“...” เป็นอีกครั้งที่พ่อผมเงียบไป ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดอาจทำให้พ่อเสียใจ แต่ที่ผ่านมาผมเองก็เสียใจนี่นา มันถึงเวลาแล้วที่ผมเองก็ต้องพูดในสิ่งที่อยากพูดบ้าง
“พ่อครับ พ่อกับแม่ขึ้นมาหาผมที่กรุงเทพฯ แทนได้ไหมครับ” ผมตัดสินใจพูดในสิ่งที่อยากพูดออกมา แม้พ่อจะเงียบไปสักพักแต่สุดท้ายท่านก็ยอมเอ่ยปาก
“อืม” เป็นคำตกลงสั้น ๆ แต่จากน้ำเสียงที่อ่อนลงของพ่อแล้ว ผมก็รู้ได้ว่าพ่อยอมรับข้อตกลงด้วยใจจริง
“งั้นแค่นี้ก่อนนะพ่อ” ผมที่กำลังจะวางสาย ก็ได้ยินพ่อพูดคำหนึ่งขึ้นมา
“อืม อย่าลืมกินข้าวด้วยล่ะลูก ตู้ดดด” นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อเรียกผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าครั้งไหน ๆ พวกคุณรู้ไหมว่าตอนนี้หัวใจผมมันสุขจนเอ่อล้น ผมรอวันที่พ่อจะพูดกับผมด้วยเสียงแบบนี้มาเกือบยี่สิบปีแล้วนะ
‘เฮ้อ...’ ผมหายใจด้วยความโล่งอก เอาล่ะในเมื่อจัดการกับคนที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ถึงตาที่ผมจะต้องไปคุยกับเพื่อนหัวแข็งของผมซะที ก่อนจะไปไม่ลืมที่จะหยิบเยลลี่ซองโปรดของผมไปด้วย