13. เพื่อน (พิเศษ) ครับพ่อแม่

2534 Words
13 เพื่อน (พิเศษ) ครับพ่อแม่ (ปิดเทอมใหญ่) บ้านเช่าของพวกเราจากที่เคยคึกคัก เสียงของพี่ใหญ่อย่างพี่ซาที่ต้องคอยตะโกนเรียกให้พวกเราลุกหรือแม้แต่กลิ่นหอม ๆ ของอาหารยามเช้าที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยพี่เจมส์ รวมไปถึงเสียงโหวกเหวกของยอร์ชที่ต้องตะโกนลั่นเพราะถูกโดนปลุก บัดนี้กลับเหลือเพียงเสียงนาฬิกาปลุกและเสียงแอร์เท่านั้นผมนั่งถอนหายใจ กลิ้งไปมาบนเตียงด้วยความว่างเปล่ากว่าที่เคย บ้านเช่าที่เคยคึกคัก ตอนนี้กลับเหลือเพียงผมกับแม็กซ์ที่ยังอยู่ (ในช่วงปิดเทอมใหญ่) ทว่าตอนนี้แม็กซ์ไม่อยู่ครับ ออกไปทำงานพาร์ตไทม์ตามเคย ยิ่งเห็นชีวิตประจำวันของเขา ผมยิ่งเหนื่อยแทน สมควรแล้วที่คนอื่น ๆ เป็นห่วงกันขนาดนี้ และก็คิดว่าผมตัดสินใจถูกแล้วที่อยู่เป็นเพื่อนเขา ‘Rrrrrr’ เสียงมือถือดังขึ้น พบว่าแม่ของผมโทรมา ผมจึงรีบรับอย่างไว “ว่าไงครับแม่” (ลูกจ๊ะ พรุ่งนี้แม่กับพ่อจะไปหาลูกนะ คิดถึงลูกมาก ๆ อยากให้แม่ซื้ออะไรไปไหม) “ ไม่เอาครับแม่ แค่แม่กับพ่อมาหาผมที่เมืองกรุง ผมก็ดีใจมาก ๆ แล้วครับ” (แน่ใจนะลูก เห็นว่าอยู่กับเพื่อนอีกคนไม่ใช่รึไง งั้นเอาเป็นของฝากจากจังหวัดเราหน่อยดีไหม) “ก็ได้ครับแม่” หลังจากที่ผมวางสายจากแม่ไป ผมก็นั่งเล่นเกมอีกสักสองสามชั่วโมง จากนั้นออกไปต้มมาม่ากินแล้วก็กลับมานั่งเล่นเกมอีกรอบ เล่นกับยอร์ชแหละครับ เพียงแต่ตอนนี้ยอร์ชมันนั่งเล่นที่บ้านเท่านั้นแหละ หลังจากเล่นกันจนเหนื่อย ผมก็เดินไปงีบที่เตียงเพื่อพักผ่อนสายตา ไม่นานนัก เสียงประตูหน้าบ้านก็เปิดออก “กลับมาแล้ว” เสียงของคนร่วมบ้านที่ฟังก็รู้ดีว่าใคร ทำให้ผมดีดตัวลุกจากเตียงทันที ก่อนจะเปิดประตูออกไปเห็นแม็กซ์โยนกระเป๋าลงโซฟากลางบ้าน ก่อนจะถอดเสื้อยืนโชว์แผงอกดื้อ ๆ ผมไม่ชินเลยครับ แต่ยังไงผมก็ต้องคุยกับเขาก่อนละนะ “กลับมาแล้วเหรอแม็กซ์ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ผมเอ่ยกับเขาพลางเดินไปนั่งโซฟาตรงข้ามกับที่เขานั่งอยู่ “เรื่อง?” “พรุ่งนี้ว่างรึเปล่า” “เหมือนจะมีงานพาร์ตไทม์หนึ่งที่ ทำไมเหรอ” “พอดีพ่อแม่ฉันจะมาหา แต่ว่านายไม่ต้องอยู่ก็ได้” “พาร์ตไทม์พรุ่งนี้ไม่ทำละ” เขากอดอกพูดออกมาแบบไม่คิดอะไร “จะทำแบบนั้นได้ไง ฉันไม่อยากให้นายเสียงานเว้ย” “เสียงานอะไร พาร์ตไทม์พรุ่งนี้จริง ๆ ขอพี่โยเขาทำเองแหละ พอดีอยากได้เงินเพิ่ม” เพียงเขาพูดแค่นั้นก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ เขาหักโหมมากไปรึเปล่า ใบหน้าเขาแม้จะหล่อเหลาแค่ไหนก็ยังแสดงความอิดโรยออกมาได้ อยากให้เขาหยุดบ้างจริง ๆ “งั้นถ้านายหยุดทำงานพรุ่งนี้ นายจะไม่เสียดายเงินเหรอวะ” ผมจ้องมองเขาอย่างห่วงความรู้สึก แม็กซ์กอดอกเผยรอยยิ้มมุมปากออกมาให้ผม “หึ ถ้าให้เลือกระหว่างเงินกับนาย ก็น่าจะรู้นะว่าคนอย่างไอ้แม็กซ์จะเลือกอะไร อีกอย่างได้เจอพ่อแม่นายก็ดีนะ อยากให้พวกท่านได้เห็นว่านายอยู่กันคนที่ไม่ได้เป็นภาระอะไร แถมขยันสุด ๆ” ผมชะงัก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แต่ยังพยายามกลบเกลื่อนไม่ให้เขารู้ว่าผมกำลังจะเป็นบ้าไปแล้ว “ใครบอกให้นายทำขนาดนั้นกันเล่า นายมันแค่เพื่อน ไม่ได้” “ไม่ได้อะไร พูดให้จบดิ” แม็กซ์ยื่นหน้าเลิกคิ้วจ้องจ่อใกล้หน้าผม จนผมสัมผัสลมหายใจของเขาได้ เล่นเอาผมกลืนน้ำลายไปหลายอึกจนพูดไม่ออก “ไม่ได้” ในขณะที่ผมกำลังจะฝืนพยายามพูด เสียงมือถือของผมก็ดังมาอีกครั้ง ‘Rrrrrr’ สายจากแม่โทรมาอีกครั้ง “เออ แม็กซ์ ฉันขอตัวรับสายแม่ก่อนนะ ไว้คุยกันอีกที” “ครับแม่ ว่าไงครับ” ผมรีบรับสายแม่ ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องตัวเองทันที ให้ตายเถอะขอบคุณพระเจ้าที่ให้แม่โทรเข้ามาตอนนี้พอดี ไม่งั้นผมคงตกที่นั่งลำบากแน่ ๆ (รุ่งเช้าวันถัดไป) ผมที่ยังนอนกลิ้งตัวอยู่บนเตียง ด้วยความกระวนกระวายใจ ว่าถ้าพ่อแม่มาเห็นสภาพผมอยู่ที่นี่ พวกท่านจะรู้สึกแบบไหนกันนะ คนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี อยู่ในกรอบขอบเขตที่พ่อแม่วางไว้เสมอ แต่พอได้มาอยู่เมืองกรุงลับตาพวกท่าน กลับทำตามอำเภอใจมาอยู่รวมกับคนอื่น ๆ แบบนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบแม็กซ์ เอ่อ..ไม่ชอบสมาชิกในบ้านเช่าขึ้นมา ผมจะโดนสั่งให้ย้ายออกไหมนะ นั่นคือสิ่งที่ผมกังวลที่สุด ‘Rrrrrr’ เสียงมือถือดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อผู้เป็นแม่โทรเข้ามา “ครับแม่ แม่มาถึงแล้วเหรอครับ” “ใช่แล้วลูก อยู่หน้าบ้านที่ปักหมุดให้แม่แล้วจ้ะ” ได้ยินแค่นั้นผมก็ดีดตัวลุกขึ้นทันที นี่มันยังเก้าโมงเช้าอยู่เลย ทำไมพวกท่านมาเร็วกว่าที่คิด ผมรีบหาเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นที่อยู่ไม่ไกล ขึ้นมาสวม จากนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้อง วินาทีแรกที่เปิดประตูห้องออกไป กลิ่นหอม ๆ ของอาหารก็ลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน ผมรีบหันไปมองต้นทางของกลิ่นในพื้นที่ทำครัวก็พบว่า แม็กซ์กำลังสวมผ้ากันเปื้อนของพี่เจมส์ทำอาหารอยู่ ผมยืนอึ้งตกใจตาค้างไปหมด แต่แล้วก็โดนเสียงของแม็กซ์ทำให้ได้สติ “เหมือนมีรถจอดหน้าบ้าน พ่อแม่นายมาแล้วรึเปล่าวะ ไม่รีบออกไปรับพวกท่านล่ะ ยืนบื้ออยู่ทำไม” “ระ รู้แล้วน่ากำลังรีบอยู่นี่ไงเล่า” ผมสะบัดหัวไปมาเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนจะวิ่งเปิดประตูบ้านออกไปหาพ่อแม่ทันที “พ่อ แม่ ขอโทษครับที่ผมออกมารับช้า” “ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อกับแม่พึ่งมาถึงพอดี ว่าแต่ลูกทำอาหารด้วยเหรอ กลิ่นลอยมาหอมเชียว” แม่จับมือผมส่วนพ่อก็ยกคิ้วมอง ผมได้แต่กะพริบตาถี่ ๆ แล้วรีบพูดแก้ “ไม่ใช่ผมหรอกครับ แม็กซ์เป็นคนทำครับ” ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายให้จบ คนถูกเอ่ยก็เดินออกมาจากครัว สวมผ้ากันเปื้อนผูกสายแน่นรอบเอว แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งเล็กน้อย แถมอีกมือยังถือตะหลิวไว้อีก “สวัสดีครับคุณอาคุณน้า ยินดีต้อนรับครับ ผมชื่อแม็กซ์ครับ เป็นเพื่อนร่วมบ้านเช่า และก็เป็นเพื่อนร่วมสาขาปอนด์ด้วยครับ” แม็กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม สุภาพ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่จริงจังกว่าครั้งไหน ๆ ชนิดที่ผมไม่เคยเห็นบุคลิกแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ทำเอาแม่ของผมถึงกับพยักหน้ารัว ๆ ทันที “สวัสดีลูก หน้าตาดี แล้วยังทำอาหารเก่งอีกนะจ๊ะ” แม่ผมพูดพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ส่วนพ่อผมที่ตอนแรกทำหน้าเคร่ง อาจเพราะไม่ถูกใจสภาพภายนอกของบ้าน แต่ก็ยอมเอ่ยปากออกมาพร้อมสีหน้าที่อ่อนลง “อืม มีเพื่อนดีนิ อย่างน้อยก็คงไม่ต้องห่วงว่าแกจะเอาแต่กินอาหารขยะ” พ่อของผมยังคงคอนเซ็ปต์เข้มพูดห้วนตามเคย แต่ใบหน้ากลับดูอบอุ่นกว่าครั้งไหน ๆ “คุณอาคุณน้าครับ เดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้ามาพักในบ้านก่อนครับ ข้างนอกแดดมันร้อน” แม็กซ์เปิดประตูกว้างเอ่ยอย่างสุภาพ ก่อนจะเชิญพ่อแม่ผมเข้าไป ให้ตายเถอะผมไม่ชินเลยจริง ๆ ทำไมจู่ ๆ แม็กซ์ก็ดูเหมือนโดนผีสิงแบบนี้ เอาจริงนะผมหลอนมาก ๆ จนต้องตบหน้าตัวเองสักหน แม็กซ์พาพ่อกับแม่ไปนั่งเก้าอี้โต๊ะอาหาร และเขาก็เริ่มจัดการตักอาหารเหล่านั้นทยอยมาวางไว้บนโต๊ะ ผมเองไม่สามารถจะนั่งเฉยๆ ได้หรอก จึงลุกไปช่วยเขาที่ครัว แต่เพราะคาใจมาก ๆ จึงโน้มตัวกระซิบเบา ๆ ถาม “นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ” ใบหน้าของคนที่กำลังตักแกงลงชามหันมายิ้มยกพร้อมกับพูดเบา ๆ “เป็นดิ แค่ไม่อยากทำเท่านั้นแหละ ก็มีพี่เจมส์ทำอยู่แล้วจะเหนื่อยทำอีกทำไม” “แน่ใจนะว่ามันกินได้” “หึ เดี๋ยวก็รู้” ใบหน้าของแม็กซ์แสดงความมั่นใจออกมา แม้ผมจะยังไม่ได้กิน แต่กลิ่นของอาหารที่เขาทำก็ชวนให้น้ำลายสอมากอยู่ “ลูกทำไว้ซะเยอะเลย พ่อกับแม่จะกินหมดกันไหมเนี่ย” แม่ของผมมองอาหารบนโต๊ะที่มีสามอย่างวางเรียงรายกัน ผมหันไปถามเขา “แม็กซ์ นายตื่นมาทำกี่โมง” “ตีห้า” พอผมได้ยินผมถึงกับหันหน้าเบิกตาโพลงมองเขา “แล้วทำไมไม่ปลุก จะได้มาช่วย” “ก็ไม่อยากให้ช่วยไง ถ้านายมาทำด้วยก็เคลมฝีมือร่วมอีก คนจะทำคะแนน” “คะแนนอะไร?” ผมเลิกคิ้วจ้อง ในขณะที่เขาก็โน้มตัวมากระซิบข้างหูผม “ทำคะแนนกับพ่อแม่นายไง” สิ้นเสียง เขาละความสนใจจากผม ก่อนจะหันไปตักข้าวให้พ่อแม่ผม ส่วนผมนั้นยังยืนทื่อค้างอยู่เลย จนแม่ต้องเรียกผมกลับไปนั่งข้าง ๆ ท่าน ส่วนแม็กซ์หลังจากที่ถอดผ้ากันเปื้อนเสร็จก็เดินมานั่งรวมโต๊ะด้วยท่าทีสำรวมกว่าครั้งไหน ๆ “คุณอาคุณน้าครับ วันนี้ผมทำเป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่ ลองชิมก่อนได้ครับ หวังว่าจะชอบ” แม็กซ์พูดจบ ผมก็หันไปดูแม่กับพ่อกำลังจะทานอาหารที่แม็กซ์เป็นคนทำ หัวใจผมเต้นรัว กลัวว่าพวกท่านจะไม่ถูกใจจนทำให้แม็กซ์เสียหน้าได้ และเมื่ออาหารเข้าปากพวกท่าน ทั้งพ่อและแม่ของผมก็หันหน้าประสานกันด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง จนผมรู้สึกใจคอไม่ดี ‘หรือว่าพวกท่านอยากจะคายมันออกมากัน’ “อร่อย อร่อยมากเลยจ้ะ เป็นรสชาติที่แม่ชอบมาก คุณว่าไหมคะ” แม่ของผมหันไปหาพ่อผม ซึ่งพ่อยอมพยักหน้าตอบ เอาจริงผมอึ้งกิมกี่เลยครับ ว่าแม็กซ์ทำอาหารอร่อยขนาดไหนถึงทำให้ พ่อผมยอมรับได้ ขนาดแม่ทำเองยังโดนพ่อบ่นบ่อย ๆ “แกงนี่เรียกว่าอะไรจ๊ะ” “แกงเขียวหวานครับ ผมทราบมาว่าคุณน้าชอบทานเผ็ดเลยเพิ่มความจัดจ้านขึ้นมาอีกเล็กน้อย ส่วนคุณอาผมรู้มาว่าไม่ชอบอาหารเผ็ดผมเลยทำแกงจืดแต่รสชาติไม่จืดนะครับ” แม็กซ์ยิ้มตอบ ผมหันขวับไปมองแม็กซ์ก่อนจะตักมันเข้าปากผมบ้าง วินาทีที่น้ำแกงได้สัมผัสปลายลิ้นของผมนั้น ก็ยิ่งทำให้ผมทึ่ง มันเป็นรสชาติที่แม่กับพ่อผมชอบจริง ๆ “นายรู้ได้ไงว่าแม่ฉันกินเผ็ด แล้วพ่อไม่กินเผ็ด” ผมหันไปถามด้วยความไม่รู้ แม็กซ์ยักไหล่ยิ้มมองผม “ก็เล่นคุยมือถือเสียงดังทุกที เลยจำได้ไง แม้แต่รสชาติที่นายชอบ ไอ้แม็กซ์คนนี้ก็จำได้” บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ แม่ของผมวางช้อนลงเบา ๆ แล้วยิ้มบาง ๆ ออกมา “แม็กซ์เป็นคนขยันดีนะลูก แต่พักผ่อนบ้างล่ะ อย่าให้ตัวเองลำบากเกินไป” แม่เงียบไป ก่อนจะพูดต่อ “ปอนด์ แม็กซ์เป็นเพื่อนที่ดีจริง ๆ ลูกเองต้องรักษาเพื่อนแบบนี้ไว้ดี ๆ ล่ะ” ผมพูดอะไรไม่ออก ได้เพียงแต่นั่งมองแม็กซ์เงียบ ๆ หัวใจผมตอนนี้มันนิ่งเหมือนรสแกงจืด แต่ก็รู้สึกร้อนผ่าวเหมือนแกงเขียวหวานแสนเผ็ด หลังมื้ออาหารจบไป แม็กซ์ปลีกตัวไปเก็บจานในครัวโดยไม่ให้ผมช่วยแม้แต่น้อย เขาให้เหตุผลว่าพ่อแม่มาทั้งทีควรอยู่เป็นเพื่อนพวกท่าน ผมพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงซ้ำวนไปมาว่า ‘พ่อแม่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของผมกับแม็กซ์...ผิดไหมนะ ไม่ดิมันก็ไม่ได้ผิด แต่…’ “ปอนด์” แม่เอ่ยเรียบเบา ๆ “ครับ?” ผมเงยหน้ามองตอบ แม่ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะเอนตัวมาหาผมเพื่อกระซิบใกล้ๆ “แน่ใจนะว่าแค่เพื่อน?” ผมชะงักทันที หัวใจแทบหยุดเต้น “ห๊ะ? อะไรนะครับ?” พ่อผมที่นั่งเงียบมาตลอด ยกแก้วขึ้นมาดื่มก่อนจะพูดออกมาหน้าตาเฉย “ไม่ใช่มีอะไร แค่ท่าทางของเด็กนั่นมันเหมือนไม่ใช่เพื่อนเฉย ๆ” พ่อพูดจบ แม่ก็เสริมคอมโบต่อ “แค่รู้สึกว่าจะรู้ใจลูกมากกว่าพ่อแม่อีกนะสิ” ผมเริ่มทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ทำไมพ่อแม่ถึงได้คิดแบบนั้น มือที่ถือช้อนส้อมถึงกับต้องวางลงจาน เพราะขืนถือให้พวกท่านเห็นคงรู้หมดว่าผมมือสั่นมากแค่ไหน “พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันนะครับ แค่อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไหนจะเรียน ไหนจะบ้านเช่าหลังนี้ จะรู้ใจกันบ้างมันก็ไม่แปลกแหละครับ” “ไม่ใช่ว่าแม่จับผิดหรืออยากยุ แต่ถ้าเขาดีกับลูกขนาดนี้ แม่ไม่ขัดหรอก” แม่พูดกับผมพลางยิ้มละมุน นัยน์ตาอบอุ่นเหมือนกำลังพูดเรื่องธรรมดา “เอาเถอะ ในอนาคตหากลูกรักใคร ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นแบบไหนพ่อก็ยอมรับ ขอแค่เขารักลูกด้วยใจจริง และลูกก็รักเขาก็พอ” ผมนั่งเงียบ รับฟังคำพูดของพ่อแม่ ผมไม่เข้าใจหรอก ว่าทำไมพวกท่านถึงพูดแบบนั้นออกมา แต่ว่านะ คำพูดของพวกท่านตอนนี้ มันช่วยเปิดไฟบางอย่างในหัวใจให้ผมได้มองเห็น… หลังจากที่แม็กซ์จัดการล้างจานเรียบร้อยแล้วก็กลับมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่ผมสิทำตัวปกติไม่ได้เลย ไม่กล้าสบตาใคร พ่อแม่ก็ชวนแม็กซ์คุยเล่นเรื่อย ๆ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แม็กซ์เองก็ดูอารมณ์ดี เขาจะรู้ไหมนะว่า เขาทำให้พ่อแม่ผมมองความสัมพันธ์ของพวกเราผิดไปอย่างที่ควรจะเป็น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD