ครอบครัวพร้อมหน้า

1653 Words
เรื่องที่บุตรสาวคนเล็กของตระกูลหลี่หอบลูกทั้งสามกลับบ้านเดิมถูกลือในหมู่บ้าน คนเหล่านี้มีเวลาว่างมากเกินไปจึงมารอดูความสนุกของผู้อื่น เซี่ยชิงหลีมองคนเหล่านั้นที่ยืนออหน้าประตูเรือนทว่าก็เข้าใจสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ได้ “ท่านแม่!!....ลูกอกตัญญูกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” หลี่หลันฮวาแทบพุ่งตัวลงจากรถลากเข้าหาอ้อมอกมารดา เซี่ยชิงหลีเห็นดังนั้นจึงรีบห้ามนางเอาไว้เพราะเกรงว่าแผลจะปริอีกรอบ เมื่อเห็นบุตรสาวที่เคยงามสะพรั่งดั่งดอกไห่ถั่ง ทว่ายามนี้บุตรสาวกลับไม่ต่างจากดอกไห่ถั่งที่กำลังร่วงโรย ทำให้นางรู้สึกเศร้าใจนัก หญิงชราเดินตามการพยุงของสะใภ้ทั้งสองตรงมายังรถลากที่จอดอยู่หน้าเรือน “แค่ก! แค่ก! ไม่เป็นไรนะฮวาเอ๋อ กลับมาแล้วก็ดี กลับมาแล้วก็ดี” นางกอดบุตรสาวคนเล็กเอาไว้แนบอก แม้ในใจยามนี้จะเจ็บปวดแสนสาหัสนัก ทว่าแม่เฒ่าโจวกลับเป็นคนเข้มแข็งเสียยิ่งกว่าผู้เป็นสามี “ท่านยาย/ท่านยาย/ท่านยาย” หลานทั้งสามร้องเรียกแม่เฒ่าโจวขึ้นพร้อมกัน หญิงชราดวงตาอ่อนโยนเปล่งประกายด้วยแสงแห่งความอบอุ่น รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา ริมฝีปากที่แต้มยิ้มสั่นนิดๆ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแรงแต่เพราะหัวใจที่เอ่อล้นไปด้วยความปีติ เป็นความสุขที่ลึกซึ้งโดยมิต้องการคำอธิบายใด ๆ “เด็กดี...” เรือนตระกูลหลี่บัดนี้ได้อยู่พร้อมหน้า ภายในเรือนหลังเก่ามีแต่เสียงหัวเราะแห่งความสุข แม้จะทุกข์ยากทว่ากลับมีความอบอุ่นแฝงอยู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวอย่างแท้จริง หลี่จิ้งจงแต่งงานกับโจวกุ้ยเหนียงมาสี่สิบปีมีบุตรชายหญิงรวมกันสามคน บัดนี้ทุกคนต่างมีครอบครัวเป็นของตนเองทว่าก็ยังอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ห้องนอนเดิมที่เคยเป็นของหลี่หลันฮวาต่อมายกให้หลี่ฮุ่ยซิ่วบุตรสาวคนโตของสะใภ้รองสวีเจียงเหมย ปีก่อนนางแต่งงานออกเรือนไปห้องนั้นจึงว่างลงอีกครั้ง บัดนี้แม่ลูกสี่คนรวมถึงอาเหิงจำต้องใช้ห้องนั้นเป็นการชั่วคราว หลี่หลันฮวามองห้องเล็กที่ต้องเบียดเสียดกันนอนด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ตนเองมาพึ่งพ่อแม่ก็เกรงใจพี่สะใภ้ทั้งสอง โชคดีที่พวกนางต่างใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องที่ตนหอบลูกกลับมา “ท่านแม่...ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป ข้าคิดว่าเราคงไม่ได้เบียดกันอยู่ห้องนี้นานนักหรอก ตอนนี้ข้ามีความคิดหาเงินสร้างบ้านหลังใหญ่ให้พวกเราอยู่อย่างสบาย ต่อไปทุกคนจะมีห้องส่วนตัวเป็นของตนเอง ข้าสัญญา” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทางของนางสองสามวันมานี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กลับทำให้คนรู้สึกมีความมั่นคง “อาเหิงจะนอนกับภรรยา ไม่เอาห้องส่วนตัว” “ได้ๆ ข้ารู้แล้ว อาเหิงน้อย” หลี่หลันฮวาหัวเราะท่าทางของชายหนุ่มที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของบุตรสาว ตั้งแต่ที่เขามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเป่าเอ๋อก็เหมือนมีเพื่อนเล่นเพิ่มขึ้นมาอีกคน หลังจากเก็บข้าวของที่ชาวบ้านสือซานให้มาเรียบร้อยแล้ว เวลานี้พระอาทิตย์ยังลอยอยู่สูง เซี่ยชิงหลีจึงคิดออกสำรวจภูเขาของหมู่บ้านสือโถวดูสักหน่อย ที่นี่กับหมู่บ้านสือซานห่างกันเพียงเขาลูกเดียวภูมิประเทศคงไม่ต่างกันมากนัก เมื่อนางก้าวขาออกจากเรือน อาเหิงก็รีบวิ่งตามมาเหมือนหางน้อยๆ ของนาง ด้านหลังยังมีเซี่ยชิงเป่าน้องเล็กของบ้าน “พวกเจ้ากำลังทำอะไร” หญิงสาวมองตะกร้าสะพายหลังพร้อมอุปกรณ์ของคนทั้งสอง ท่าทางเตรียมพร้อมราวกับรู้ว่าตนเองกำลังจะขึ้นเขา “พี่รอง ท่านกำลังจะขึ้นเขาใช่ไหม ข้ากับพี่อาเหิงจะตามไปด้วย” “อันตราย ลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้ท่านแม่ถูกหมูป่าทำร้าย เจ้าไม่กลัวแล้วหรือ” “เป่าเอ๋อ....ไม่กลัว” เสียงเล็กๆ แผ่วลงไร้ความมั่นใจ ยามเมื่อเอ่ยถึงเรื่องอุบัติเหตุของมารดา เซี่ยชิงหลีเกรงว่าจะเป็นปมในใจน้องสาวจึงยินยอมให้นางตามตนเองขึ้นเขาด้วย “ได้ๆ เช่นนั้นพวกเจ้าเดินตามข้า ห้ามห่างเด็ดขาด” สามคนเดินขึ้นเขาตามเส้นทางที่ชาวบ้านเคยใช้สัญจร เซี่ยชิงหลีมองทุ่งนาเขียวขจีราวกับผืนพรมแห่งธรรมชาติที่ถูกปูคลุมไปทั่วผืนดิน ต้นข้าวตั้งเรียงเป็นระเบียบแกว่งไกวเบาๆ ตามแรงลมภายใต้แสงแดดอ่อน เสียงใบข้าวเสียดสีกันเป็นจังหวะ ชวนให้รู้สึกสงบ ยามเมื่อแสงแดดส่องกระทบยอดรวงข้าวสีเขียวอ่อน ดูราวกับอาบไว้ด้วยประกายทองระยิบระยับ ผีเสื้อหลากสีบินว่อนเคล้ากลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ขอบฟ้าด้านไกลมีแนวภูเขาสีน้ำเงินจางเป็นฉากหลัง เติมเต็มภาพให้สมบูรณ์เรียบง่ายและงดงาม ทั้งสามเดินตามไปเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นคันนาแคบที่ทอดยาวไปตามแปลงข้าว มีรอยเท้าของชาวนาและควายไถพาดผ่าน กลิ่นไอดินและลมเย็นที่พัดโชยมา ยิ่งตอกย้ำว่าที่นี่คือหัวใจของผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ และความสุขอันเรียบง่ายที่แท้จริง... “พวกเจ้าสามคนเป็นเด็กบ้านหลี่หรือ กำลังจะไปไหนกันล่ะ” ชาวบ้านที่กำลังถอนหญ้าในแปลงนาถามขึ้นอย่างใจดี เมื่อเห็นทั้งสามคนเดินผ่าน “ขึ้นเขาเจ้าค่ะ ท่านลุงท่านป้า” ร่างบางพยักหน้าให้พวกเขาเล็กน้อย “ระวังหมูป่าด้วยนะ ช่วงนี้มีคนเห็นมันพาฝูงลงมาแถวตีนเขา” “ได้เจ้าค่ะ พวกเราจะระวัง ขอบคุณท่านมาก” ชาวบ้านเอ่ยเตือนเด็กทั้งสามอย่างจริงใจ เซี่ยชิงหลีรับรู้ถึงความจริงใจเหล่านั้นจึงขอบคุณด้วยความจริงใจเช่นเดียวกัน สามคนเดินขึ้นเขาช้าๆ ไม่เร่งรีบ เมื่อถึงสันเขาช่วงหนึ่งพบว่าบนภูเขาฟากนี้เป็นป่าสนเกือบทั้งหมด ความคิดหนึ่งของเซี่ยชิงหลีในการหาเงินเข้ากระเป๋าได้ผุดขึ้นมารางๆ ร่างบางเขี่ยใบสนที่ปกคลุมหน้าดินออก แล้วก็เป็นอย่างที่นางคิด เห็ดสนดอกใหญ่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้กองใบไม่เหล่านี้ หากนำไปตากรมควันให้แห้งน่าจะเก็บไว้กินได้หลายมื้อ เมื่อหญิงสาวลองสังเกตให้ทั่วพบว่าที่นี่ยังมีเห็นสนที่กำลังผุดดอกแทงดินขึ้นมาอีกมากมาย ถ้ามีมากขนาดนี้แสดงว่าคนที่นี่นี้ยังไม่รู้วิธีนำเห็ดมาทำอาหาร ไม่อย่างนั้นคงไม่เหลือมาถึงพวกตน พบของดีแล้ว “เป่าเอ๋อ อาเหิง พวกเจ้าสองคนมานี่ วันนี้ทำหน้าที่เก็บเห็ดเหล่านี้ให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ดอกเดียว” หญิงสาวมอบตัวอย่างเห็ดสนให้กับทั้งสอง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง....ก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้เตือนแล้วว่ามีหมูป่าเดินอยู่แถวนี้ ในเมื่อไม่มีร่องรอยของพวกมันแสดงว่าที่นี่น่าจะยังปลอดภัย หญิงสาวเดินหาร่องรอยของหมูป่ากระทั่งออกห่างจากหลี่ซางเป่าและอาเหิงไปพอสมควร จึงได้เห็นรอยเขี้ยวขุดรากไม้ทิ้งเอาไว้ หญิงสาวเห็นมูลของมันที่กองเป็นทางห่างออกไป จึงลองเดินตาม ทว่าเมื่อถึงช่วงหนึ่งที่เป็นป่าไม้หนาทึบ เซี่ยชิงหลีเดินฝ่าดงเหล่านั้นไปจึงได้เห็นหมูป่ากลุ่มหนึ่งกำลังขุดดินกินรากไม้อย่างสบายอารมณ์ อีกฝั่ง...ยังมีหมูป่าตัวใหญ่นอนเอกเขนกอยู่ด้านหนึ่งใกล้กับโคนต้นไม้ ส่วนตัวเล็กลงมากำลังนอนกลิ้งเกลือกในปลักดินที่มีโคลนเหลวสีดำ “ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งอาหารเย็นมาให้” ร่างบางพึมพำเสียงเบา เพื่อกลบกลิ่นกายมนุษย์เซี่ยชิงหลีจึงล้มตัวคลุกกายกับปลักโคลนเช่นเดียวกับหมูป่าเหล่านั้น ในมือของนางมีมีดพร้าอันใหญ่กระชับมั่นในมือ แม้หญิงสาวจะคลานเข้าใกล้อาหารเย็นที่ยังมีชีวิต ทว่าพวกมันก็ไม่มีทีท่าจะรู้ตัว กระทั่งร่างบางหยุดลงด้านข้างของเจ้าหมูป่าตัวเขื่องที่นอนอยู่ใกล้กับโคนต้นไม้ มีดในมือฟันฉับลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนคอที่มีแต่ไขมันหนาขาดสะพายแล่ง ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เกิดโกลาหลขึ้น เซี่ยชิงหลีส่งเสียงร้องคำรามโห่ไล่ตัวที่เหลือกลับเข้าไปในป่า ส่วนหมูป่าเคราะห์ร้ายบัดนี้นอนดิ้นพล่านตีดินแตกกระจายเพราะยังตายไม่สนิท เซี่ยชิงหลีตัดไม้ทำคานหาม วันนี้เดินขึ้นเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม หากต้องหามหมูป่าลงไปด้วยน่าจะใช้เวลาไม่น้อย ต้องรีบกลับบ้านก่อนที่จะมืด ไม่อย่างนั้นมารดาจะเป็นห่วง หญิงสาวเดินกลับไปยังจุดที่ทิ้งน้องสาวและอาเหิงเอาไว้ ทั้งสองยังคงนั่งเก็บเห็ดสนตามคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ “อาเหิง...เจ้าไปช่วยข้าแบกหมู่บ้านที่ด้านนั้นที” หญิงงามก่อนหน้านี้ที่ขึ้นเขามาพร้อมพวกเขา บัดนี้กลายเป็นมนุษย์โคลนที่มองเห็นแค่ดวงตา อาเหิงตกใจรีบวิ่งไปหลบด้านหลังเซี่ยชิงเป่า “เจ้าเป็นใคร!” หญิงสาวถอนหายใจอย่างระอา นางใช้มือปาดโคลนออกจากใบหน้า ทว่านั่นก็ยังดูน่าเกลียดอยู่ดี
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD