ทุบตีสวะเซี่ยจิ่งเฉิง

1781 Words
“เช่นนั้นข้าขอถามพวกเจ้า ตระกูลหลี่ติดหนี้พวกเจ้าคนใด...หรือตระกูลหลี่มีหน้าที่หาเลี้ยงพวกเจ้าที่ยังมีแขนขาครบ” คำถามถูกถามอย่างตรงจุด เซี่ยชิงหลีกอดอกยืนมองการประชุมด้วยสีหน้าพอใจ ไม่ผิดหวังเลยที่เชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาจัดการ คนที่เคยร่ำเรียนคำพูดมักจะมีอิทธิพลเสมอ “แต่พวกเขาควรมีน้ำใจไม่ใช่หรือ” คำถามถูกถามจากหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง หน้าตาของนางค่อนข้างงดงามทีเดียว หลี่หมิงเจ๋อที่ยืนอยู่ไม่ไกลชักสีหน้าทันที เพราะคนที่เอ่ยคำถามนั้นขึ้นมาคือ จูเป่าเอ๋อ คู่หมั้นที่เขาตั้งใจจะแต่งงานด้วยในปีหน้า “เด็กสาวบ้านจู เช่นนั้นข้าวในยุ้งของเจ้าเอามาแบ่งให้ชาวบ้านเพื่อเป็นน้ำใจดีหรือไม่ หลังจากนี้ข้าจะบอกพ่อแม่ของเจ้าด้วยตนเองว่าเจ้ามีน้ำใจต่อพวกเราเพียงใด” คำพูดเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านเฉาสามารถปิดปากคนทั้งหมู่บ้านได้สนิท หลี่หมิงเจ๋อโมโหจนอยากสังหารคน ไม่คิดว่าสตรีที่เขามั่นใจว่าเป็นคนดีกลับกลายเป็นคนโลภมาก อยากได้อยากมีคิดช่วงชิงสิ่งของคนอื่น “อาเจ๋อ เจ้ากลับเข้าเรือนไปก่อน” เมื่อได้รับคำสั่งของบิดา หลี่หมิงเจ๋อทำได้เพียงกระทืบเท้าเดินกลับเข้าเรือนไป “ลุงรอง ท่านคิดให้พี่หมิงเจ๋อแต่งนางเข้ามาเป็นสะใภ้จริงหรือ นางช่างแตกต่างจากพี่เฟิงอิงยิ่งนัก ถ้าได้เข้ามาอยู่ในตระกูลหลี่ครอบครัวใหญ่ของพวกท่านต้องบันเทิงแน่” เซี่ยชิงหลีเอ่ยติดตลก ทว่าครอบครัวรองกลับมีท่าทีเคร่งเครียด โดยเฉพาะป้าสะใภ้รองที่มีลูกชายเพียงคนเดียวอย่างหลี่หมิงเจ๋อ เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเฉาออกมาพูดสกัดการกระทำของเหล่าชาวบ้าน เซี่ยชิงหลีในฐานะที่มีส่วนร่วมมากที่สุดจึงเริ่มออกหน้า “สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ข้าคือเซี่ยชิงหลีทุกท่านคงจะรู้จักกันหมดแล้ว วันนี้ที่ข้าต้องการพูดคือ...ใครก็ตามที่ต้องการเนื้อกวางข้าจะขายให้พวกท่าน...แน่นอนว่าถูกกว่าที่ขายในตำบลห้าเหวิน เนื้อกวางราคาสูงกว่าเนื้อหมูป่า ดังนั้นราคาสิบห้าเหวินต่อหนึ่งจินคือราคาขายที่เหมาะสม หากไม่มีใครในที่นี้สนใจ ท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองของข้าจะบรรทุกกวางตัวนี้ไปขายในเมือง” สิ้นคำพูดของหญิงสาว ชาวบ้านต่างร้องขอสั่งซื้อเนื้อกวางดังเซ็งแซ่ ต่อมากลายเป็นหน้าที่ของคนบ้านหลี่แล่เนื้อกวางขายกันสดๆ ที่หน้าเรือน ภายหลังเมื่อชาวบ้านจากไปหมดแล้ว เซี่ยชิงหลีจึงไปที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน นางมอบเนื้อกวางห้าจินส่งให้ภรรยาของเขา แม้ทางนั้นจะแสดงออกว่าเกรงใจ ทว่าต่อไปนางยังต้องพึ่งพาที่นี่เพื่อตั้งหลัก จึงต้องนอบน้อมต่อพวกเขาสักหน่อย เนื้อกวางเพียงห้าจินบ้านนางไม่ขาดดังนั้นจึงไม่รู้สึกเสียดาย “อาเหิง เป๋าเอ๋อ เหตุใดพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่” ระหว่างทางไปยังเรือนของนายพรานที่หญิงสาวหยิบยืมธนู บังเอิญได้พบกับอาเหิงและเซี่ยชิงเป่าเข้าพอดี “พี่รอง! ท่านยายอาการไม่ค่อยดีท่านแม่จึงให้ข้ามาตาม รีบกลับเรือนก่อนเถอะ” “ได้ ได้” สามคนรีบวิ่งกลับไปยังเรือนตระกูลหลี่ทันที เมื่อกลับไปถึงที่นั่นแม่เฒ่าโจวได้หมดสติไปแล้ว เซี่ยชิงหลีสั่งทุกคนให้ออกไปคอยด้านนอก ภายในห้องจึงมีเพียงนาง ผู้เฒ่าหลี่ และแม่เฒ่าโจวที่หมดสติ ภายหลังจากหลานสาวจับชีพจร ชายชราจึงถามถึงอาการของคู่ชีวิตด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ท่านยายของเจ้า...นางเป็นอย่างไรบ้าง” ร่างบางตบหลังมือเหี่ยวย่นเบาๆ เพื่อให้ชายชราคลายกังวล “ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ท่านยายเพียงร่างกายอ่อนแอเกินไปเท่านั้น อาการป่วยเรื้อรังของนางไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงวันสองวัน อีกอย่างเพราะช่วงนี้ฝนตกบ่อยอากาศชื้นนางมีอาการปวดกระดูกร่วมด้วยใช่หรือไม่ มีอาการเจ็บคอไอแห้งและปวดหัวนอนไม่หลับเป็นบางครั้ง” “เจ้ารู้ได้อย่างไร” “ท่านตา ความจริงท่านยายเพียงขาดสารอาหารเป็นเวลานาน รวมกับที่นางทำงานหนักมาตลอด ทำให้เมื่อเวลาป่วยไข้จึงหายได้ยาก พวกท่านคงไม่ได้ให้นางทานยาอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่” ชายชราไม่คิดว่าหลานสาวจะเก่งกาจเพียงนี้ เพียงจับชีพจรไม่กี่ครั้งก็สามารถวินิจฉัยอาการของภรรยาตนได้อย่างละเอียด “เรื่องนั้น...บ้านเราไม่ค่อยมีเงิน ท่านยายของเจ้าก็ดื้อรั้นไม่ยอมไปหาหมอ” “วันนี้บ้านเราก็มีเงินแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเขียนเทียบยาให้หนึ่งฉบับให้คนถือไปบ้านหมอหลิว บอกว่าเป็นข้าที่ส่งมา หมอหลิวต้องมีสมุนไพรเหล่านี้เก็บไว้แน่” หลังจากออกจากห้องแม่เฒ่าโจว เซี่ยชิงหลีได้เขียนเทียบยาให้หลี่เยว่สิงและหลี่เยว่หยางนำไปยังหมู่บ้านสือซานเพื่อหาท่านหมอหลิว พอดีให้พวกเขานำรถลากและเงินสองตำลึงไปใช้หนี้ด้วย ยังมีเนื้อกวางห้า จินส่งให้ผู้เฒ่าและภรรยาเพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือ เมื่อสองพี่น้องกลับมา ร่างบางจึงลงมือต้มยาให้แม่เฒ่าโจวดื่ม ทั้งยังนำเตาถ่านมาวางในห้องเพื่อให้ความอบอุ่นแก่นาง ยุคนี้ยังไม่มีเตียงเตา หมายความว่าเมื่อเข้าฤดูหนาวตนเองต้องทนนอนหนาวใช่หรือไม่ ไม่มีทางแน่นอน แม้ไม่รู้ถึงวิธีการทำแต่เคยเห็นด้วยตาก็สามารถทดลองดูได้ นี่เป็นอีกรายการหนึ่งที่ต้องบันทึกเอาไว้ในหัว ในยุคโบราณสิ่งที่ต้องทำมีมากมาย นั่นก็เพื่อความสะดวกสบายของตนในอนาคต วันต่อมา เซี่ยชิงหลีนั่งเกวียนวัวที่เช่าจากหัวหน้าหมู่บ้านเขาไปในอำเภอกับลุงทั้งสอง นางยังไม่ตัดสินใจว่าจะขายเห็ดสนให้ร้านอาหารร้านใด เพราะการแต่งกายที่ดูซอมซ่อของทั้งสาม ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าหอกุ้ยเซียงก็ถูกไล่ตะเพิดออกมา เซี่ยชิงหลีแอบสบถในใจ วันหน้านางสัญญาว่าจะทำให้ที่นี่เจ๊งไม่เป็นท่า หลังจากออกจากหอกุ้ยเซียงทั้งสามก็ตรงไปเหลาอาหารและสุราที่ชื่อหว่านหรง ซึ่งชาวอำเภอหลิงหนานต่างรู้ดีว่าสองร้านนี้เป็นคู่แข่งกันมาช้านาน ทว่าหอกุ้ยเซียงนั้นมีทั้งหญิงสาวงดงามที่คอยให้บริการและยังมีกวีนักเล่าเรื่องมาคอยเล่านิทานให้เหล่าลูกค้าได้เพลิดเพลิน ทำให้หอหว่านหรงต้องตกเป็นรอง “เจ้ามาทำอะไรที่นี่!” ยังไม่ทันจากไปหญิงสาวก็ถูกขวางทางโดยคนที่เกลียดขี้หน้าที่สุด เซี่ยจิ่งเฉิง ที่พึงออกจากหอกุ้ยเซียงเดินโซเซตรงมายังนาง เมื่อได้พบคนที่ไม่ชอบหน้าหญิงสาวมีหรือจะยอมพูดดีด้วย “เกี่ยวอันใดกับเจ้า” “ก็เพราะ...ขะ...ข้าคือพี่ชายของเจ้า! เอ๊ะ!เหตุใดเจ้าพูดได้!...แล้วช่างเถอะ...เหตุใดจะไม่เกี่ยวกับข้า บอกมาว่าเจ้ามาทำอะไรที่อำเภอหลิงหนาน” เซี่ยจิ่งเฉิงคิดคว้าแขนหญิงสาวมาซักถามให้รู้เรื่อง ทว่านางกลับหมุนตัวหลบทำให้เขาเสียจังหวะล้มคว่ำไป “เจ้า!..” เมื่อถูกนางทำให้ต้องได้รับความอับอายบวกกับฤทธิ์สุราทำให้เขาลืมไปแล้วว่าก่อนหน้าหญิงสาวเคยทำอะไรเอาไว้ ร่างสูงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนคิดสั่งสอนน้องสาวให้รู้สำนึก ทว่าเซี่ยชิงหลีกลับเตะสวนออกไป ทำให้เขาล้มลงไปกองอีกครั้ง “โอ๊ย!! เซี่ยชิงหลี!! เจ้ากล้าทำร้ายข้า” “ไสหัวไปซะไอ้สวะเซี่ยจิ่งเฉิง สุนัขดีไม่ขวางทาง” หญิงสาวจ้องชายหนุ่มด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้า!! เจ้ากล้าด่าข้าเป็นหมา” “เจ้าเป็นหมาหรือไม่ ตัวเจ้ารู้ดีมิใช่หรือ เมาแอ๋กลางวันแสกๆ ยังคิดว่าตนเองเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้อยู่อีก หนังสือที่อ่านมาทั้งหมดคงอยู่ในท้องสุนัขหมดแล้วกระมัง เจ้าเศษสวะน่าตายการกระทำของเจ้ามันช่างน่าขันนัก” “เจ้า!!” ถูกตีและถูกด่าว่าเป็นหมาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอับอายยิ่งกว่าเดิม เหล่าสหายที่ติดตามมาเห็นสาวงามกำลังพูดคุยกับเซี่ยจิ่งเฉิง จึงคิดว่าเป็นคนที่พวกตนก็สามารถเกี้ยวพาได้ ชายหนุ่มทั้งสี่ต่างรุมล้อมเข้าหานาง เซี่ยชิงหลีมองคนโง่เหล่านั้นด้วยหางตา ลุงทั้งสองคิดเข้าร่วมทว่าถูกหญิงสาวห้ามเอาไว้ ไม่นานหน้าหอกุ้ยเซียงก็มีชายหนุ่มห้าคนถูกทุบตีจนหน้าบวม “ขะ..ข้าจะแจ้งต่อทางการ เจ้ากล้าทำร้ายนักเรียนของสำนักศึกษาเต๋อชุน” หนึ่งในนั้นชี้หน้าหญิงสาวด้วยความโมโห “หุบปากไปเสีย!...พวกเจ้าห้าคนถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาเต๋อชุนเมื่อครึ่งปีก่อน อย่าได้คิดทำให้ชื่อเสียงสำนักศึกษาของข้าแปดเปื้อน” “ท่านอาจารย์ใหญ่จ้าว!!” สองชายชราผมขาวก้าวช้าๆ ตรงมายังกลุ่มคนทั้งห้า ก่อนหน้าทั้งสองดื่มชาอยู่ที่หอหว่านหรง มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่คิดว่าหญิงสาวร่างบางจะลงมือตีคนไม่กะพริบตาเช่นนี้ ช่างน่าสนใจนัก “แม่นางน้อย เจ้าต้องการแจ้งต่อทางการเอาผิดพวกเขาหรือไม่ ข้าจะเป็นพยานให้เอง” บุรุษทั้งห้าเบิกตาโตทันที ไม่คิดว่าอาจารย์ใหญ่จ้าวจะยอมออกหน้าให้หญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง หากพวกตนถูกทางการจับไปเรื่องถูกไล่ออกต้องแดงขึ้นแน่ และหากให้พ่อแม่รู้ว่าไม่ได้เรียนที่สำนักศึกษาเงินกินเที่ยวเหล่านี้จะยังมีอยู่อีกหรือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เวลาของข้ามีค่ามากกว่าต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเศษสวะเหล่านั้น” “แปะ แปะ แปะ พูดได้ดี!! พวกเจ้าห้าคนเอาเงินออกมาคนละห้าตำลึง จ่ายค่าเสียเวลาของนาง ไม่อย่างนั้นข้าจะไปเยี่ยมพ่อแม่ของพวกเจ้าที่จวน”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD