“อย่าทำร้ายลูกๆ ของข้า!! หากท่านโกรธแค้นก็มาลงที่ข้า ท่านเอาชีวิตของข้าไปได้เลย แต่อย่าทำร้ายพวกเขา”
ร่างโชกเลือดคลานออกมาจากกระท่อม บาดแผลที่เริ่มสมานของนางบัดนี้ปริแตกเพราะการขยับที่เกินความจำเป็น เซี่ยชิงหลีเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปดูบาดแผลของมารดา
บาดแผลที่เริ่มอักเสบหากมีเลือดไหลออกมาอีกจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม ไม่คิดว่ามารดาผู้นี้จะห่วงลูกๆ จนไม่คิดห่วงชีวิตของตน
“ท่านแม่ท่านไม่ควรออกมา บาดแผลของท่านยังไม่หายดี”
เซี่ยชิงหลีเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล นางเกรงว่ามารดาผู้นี้จะทนความเจ็บปวดไม่ไหว รีบทำแผลให้นางใหม่จากนั้นอุ้มร่างผอมบางไปวางบนเก้าอี้หน้ากระท่อม
สายตาอ่อนโยนมองไปยังลูกทั้งสามที่ตนเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม เมื่อคิดว่าพวกเขาถูกตีจนต้องร้องไห้ ในใจของนางก็เริ่มบีบรัดและเจ็บปวด
“แม่รู้หลีเอ๋อแม่รู้ แต่แม่จะทนให้พวกลูกถูกรังแกได้อย่างไร วันนี้แม่จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของพวกเขาอีกแล้ว หากวันนี้พวกเขาต้องการทำร้ายลูกต่อให้จะต้องตายกลายเป็นผีแม่ก็จะตามหลอกหลอนพวกเขา”
หลี่หลันฮวาคำรามออกมาด้วยความคับแค้นใจ ดวงตาของนางบัดนี้แดงก่ำไม่ต่างจากบุตรสาวยามเมื่อขาดสติคลุ้มคลั่ง
“สะใภ้ตัวดี เป็นเพราะเจ้าสั่งสอนลูกไม่ดี พวกเขาจึงได้กลายเป็นเช่นนี้ ดี! วันนี้หากไม่ต้องการให้ข้าแตะต้องพวกเขา เช่นนั้นข้าก็จะใช้กฎตระกูลลงโทษเจ้าแทน”
แม่เฒ่าหวังชี้หน้าสะใภ้รองผู้ที่นางรังเกียจ ถ้าไม่เพราะช่วยนางตกน้ำบุตรชายของนางอาจได้แต่งงานกับหญิงสาวที่ดีกว่านี้
หญิงชราถือแส้เส้นเดิมย่างสามขุมเข้าหาหลี่หลันฮวา ทว่าเซี่ยชิงหลีเดินเข้ามาขวางเอาไว้
“ผ่านไปแค่เพียงสองวัน ท่านย่าลืมรสชาติแส้ไปแล้วสินะ”
“นี่!! เจ้ากล้าขู่ข้า”
“ถ้าท่านคิดว่าข้าขู่ เช่นนั้นมาลองกันอีกสักรอบ”
หญิงสาวจ้องผู้เป็นย่าด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางของนางเริ่มเหมือนครั้งก่อนที่คลุ้มคลั่งตีคนไม่หยุด หญิงชรารีบถอยห่างจากนางทันทีเพราะยังรู้สึกหวาดกลัวต่อรสชาติของแส้ในมือ
“มะ...ไม่!ไม่!”
เซี่ยชิงหลีเบื่อที่ต้องต่อปากต่อคำกับนาง เวลานี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างมารวมตัวกันที่นี่ เช่นนั้นก็ต้องทำเรื่องให้ใหญ่โตเข้าไว้
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ความจริงข้าเองก็ไม่คิดจะพูดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องเสื่อมเสียที่มิอาจเอ่ยออกมาได้ง่าย ทว่าข้าทนเห็นท่านแม่ต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดไม่ไหวแล้ว”
“เด็กน้อย เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
จางซุนโหรวที่กำลังช่วยท่านหมอหลิวดูอาการของพี่ชายทั้งสองต้องสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเซี่ยชิงหลีเอ่ยเช่นนั้น
“นี่!! ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ข้าว่าเรื่องนี้ก็ให้แล้วกันไปดีหรือไม่ ไม่ต้องสอบสวนแล้ว”
ร่างบางยกยิ้มสะใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีลนลาน ดวงตาลมโตจับจ้องไปยังมุมหนึ่งของลานเรือน บิดาบังเกิดเกล้าบัดนี้กำลังยืนหลบอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยท่าทางขี้ขลาด ยิ่งมองเขานางก็ยิ่งรู้สึกสมเพช ไม่รู้สวรรค์ลงโทษมารดาของตนหรืออย่างไรถึงได้เลือกคู่เช่นนี้ให้นาง
“กลัวแล้วหรือ ก่อนทำเรื่องสกปรกท่านควรคิดถึงผลที่ตามมา”
ร่างบางละสายตาจากผู้เป็นบิดาหันมาเล่นงานป้าสะใภ้ใหญ่ของตน วันนี้นางจะต้องไล่ต้อนคนเหล่านี้ให้พวกเขาต้องอับอายจนไม่กล้าเงยหน้ามองผู้ใด
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ข้ากลัวอันใดกัน ข้าไม่เคยทำผิดต่อผู้ใดเหตุใดต้องหวาดกลัว”
จางซุนโหรวตวาดแหวใส่หลานสาวตัวดี ท่าทางของนางเวลานี้ดูอย่างไรก็เหมือนคนกำลังลนลานหาทางปกปิดเรื่องไม่ดี
“ไม่เคยทำผิดหรือ เช่นนั้น...ท่านช่วยบอกข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ท่านลุงใหญ่หายตัวไปนับสิบปีเหตุใดท่านที่เป็นภรรยาถึงได้ตั้งครรภ์ หรือว่าป้าสะใภ้สามารถตั้งครรภ์กับสายลมแสงแดด”
“เจ้า!! เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร...”
จางซุนโหรวตกใจไม่คาดคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าจะรู้เรื่องที่ตนกำลังตั้งครรภ์ ก่อนหน้านี้นางเคยคิดจะทำแท้งแต่ไม่คิดว่าเรื่องจะแดงขึ้นเสียก่อน หากให้ผู้อื่นรู้เรื่องของนางและน้องสามี จากนี้ตนคงได้จมน้ำลายของคนทั้งหมู่บ้านแน่
ไม่ได้!! อย่างไรก็ต้องปฏิเสธ!! ขอเพียงยืนยันว่าไม่มีอะไรแบบนั้น นางก็ทำอะไรตนเองไม่ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นบุตรชายของนางที่เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาต้องเสียชื่อเสียงไปด้วยแน่
“มะ...ไม่! ไม่ใช่นะ เจ้าใส่ร้ายข้า...ข้าไม่ได้ท้อง นางพูดโกหก เซี่ยชิงหลีอาหารกินมั่วได้แต่เจ้าไม่สามารถพูดจามั่วซั่วได้”
“ข้าพูดจริงหรือไม่ท่านรู้ดีแก่ใจ ในเมื่อป้าสะใภ้คิดว่าข้าพูดโกหก เช่นนั้นก็ให้ทุกคนที่นี่เป็นพยาน พอดีเลยท่านหมอหลิวก็อยู่ที่นี่ ให้ท่านจับชีพจรดูสักหน่อยดีหรือไม่ หากข้าพูดโกหกแม้เพียงครึ่งคำป้าสะใภ้จับข้าส่งทางการได้เลย”
จางซุนโหรวถูกไล่ต้อนจนไม่เหลือหนทาง หางนางยินยอมให้หมอหลิวจับชีพจร ที่ทำมาทั้งหมดย่อมสูญเปล่า ในช่วงเวลาที่ถึงทางตัน สายตาของนางเหลือบมองเห็นเซี่ยจื่อยวนยืนอยู่ด้านหลังชาวบ้าน นางรีบคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ เมื่อหนทางรอดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวจึงรีบพุ่งเข้าหาเขาทันที
“มะ.. ไม่นะ! ข้าไม่ตรวจ! น้องรองเจ้าเป็นบิดาของนางเจ้าช่วยพูดกับนางให้ข้าหน่อย”
“อะไร! พี่สะใภ้! ไม่เกี่ยวกับข้า! ท่านอย่ามาทางนี้!”
เซี่ยชิงหลีมองการกระทำของคนทั้งสองด้วยสายตาดูแคลน นี่คือบุรุษที่นางต้องการพึ่งพาหรือ จางซุนโหรว...ดูเหมือนเจ้าจะเลือกผิดแล้ว
ร่างบางแค่นเสียงออกมาจากลำคอ
“หึ! ทุกคนคงจะเห็นด้วยตาตนเองแล้ว คงไม่จำเป็นต้องให้ข้าพูดอีก....ท่านย่าดูสิสะใภ้คนดีกำลังสวมหมวกเขียวให้ตระกูลเซี่ยของท่าน”
แม่เฒ่าหวังผู้ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก นางจำได้เพียงหลานสาวเอ่ยถึงเรื่องการนอกใจ หรือว่าสะใภ้ใหญ่มีชู้
“จางซุนโหรว ที่นางพูดเป็นความจริงหรือ”
“ท่านแม่คือ...ข้า”
หญิงชราถามลูกสะใภ้ของตนด้วยสีหน้าแคลงใจ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางที่ตอบไม่เต็มคำถามของนางแม่เฒ่าหวังก็แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เซี่ยชิงหลีเอ่ยเป็นความจริง
หญิงชราในวัยเกือบหกสิบกระโดดเข้าขยุ้มผมของสะใภ้ใหญ่ด้วยความโกรธแค้น ผู้ที่เพิ่มเชื้อไฟอย่างเซี่ยชิงหลีรีบถอยออกมาดูพวกเขาบ้านเซี่ยกัดกัน
“แกนางหญิงสารเลวบอกมานะว่าไปตั้งท้องกับใครมา กล้านอกใจบุตรชายตระกูลเซี่ยไปมีคนอื่นหรือ เจ้าช่างใจกล้าไม่กลัวตาย”
แม่เฒ่าหวังทุบตีจางซุนโหรวไม่ยั้งมือ
“กรี๊ด!!ท่านแม่ปล่อยข้า ข้าเจ็บน้องรองรีบดึงท่านแม่ออกไปเร็วเข้า”
แม่เฒ่าหวังยังไม่ยอมปล่อย นางกัดฟันกรอดพร้อมกระชากผมของจางซุนโหรวแรงยิ่งกว่าเดิม
“บอกมานะ! ว่าชายชู้ของเจ้าคือผู้ใด”
จางซุนโหรวมองไปยังเซี่ยจื่อยวนเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ทว่าเขากลับส่ายหน้าปฏิเสธห้ามนางพูดออกมา ทุกการกระทำของคนทั้งสองล้วนอยู่ในสายตาของเซี่ยชิงหลี
“ท่านแม่!! ฮื่อ!!!! ข้าบอกไม่ได้!! ข้าบอกไม่ได้จริงๆ”
แม่เฒ่าหวังทุบตีจางซุนโหรวจนเหนื่อยหอบ ทว่าในอกของนางยังคงมีแต่ความคับแค้น ถึงแม้ว่าเซี่ยฉางเยี่ยนจะมิใช่บุตรชายแท้ๆ ของตนทว่าเขาก็แซ่เซี่ย หากสตรีผู้นี้ทำผิดประเวณี นั่นย่อมต้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยและหลานชายคนโตของนาง
สตรีผู้นี้และเด็กในท้องมิอาจปล่อยเอาไว้ได้
“ดี! ถ้าเจ้าไม่ยอมพูดเช่นนั้นก็ทำตามกฎเถอะ ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน กฎของหมู่บ้านหากมีหญิงผิดประเวณีมีชู้ต้องจัดการอย่างไร”
“ใส่กรงหมูถ่วงน้ำ”
คำพูดเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านหลิวทำให้จางซุนโหรวถึงขั้นหมดแรง ในหัวของนางอื้ออึงไปด้วยคำพูดของผู้เฒ่า ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสิ้นหวังทว่าบุรุษผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะเอ่ยปากเพื่อนาง