EP.7 — Paddock
หลังคืนเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ลานจอดรถหลังตึกนิเทศ ข้อมือขาว ๆ ของฉันก็มีรอยแดงจาง ๆ ประทับอยู่เกือบสองวันเต็ม ถึงแม้มันจะไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากมายแล้ว แต่ทุกครั้งที่ฉันเผลอก้มลงมองเห็นรอยนั้น ภาพเหตุการณ์ตอนที่rพี่รามกระชากแขนฉันเข้าไปหลบด้านหลังแผ่นอกกว้างของเขาก็ย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวอยู่เรื่อย ๆ จนน่าหงุดหงิดใจ
โดยเฉพาะน้ำเสียงทุ้มต่ำตอนที่เขาพูดคำว่า “โทษที” ออกมา มันเป็นคำพูดที่ดูไม่เข้ากับลุคดุดันและนิสัยนิ่งขรึมของคนอย่างเขาเลยสักนิดเดียว
“มึงเหม่อรอบที่ร้อยของวันแล้วนะขวัญ”
เสียงของยัยเพลงดังแทรกเข้ามาในภวังค์ พร้อมกับหลอดชานมไข่มุกที่ยื่นมาจ่อตรงหน้าจนเกือบจะทิ่มจมูก
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากชีทเรียนที่แทบไม่ได้อ่าน “อะไรของมึงเนี่ย”
“กูเรียกมึงตั้งสามรอบแล้วจ้า ใจลอยไปถึงสนามแข่งปทุมฯ หรือไง” เพลงถามพลางหรี่ตามองอย่างจับผิด ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามในโรงอาหารที่เริ่มจะเบาตาคนลงบ้างแล้ว “กูว่าตั้งแต่วันนั้นมึงแปลก ๆ ไปนะ”
“วันไหนของมึง” ฉันแกล้งถามกลับแบบเนียน ๆ
“ก็วันที่พี่รามคว้าข้อมือมึงไปประคองแบบพระเอกซีรีส์วันนั้นไง!”
ฉันแทบจะสำลักน้ำที่กำลังดูดเข้าไปทันที “พูดให้มันเบา ๆ หน่อยได้ไหม!” ฉันรีบเอ็ดเพื่อนเพราะกลัวคนรอบข้างจะหันมามอง
เจตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุดหัวเราะลั่นออกมาอย่างขำขัน “ดูดิ อาการร้อนตัวออกชัดขนาดนี้ยังจะมาปากแข็งอีกนะขวัญข้าวน้อย”
“กูไม่ได้ร้อนตัวสักหน่อย”
“งั้นหน้าแดงทำไมล่ะมึง แดงยิ่งกว่าลูกตำลึงสุกอีกนะเนี่ย” เจตยังไม่เลิกแหย่จนฉันอยากจะเอาชีทเรียนหนา ๆ ฟาดหน้าพวกมันจริง ๆ
คอปเตอร์ที่ปกตินั่งทำงานเงียบ ๆ ในแท็บเล็ตเงยหน้าขึ้นมาพูดบ้างด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่เอาจริงนะ กูว่าคืนนั้นพี่รามแม่งโคตรน่ากลัวเลยว่ะ รังสีอำมหิตนี่แผ่ซ่านจนกูยังเสียวสันหลังแทนพวกขี้เมานั่นเลย”
“เออ จริง!” เจตพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ตอนพี่แกเดินเข้าไปนะมึง วงแตกยิ่งกว่าตำรวจมาลงอีก”
เพลงทำหน้าเว่อร์ทันที “เนี่ยแหละ รังสีเจ้าพ่อสนามแข่งแท้ ๆ น่ากลัวชิบหาย”
“แต่มึงก็ยังมองเขาไม่ละสายตาเลยนะยัยเพลง” ฉันแขวะเพื่อนกลับบ้าง
“แหม... คนหล่อระดับแรร์ไอเทมแบบพี่ราม ใครจะไปละสายตาลงวะมึง” เพลงตอบแบบไม่สะทกสะท้าน
ฉันได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ พยายามก้มหน้ากินข้าวต่อเพื่อเลี่ยงบทสนทนาที่วนเวียนอยู่รอบตัวผู้ชายคนนั้น แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ค่อยเห็นใจฉันเท่าไหร่นัก เพราะในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ฉันก็มีเหตุให้ต้องเผชิญหน้ากับพี่รามอีกครั้งจนได้
พวกเราสี่คนถูกอาจารย์ไหว้วานให้เอาอุปกรณ์ประกอบการถ่ายงานไปส่งที่อาคารกิจกรรมด้านหลังคณะวิศวะ ซึ่งมันดันเป็นพื้นที่เดียวกับที่ทีม RED ใช้เป็น Garage ชั่วคราวในการเก็บรถและเช็กสภาพก่อนจะขนย้ายไปสนามแข่งจริง และทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในเขตอาคาร เสียงเครื่องมือช่างก็ดังกระแทกหูมาทันที
แกร๊ก! แกร๊ก! ฟิ้วววว!
กลิ่นน้ำมันเครื่องเข้มข้นผสมกับกลิ่นเหล็กที่ถูกเสียดสีลอยอบอวลไปทั่วพื้นที่ที่กว้างขวาง รถแข่งสีดำแดงคันดุที่ฉันจำติดตาจอดสงบนิ่งอยู่กลาง Garage โดยมีขุนทัพกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ขันน็อตอะไรบางอย่างอยู่ใต้ฝากระโปรงรถด้วยท่าทางเคร่งเครียด
ส่วนวินทร์ก็นั่งอยู่หน้าหน้าจอโน้ตบุ๊กที่เต็มไปด้วยกราฟข้อมูลและตัวเลขที่วิ่งกันพัลวัน ภูผากำลังยืนคุยโทรศัพท์สีหน้าขรึมอยู่ตรงมุมหนึ่ง ส่วนจอมขวัญ กำลังนั่งกินไอติมแท่งอย่างสบายอารมณ์เหมือนไม่ได้มีความทุกข์ร้อนอะไรกับเพื่อนคนอื่นเลย
“อ้าว น้องเพลงกับชาวคณะมาแล้วเหรอ” จอมขวัญยิ้มกว้างทันทีที่เห็นพวกเราเดินเข้าไป
เพลงรีบยิ้มหวานตอบกลับแทบจะทันทีตามประสาคนแพ้ทางคนหล่อ “พี่จอม! หวัดดีค่ะ”
“มาส่งของเหรอเรา”
“ใช่ค่ะ อาจารย์ใช้มาส่งที่นี่พอดี” เพลงตอบจ้อ
จอมขวัญพยักหน้าเข้าใจ ก่อนที่สายตาขี้เล่นของเขาจะเลื่อนมามองหน้าฉัน “แล้วน้องขวัญเป็นไงบ้างล่ะครับ ข้อมือหายแดงหรือยัง”
ฉันชะงักไปนิดหนึ่งที่เขาจำรายละเอียดได้ “หายแล้วค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“แหงล่ะ ไอ้รามมันเป็นพวกมือหนัก ไม่ค่อยรู้จักเบามือกับใครเขาหรอก” จอมขวัญแซวเพื่อนตัวเอง
เสียงปืนลมที่ดังอยู่หยุดลงทันทีเมื่อสิ้นประโยคนั้น ขุนทัพเงยหน้าขึ้นมามองพวกเราด้วยแววตาดุ ๆ ส่วนวินทร์ก็ละสายตาจากหน้าจอช้า ๆ เหมือนถูกขัดจังหวะสมาธิ และคนที่เดินนิ่ง ๆ ออกมาจากทางด้านหลังรถแข่งก็คือราม
เขาสวมเสื้อยืดสีดำธรรมดาที่รัดกล้ามเนื้อพอดีตัวกับกางเกงช่างทรงกระบอก เปื้อนคราบน้ำมันตรงช่วงแขนและหน้าขาเล็กน้อย เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงนิด ๆ เหมือนผ่านการใช้งานมานาน บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนความวุ่นวายใน Garage ให้เงียบลงทันทีที่เขาปรากฏตัว รามมองหน้าฉันเพียงแวบเดียว ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์
“หายแล้ว?”
ฉันพยักหน้าตอบรับเบา ๆ “ค่ะ หายแล้ว”
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่เดินไปหยิบผ้าขนหนูสีเข้มมาเช็ดมือตรงข้างโต๊ะเครื่องมือเหมือนเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก แต่ยัยเพลงที่ยืนข้างฉันนี่สิ แทบจะกลั้นหายใจตายไปแล้ว
“มึง... มึงเห็นสายตาพี่รามไหม” เพลงกระซิบเสียงสั่น
“หยุดเลยนะมึง” ฉันรีบปราม
“แต่กูว่าเขามีซัมติง...”
“หยุดเเดี๋ยวนี้” ฉันถลึงตาใส่เพื่อนรักจนจอมขวัญที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หลุดขำออกมาทันทีกับท่าทางของพวกเรา
บรรยากาศใน Garage วันนี้ดูวุ่นวายกว่าทุกครั้งที่เคยมาเห็น ทีมช่างเดินเข้าออกกันตลอดเวลา เสียงวิทยุสื่อสารดังแทรกสลับกับเสียงเครื่องมือช่างแทบไม่ขาดสาย เหมือนทุกคนกำลังเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่
“คืนนี้จะมีการขนย้ายรถเข้าไปที่สนามพีระเซอร์กิตแล้ว” วินทร์เอ่ยขึ้นโดยที่สายตายังจดจ่ออยู่บนหน้าจอ “เลยต้องมีการตรวจเช็กทุกอย่างให้ละเอียดที่สุด”
เจตที่ชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้วรีบเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ “พี่ไปแข่งที่พีระจริงดิพี่วินทร์”
“อือ รอบซ้อมใหญ่น่ะ” วินทร์ตอบสั้น ๆ
“โคตรเท่เลยว่ะ พวกพี่นี่เหมือนมืออาชีพเลยนะเนี่ย” เจตอุทานด้วยความตื่นเต้น
ขุนทัพหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ยังไม่ได้แข่งจริงหรอกน่า แค่ซ้อมย่อยเช็กความพร้อม แต่ก็นับว่าเป็นสนามที่ใช้ประลองฝีมือได้ดี”
“แต่ผมเห็นข่าวว่าคนดูไปรอดูกันเยอะมากเลยนะพี่”
“ก็เรื่องปกติของพวกกูแหละ” ขุนทัพยักไหล่แบบไม่หยี่ระ
ฉันยืนฟังพวกเขาคุยกันเงียบ ๆ พลางมองดูวิธีการทำงานของสมาชิกทีม RED แต่ละคน มันเป็นภาพที่แปลกตาดี ถึงแม้ภายนอกพวกเขาจะดูเป็นกลุ่มรุ่นพี่ที่น่าเกรงขามและดูอันตรายในสายตาเด็กคณะอื่น แต่เวลาที่พวกเขาลงมือกับ งานที่รัก ทุกอย่างกลับเป็นระบบระเบียบจนน่าทึ่ง ไม่มีใครเดินเกะกะขวางทางกัน ไม่มีเสียงโวยวายไร้สาระ ทุกคนต่างรู้หน้าที่และจุดยืนของตัวเองอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะราม เขาแทบจะไม่พูดอะไรพร่ำเพรื่อเลยสักคำ แต่ทุกครั้งที่เขาขยับตัวหรือเอ่ยคำสั่งสั้น ๆ ออกมา ทุกคนจะรับลูกและทำตามทันทีโดยอัตโนมัติ เขาดูเป็นศูนย์กลางของทีมได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายามเรียกร้องความสนใจเลยสักนิด
“ขวัญ”
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ รามก็เรียกชื่อฉันขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืนลม
“คะ?”
เขายื่นขวดน้ำแร่ที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวจากความเย็นมาให้ตรงหน้า “หน้าแดงหมดแล้ว”
ฉันอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรับขวดน้ำมาถือไว้ “เอ่อ... ขอบคุณค่ะ อากาศในนี้มันค่อนข้างร้อน”
รามมองหน้าฉันนิ่ง ๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เหมือนเขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อแต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่พูด เขาทำเพียงแค่พยักหน้าให้เบา ๆ แล้วหันหลังกลับไปคุยรายละเอียดงานกับขุนทัพต่อเหมือนเดิม
ส่วนยัยเพลงที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันน่ะเหรอ... ตอนนี้นางยืนบิดตัวไปมาอย่างเงียบเชียบเหมือนคนกำลังจะช็อกตายด้วยความฟิน
“มึงเห็นเหมือนที่กูเห็นไหมขวัญ...” เพลงพึมพำเสียงสั่น
“หยุดมองกูด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะมึง” ฉันรีบขู่
จอมขวัญหัวเราะจนไหล่สั่นไหวไปหมด “น้องเพลงจะขาดใจตายใน Garage ผมแล้วมั้งเนี่ย”
“ก็พี่รามไม่เคยดูแลใครออกนอกหน้าขนาดนี้เลยนะพี่จอม!” เพลงได้ทีรีบฟ้อง
“เออ ก็จริงอย่างที่เราว่านั่นแหละ” จอมขวัญเสริมขำ ๆ จนฉันเริ่มรู้สึกอยากจะมุดดินหนีกลับหอไปเสียเดี๋ยวนี้เลย
แต่ดูเหมือนแต้มบุญของฉันจะหมดลง เพราะในช่วงเย็นของวันนั้นฝนดันตกลงมาอย่างหนักแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนพวกเราไม่สามารถเดินกลับออกไปได้ เสียงเม็ดฝนขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับหลังคาสังกะสีของ Garage ดังสนั่นหวั่นไหว ลมแรงพัดเอาละอองฝนสาดเข้ามาถึงด้านในตัวอาคารจนต้องขยับของหนีกันวุ่นวาย
“ซวยละไง ตกหนักขนาดนี้รถติดนรกแตกแน่ ๆ” เจตมองออกไปนอกอาคารด้วยสีหน้าเซ็งจัด
“รอให้ฝนเบากว่านี้ก่อนก็ได้ ค่อยกลับ” ภูผาที่คุยโทรศัพท์เสร็จเดินเข้ามาพูดเรียบ ๆ พลางยื่นถ้วยกาแฟร้อนให้คอปเตอร์เป็นการผูกมิตร
บรรยากาศใน Garage เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยหลังจากที่งานส่วนใหญ่เสร็จสิ้นลงแล้ว ขุนทัพเดินไปเปิดลำโพงบลูทูธเล่นเพลงสากลจังหวะคลอเบา ๆ ส่วนจอมขวัญก็เริ่มเดินไปกวนประสาททีมช่างคนอื่น ๆ ตามนิสัย มีเพียงรามที่ยังคงนั่งก้มหน้าก้มตาดูข้อมูลบนหน้าจอโน้ตบุ๊กอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง
ฉันเผลอมองภาพนั้นโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว
“มองเขาอีกล่ะสิมึง” เพลงกระซิบแแซวข้างหู
“กูไม่ได้มองสักหน่อย แค่เหม่อ”
“มึงนี่นะ โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่เถอะเพื่อนรัก” เพลงหัวเราะคิกคัก
ฉันแกล้งผลักหัวมันเบา ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมานั่งตรงม้านั่งยาวด้านหน้า Garage เพื่อรับลมเย็น ๆ อากาศข้างนอกเย็นลงถนัดตาเพราะพิษฝน กลิ่นดินที่เปียกชื้นลอยโชยมาจาง ๆ เสียงฝนที่ยังคงตกหนักทำให้พื้นที่รอบ ๆ ดูเงียบสงบกว่าปกติอย่างประหลาด ฉันนั่งพิงเสามองดูสายฝนที่โปรดลงมาอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง
ไม่ต้องหันไปมองฉันก็พอจะเดาออกว่าเป็นใคร รามเดินมาหยุดยืนพิงเสาข้าง ๆ ฉันโดยเว้นระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะ ในมือข้างหนึ่งของเขาถือแก้วกาแฟดำที่ยังมีไอร้อนลอยเอื่อย ๆ ออกมา
พวกเรายืนนิ่งเงียบกันอยู่แบบนั้นท่ามกลางเสียงฝนอยู่พักใหญ่
“ยังกลัวพวกพี่อยู่อีกไหม” จู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมาลอย ๆ ทำลายความเงียบ
ฉันหันขวับไปมองเขาด้วยความแปลกใจ “คะ? พี่หมายถึงเรื่องอะไร”
“พวก RED ไง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเหมือนเดิม
ฉันเงียบไปอึดใจก่อนจะตัดสินใจตอบตามความรู้สึกจริง “ตอนแรกที่เจอก็ยอมรับว่ากลัวค่ะ ดูดุ ๆ กันทุกคนเลย”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
ฉันใช้เวลาคิดอยู่ประมาณสองวินาที “ก็... ยังแอบกลัวอยู่นิดหน่อยค่ะ”
รามหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่สั้นและเบามากจนถ้าไม่ตั้งใจฟังก็แทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับทำให้ใบหน้าขรึม ๆ ของเขาดูอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ “ก็ดีแล้ว”
“ดีเหรอคะ? ทำไมล่ะ”
“อย่างน้อยขวัญก็ยังมีสติรู้ว่าอะไรควรกลัว” เขาพูดต่อ
ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย “พี่พูดเหมือนทีมตัวเองเป็นแก๊งอันตรายที่ใครเข้าใกล้แล้วจะโดนทำร้ายอย่างนั้นแหละ”
“ก็อันตรายจริงนั่นแหละ” เขาตอบหน้านิ่งจนฉันไปต่อไม่ถูก
ลมเย็นพัดเข้ามาวูบหนึ่งพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้องอยู่ไกล ๆ รามยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาฉันหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“แต่พวกพี่ไม่ได้จะทำอันตรายขวัญหรอกนะ”
หัวใจฉันกระตุกวูบทันที ความร้อนผ่าวลามขึ้นมาที่พวงแก้มโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะตอนที่เขาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงใจแบบนั้น ฉันรีบละสายตาหนีไปมองหยดน้ำฝนที่ตกลงมาแทนเพื่อซ่อนอาการ
“หนู... หนูไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อยค่ะ” ฉันพึมพำตอบ
“เหรอ”
“ค่ะ”
เขานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อช้า ๆ “งั้นก็ดีแล้ว”
บรรยากาศระหว่างเรากลับมาเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเป็นความเงียบที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรืออยากจะเดินหนีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกชินกับการมีเขาอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ทีละนิดอย่างน่ากลัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันยังตอกย้ำกับตัวเองอยู่เลยว่าผู้ชายคนนี้คือบุคคลอันตรายที่ไม่ควรเฉียดเข้าไปใกล้ที่สุดในมหาวิทยาลัย
“ราม!” เสียงของจอมขวัญตะโกนเรียกดังมาจากด้านใน Garage “ไอ้ขุนเรียกมึงไปช่วยเช็กตรงนี้หน่อย!”
รามหันกลับไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะขานรับสั้น ๆ “เออ เดี๋ยวไป”
พูดจบเขาก็เดินกลับเข้าไปด้านในทันที ทิ้งให้ฉันนั่งมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปเงียบ ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ รู้ตัวช้า ๆ ว่า ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขามันเริ่มจะไม่เหมือนเดิมไปทีละนิดแล้วจริง ๆ