EP.8 — Pole Position
เสียงล้อรถเข็นอุปกรณ์หนักอึ้งดังก้องสะท้อนไปตามพื้นคอนกรีตของ Paddock ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี แสงไฟสีขาวสว่างจ้าจาก Garage ของหลายทีมเปิดเรียงรายกันเป็นแถวยาวตลอดแนวพิทจนดูเหมือนเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่มีวันหลับไหล กลิ่นกาแฟร้อนเข้มข้นที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ ลอยปะปนอยู่กับกลิ่นน้ำมันเครื่องและยางรถแข่งชุดใหม่เอี่ยม อบอวลอยู่ในอากาศยามเช้าตอนหกโมงตรง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
ในวัน Qualify ใหญ่ครั้งนี้ดูคึกคักและเต็มไปด้วยพลังงานมากกว่าทุกครั้งที่ฉันเคยเห็น รถเทรลเลอร์ขนรถแข่งจอดเรียงรายกันเต็มพื้นที่ด้านหลัง ทีมช่างนับร้อยชีวิตเดินวุ่นวายกันเหมือนฝูงมด ฝั่งหนึ่งกำลังงัดยางเปลี่ยนกันอย่างเชี่ยวชาญ อีกฝั่งกำลังเช็กแรงดันลมยางอย่างละเอียด บางทีมถึงขั้นเปิดฝากระโปรงรถทิ้งไว้เพื่อจูนเครื่องยนต์จนเสียงดังแผดคำรามระงมไปทั่วบริเวณ
ส่วนทางฝั่งทีม RED ENGINEERING ของเรานั้น
บรรยากาศกลับเงียบผิดปกติ
มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทุกคนโฟกัสอยู่กับหน้าที่ของตัวเองอย่างหนักหน่วงจนไม่มีใครคิดจะพูดเล่นหรือปล่อยมุกตลกออกมา ขุนทัพกำลังมุดตัวลงไปก้มดูระบบช่วงล่างใต้ท้องรถเบอร์ 27 อย่างใกล้ชิด โดยมีทีมช่างอีกสองคนคอยส่งเครื่องมือให้ตามคำสั่งตลอดเวลา
วินทร์นั่งตัวตรงแน่วอยู่หน้าจอมอนิเตอร์หลายจอที่เต็มไปด้วยกราฟ Telemetryสีสันยุ่งเหยิงและตัวเลขความร้อนยางที่กะพริบแจ้งเตือนอยู่ตลอด ภูผาเดินก้าวฉับ ๆ ไปเช็กตารางเวลา Qualify กับกลุ่มกรรมการสนามด้วยสีหน้าขรึมจัด
ส่วนราม
เขานั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนเก้าอี้เหล็กด้านในสุดของ Garage ร่างสูงอยู่ในชุด Race Suit สีดำแดงแบบครึ่งตัว เขาผูกแขนเสื้อไว้ที่เอวอย่างลวก ๆ เผยให้เห็นเสื้อ Compression สีดำสนิทที่แนบไปกับลำตัวจนเห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจนเกินไปในสายตาของสาว ๆ หรือแม้แต่คนรอบข้าง มือข้างหนึ่งของเขาถือกระดาษข้อมูล Data ไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็หมุนปากกาในมือไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะความคิด เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ในมือจนแทบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองใครเลยตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสนามมา
“โคตรกดดันเลยว่ะขวัญ” เจตขยับเข้ามากระซิบข้างหูฉันพลางกวาดสายตามองบรรยากาศรอบตัวด้วยความทึ่ง “กูยังไม่กล้าพูดเสียงดังเลยเนี่ย กลัวทำลายสมาธิพี่แก”เพลงพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ จนผมกระจาย
“จริงมึง! วันนี้พี่รามแม่ง นิ่งกว่าเดิมอีกล้านเท่า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านสุด ๆ”
“เขาเครียด” เสียงทุ้มของวินทร์ดังแทรกขึ้นมาโดยที่สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่หน้าจอ “สนามนี้มีคะแนนสะสมเยอะ ทุกอย่างต้องเป๊ะ”
ฉันมองตรงไปทางรามอีกครั้ง วันนี้เขาดูแตกต่างจากทุกวันที่ฉันเคยเจอจริง ๆ ความนิ่งสบาย ๆ แบบตอนอยู่ Garage ที่มหาวิทยาลัยหายวับไป ความเย็นชาแบบปกติที่ใช้กับคนอื่นถูกแทนที่ด้วยความจริงจังระดับสูงสุด ตอนนี้เขาดูเหมือนเครื่องจักรสังหารที่กำลังถูกอัดแรงดันจนใกล้ถึงขีดสุดเข้าไปทุกที
“แรงดันเบรกหลังยังไม่นิ่งเท่าไหร่” ขุนทัพเอ่ยขึ้นขณะมุดตัวออกมาจากใต้รถพลางปาดเหงื่อที่ขมับ “ถ้าเข้าโค้งแรงเกินไป รถมีสิทธิ์ท้ายไหลหลุดแทร็กได้เลยนะเว้ย” รามเงยหน้าขวับทันที “แล้วยังไง?” “กำลังรีบแก้อยู่เนี่ย” “เหลือเวลาอีกแค่สี่สิบนาทีเท่านั้นนะขุน”
น้ำเสียงของเขาเรียบสนิททว่าทรงพลังจนทุกคนในทีมต้องเงียบเสียงลงพร้อมกัน ขุนทัพถอนหายใจยาวเหยียด “รู้แล้วน่า กูกำลังเร่งมืออยู่เนี่ยแหละ”
บรรยากาศเริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นในทันที ฉันหันไปมองหน้าคอปเตอร์เงียบ ๆ ซึ่งเขาก็ทำหน้าแหย ๆ ส่งกลับมาเหมือนจะบอกว่าไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาทั้งนั้น ทีมแข่งเจ้าอื่นรอบข้างเริ่มมีเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยเล่นกันให้ได้ยินบ้างแล้ว แต่ภายใน Garage ของ RED กลับยังคงตึงเครียดเหมือนเดิม จนกระทั่งจอมขวัญเดินดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมถือถาดกาแฟมาหลายแก้ว
“พักดื่มน้ำดื่มท่าก่อนเถอะพวกมึง หน้าเครียดอย่างกับจะไปออกรบกู้ชาติ” เขาจัดการยื่นแก้วกาแฟให้ขุนทัพ ก่อนจะโยนแก้วกาแฟอีกแก้วให้วินทร์อย่างแม่นยำราวจับวาง แล้วสุดท้ายเขาก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าฉัน
“น้องขวัญรับสักแก้วไหมครับ?” “ขอบพระคุณค่ะพี่” “ดื่มหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะเผลอหลับกลางสนามแข่งซะก่อน” ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะรับแก้วกาแฟมาถือไว้ จอมขวัญหันไปมองรามที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่มุมเดิม
“แล้วมึงล่ะราม เอาสักแก้วไหม?”
“ขอบใจ แต่ไม่กิน”
“เออ ตามใจมึงละกัน” จอมขวัญไหวไหล่อย่างไม่ยี่ระ ก่อนจะเดินไปกวนประสาททีมช่างคนอื่นต่อเหมือนเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล่น ๆ
จังหวะนั้นเอง เสียงประกาศจากลำโพงสนามก็ดังกึกก้องขึ้น “เหลือเวลาอีกเพียงสามสิบนาทีเท่านั้นก่อนจะเริ่มรอบ Qualify”
สิ้นเสียงประกาศ ทุกคนใน Garage RED ขยับร่างกายกันทันทีราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้ ขุนทัพรีบพุ่งกลับไปเช็กรถอีกรอบอย่างรวดเร็ว วินทร์เริ่มเรียกข้อมูล Sector Time ขึ้นโชว์บนหน้าจอใหญ่ ภูผาเดินจ้ำไปคุยกับเจ้าหน้าที่สนามด้วยสีหน้าจริงจัง
ส่วนรามค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เพียงแค่เขาหยัดกายลุกขึ้น บรรยากาศทั่วทั้ง Garage ก็พลันเปลี่ยนไปทันที เขาหยิบถุงมือแข่งขึ้นมาใส่ทีละข้างอย่างประณีตและเงียบเชียบ ก่อนจะเดินตรงไปยังรถเบอร์ 27 รถแข่งสีดำแดงคันนั้นจอดนิ่งสนิทอยู่กลางพื้นที่ ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังรอเวลาปลดโซ่ตรวนออกไปขย้ำเหยื่อ
รามเอื้อมมือไปแตะที่หลังคารถเบา ๆ เขาหลับตาลงเหมือนกำลังเช็กความรู้สึกบางอย่างผ่านปลายนิ้วสัมผัส ขุนทัพเดินเข้ามาหยุดข้าง ๆ “เบรกน่าจะโอเคขึ้นแล้วนะ”
“แค่คำว่าน่าจะ?”
“มึงอย่ากดดันกูดิราม กูทำเต็มที่แล้ว” รามมองหน้าเพื่อนสนิทพร้อมรอยยิ้มนิ่ง ๆ ที่มุมปากอยู่สองวินาที ก่อนจะพยักหน้าให้เบา ๆ เป็นเชิงรับรู้ นั่นคือวิธีที่พวกเขาสื่อสารเพื่อส่งมอบความเชื่อใจให้แก่กัน
“พี่รามคะ!” เสียงแหลมใสของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากหน้าพิท ฉันและคนอื่น ๆ หันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมกันทันที แพรเดินก้าวฉับ ๆ เข้ามาในชุดเดรสสีขาวรัดรูปพอดีตัวที่ขับเน้นรูปร่าง เส้นผมยาวสลวยถูกม้วนเป็นลอนสวยงาม ใบหน้าสวยจัดถูกแต่งแต้มมาอย่างดีจนคนแถวนั้นต้องหันมองตามกันเป็นแถว เธอยิ้มหวานหยดย้อยให้รามเหมือนคนที่คุ้นเคยกันมาแสนนาน “วันนี้แพรตั้งใจมาถ่ายงานให้ทีมสปอนเซอร์โดยเฉพาะเลยค่ะ”
รามปรายตามองเธอเพียงแวบเดียวเท่านั้น “อืม” คำตอบสั้นกุดจนเพลงที่อยู่ข้างฉันแทบจะสำลักกาแฟออกมา แต่แพรยังคงรักษาใบหน้ายิ้มแย้มไว้ได้เหมือนไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร เธอเดินเข้าไปใกล้รถเบอร์ 27 มากขึ้น ก่อนจะมองรามด้วยสายตาที่ดูสนิทสนมเกินปกติ “วันนี้ต้องคว้าตำแหน่ง Pole มาให้ได้นะคะพี่ราม”
ขุนทัพถึงกับกรอกตาขึ้นมองเพดานทันที วินทร์เองก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น ส่วนราม เขายังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม “ถอยออกจากรถได้แล้ว” น้ำเสียงของเขาราบเรียบที่สุด ทว่ามันชัดเจนเสียจนแพรถึงกับชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย
เธอยิ้มแห้ง ๆ ออกมาพยายามกู้หน้าคืนก่อนจะขยับถอยห่าง “โอเคค่ะพี่ราม” ฉันแอบเห็นสายตาของเธอที่เหลือบมามองฉันแวบหนึ่ง มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ความไม่พอใจฉายชัดออกมาจนฉันรู้สึกอยากจะเดินหนีกลับกรุงเทพฯ ไปให้พ้น ๆ ตอนนี้เลย
“งานเข้ามึงแล้วยัยขวัญ” เพลงกระซิบแผ่วข้างหู ฉันถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ “กูอยู่ของกูเฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” “แต่พี่รามเป็นคนทำไงล่ะมึง” ฉันเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมาจริง ๆ
ไม่นานนัก รอบ Qualify ที่ทุกคนรอคอยก็เริ่มต้นขึ้น รถแข่งหลายคันทยอยเคลื่อนตัวออกจาก Pit Lane ลงสู่สนามทีละคัน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มจนพื้นดินสั่นสะเทือน รามสวมหมวกกันน็อกลายเท่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะก้าวขึ้นรถ เขาหันกลับมามองทาง Garage ช้า ๆ สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองทุกคนในทีมด้วยความเชื่อมั่น
“ถ้าข้อมูล Data มีจุดไหนผิดพลาด ให้รีบบอกทันที”
“เออ มึงขับให้เต็มที่เถอะ” ขุนทัพพยักหน้าตอบ วินทร์ยกนิ้วโป้งส่งให้สั้น ๆ รามแทรกตัวเข้าไปนั่งในเบาะแข่ง ก่อนจะดึงประตูปิดลงดัง ปัง! วินาทีต่อมา เสียงเครื่องยนต์ V6 ก็ระเบิดพลังแผดคำรามขึ้นทันที บรืนนนนนนน! แรงสั่นสะเทือนมหาศาลแล่นผ่านพื้นสนามจนฉันรับรู้ถึงแรงสั่นนั้นได้ที่ปลายเท้า รถเบอร์ 27 ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจาก Garage ลงสู่ Pit Laneท่ามกลางสายตาแห่งความหวังของทุกคนในทีม
“เริ่มสงครามแล้วพวกเรา…” เพลงคว้าแขนฉันไปกำไว้แน่นทันที บนจอมอนิเตอร์ใหญ่ ภาพจากกล้อง Onboard ปรากฏขึ้นให้เห็นมุมมองเดียวกับที่รามเห็น เขาพารถพุ่งออกจากโค้งแรกอย่างแม่นยำเหลือเชื่อ ล้อรถแทบไม่มีอาการเสียจังหวะเลยแม้แต่นิดเดียว
Sector แรกผ่านไป— เวลาของเขาพุ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของกระดานทันที
“เร็วชิบหายเลยว่ะ” เจตพึมพำออกมาด้วยความอึ้ง ขุนทัพยังคงไม่ยอมยิ้มออกมา เขาจ้องมองข้อมูลยางบนจอตาไม่กะพริบ
รอบที่สอง— รามเริ่มกดคันเร่งเพิ่มเวลาให้แรงขึ้นไปอีก รถเบอร์ 27 เข้าโค้งด้วยความเร็วที่ดูบ้าคลั่งในสายตาคนนอกที่มองดู แต่เส้นทางทุกไลน์ที่เขาวิ่งกลับแม่นยำจนเหมือนถูกวาดไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ
“Sector ขึ้นเป็นสีม่วงอีกแล้ว” วินทร์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แววตาเริ่มฉายแววจริงจัง นั่นหมายความว่ารามกำลังทำเวลาที่เร็วที่สุดในสนาม ณ ขณะนี้ เพลงเริ่มกรี๊ดออกมาเบา ๆ อยู่ข้างฉัน ส่วนตัวฉันเอง เริ่มเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมทุกคนถึงได้มองรามด้วยสายตาที่ต่างจากนักแข่งคนอื่น เวลาที่เขาอยู่หลังพวงมาลัย เขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที ทั้งความนิ่ง ความเฉียบขาด และความน่ากลัวที่แผ่ออกมามันช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
“โค้งที่สิบ ระวังช่วงท้ายด้วยราม” ขุนทัพพูดผ่านวิทยุสื่อสารทันที วินาทีต่อมา รถเบอร์ 27 เกิดอาการเสียจังหวะเล็กน้อยจริง ๆ ท้ายรถเริ่มสะบัดออกด้านข้างในจังหวะที่เข้าโค้งความเร็วสูง เพลงร้องเสียงหลงทันที
“เชี่ย! พี่ราม!” หัวใจของฉันกระตุกวูบด้วยความตกใจ แต่รามกลับใช้ทักษะแก้หน้ายางและอาการรถกลับมาได้แทบจะทันควัน เขาหักพวงมาลัยสวนทางอย่างแม่นยำระดับเซนติเมตร ก่อนจะกดคันเร่งส่งต่อเหมือนไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นอะไรเกิดขึ้น
“ดาต้าแจ้งว่ายังไปต่อได้” วินทร์พูดพลางจดจ่ออยู่กับตัวเลข แต่สีหน้าของขุนทัพเริ่มจะดูไม่ดีเท่าไหร่นัก “ระบบเบรกหลังยังนิ่งไม่พอ…”
และแล้วรอบสุดท้ายที่ตัดสินทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น เวลาของรามยังคงนำโด่งรถทุกคันอยู่บนกระดาน แต่ตัวรถเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในจังหวะที่เข้าโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย เสียงยางล้อบดเบียดกับพื้นแทร็กดังเอี๊ยดสนั่นไปทั่วสนาม
รถเบอร์ 27 ปัดท้ายพุ่งออกไปเกือบจะประทะกับกำแพงกั้นจนคนทั้ง Garage ตกอยู่ในความเงียบกริบ ฉันเผลอกลั้นหายใจเอาไว้โดยไม่รู้ตัว แต่ในที่สุด รามก็ยังคงดึงตัวรถกลับเข้าสู่ไลน์วิ่งได้สำเร็จ และพุ่งทะยานผ่านเส้น Finish ไปด้วยเวลาที่เร็วที่สุดของวันนี้
เสียงเฮดังระเบิดขึ้นทั่วทั้ง Garage ในทันที “Pole Position!! พี่รามทำได้!” เจตกระโดดกอดคอคอปเตอร์ด้วยความดีใจสุดเหวี่ยง เพลงกรี๊ดลั่นจนคนทีมอื่นหันมามองเป็นตาเดียว ขุนทัพทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหมือนคนหมดแรงสะสมมาทั้งวัน ส่วนวินทร์ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้าตรู่
ฉันมองหน้าจอคะแนนที่แสดงผลนิ่งสนิท P1 — RAM / RED ENGINEERING แม้ว่าใจจะบอกว่าควรดีใจไปกับทุกคน แต่แปลกเหลือเกินที่ความรู้สึกแรกที่พุ่งขึ้นมาในใจ กลับเป็นความรู้สึกโล่งอกอย่างที่สุดที่เห็นว่าเขาไม่ได้พุ่งชนกำแพงเมื่อครู่นี้
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา รถเบอร์ 27 ก็ค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้าสู่พิทอย่างผู้ชนะ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก รามค่อย ๆ ถอดหมวกกันน็อกออกช้า ๆ หยดเหงื่อเปียกชุ่มจนเส้นผมสีเข้มแนบไปกับหน้าผาก ลมหายใจของเขายังคงหนักหน่วงจากแรงจีมหาศาลที่ได้รับในสนาม แต่สายตาของเขาก็ยังคงความนิ่งสงบไว้เหมือนเดิม ขุนทัพรีบเดินเข้าไปเช็กสภาพรถทันที“ระบบเบรกแม่งยังแกว่งอยู่จริง ๆ ว่ะมึง” “อือ กูรู้สึกได้” “เดี๋ยวกูจะรีบแก้ให้เสร็จก่อนเริ่มแข่งจริงพรุ่งนี้แน่นอน”
รามพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจคนในทีม และแล้วสายตาของเขาก็มาหยุดอยู่ที่ฉันพอดีราวกับนัดไว้ “กลัวเหรอ?” เขาถามคำถามสั้น ๆ ออกมา ฉันอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะรวบรวมความกล้าตอบไปตามความจริง
“…นิดหน่อยค่ะ” มุมปากของเขาขยับยกขึ้นเบา ๆ เหมือนกำลังจะส่งยิ้มให้ “ดีแล้ว” แล้วเขาก็เดินผ่านตัวฉันเข้าไปด้านใน Garage ทิ้งไว้เพียงกลิ่นเหงื่อจาง ๆ และเสียงหัวใจของฉันที่กลับมาเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุที่เข้าใจได้เลยสักนิดเดียว