EP.9 — คนของ RED
หลังจบรอบ Qualify ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ชื่อของ RED ENGINEERING ก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงในกลุ่มคนดู Motorsport ตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามคืน คลิปวิดีโอจังหวะที่รถหมายเลข 27 ของรามเสียอาการท้ายปัดในโค้งสุดท้ายก่อนจะดึงกลับมาเข้าเส้นชัยได้อย่างปาฏิหาริย์
ถูกตัดต่อและแชร์ลงใน TikTok รวมถึงเพจรถแข่งชื่อดังเต็มไปหมด ยอดแชร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว โดยเฉพาะภาพจากกล้อง Onboard ที่บันทึกวินาทีที่เขาสามารถคุมรถให้กลับมาจากอาการ Oversteer รุนแรงนั้นได้อย่างแม่นยำ
คนในช่องคอมเมนต์ต่างพากันแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งต่างชื่นชมว่าเขาเก่งกาจและมีทักษะการขับขี่ที่เหนือชั้น ส่วนอีกฝั่งกลับมองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดูบ้าบิ่นเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้ ทว่าไม่ว่าใครจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร ชื่อของรามก็ยังคงวนเวียนอยู่บนหน้าฟีดโซเชียลของทุกคนอยู่ดี และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มันมีชื่อของฉันพ่วงติดไปด้วย
“มึง กูว่าเรื่องนี้เริ่มจะฝืดและไม่ตลกแล้วนะขวัญ”
เพลงเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มายื่นให้ฉันดูตรงหน้า ในขณะที่เรากำลังนั่งกินข้าวเที่ยงอยู่ใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องลงมาทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา ในจอนั้นคือโพสต์จากเพจมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีผู้ติดตามนับแสน
ภาพที่ปรากฏคือจังหวะที่ฉันยืนอยู่ข้างรถหมายเลข 27 ตอนที่พวกเราอยู่ใน Garage ของทีม RED แม้จะเป็นภาพที่แอบถ่ายจากระยะไกล ทว่าใบหน้าของฉันกลับชัดเจนพอที่จะทำให้คนรู้จักระบุตัวตนได้ทันที
แคปชันที่อยู่ด้านบนของภาพนั้นเขียนไว้สั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า “เด็กนิเทศคนใหม่ของ RED?”
ฉันถอนหายใจยาวออกมาทันทีด้วยความรู้สึกหนักอึดอัดในอก “คนพวกนี้คงว่างมากจนไม่มีอะไรทำกันแล้วใช่ไหม”
เจตที่นั่งฝั่งตรงข้ามรับโทรศัพท์ไปดูบ้างพลางกวาดสายตาอ่านคอมเมนต์ด้วยสีหน้าที่ดูปวดหัวไม่แพ้กัน “มึงลองอ่านตรงนี้ดูดิขวัญ”
“พี่รามไม่เคยยอมให้ผู้หญิงคนไหนเข้าพิทใกล้ชิดขนาดนี้นะเนี่ย ” — “
ใช่ผู้หญิงคนเดียวกับที่เห็นอยู่ที่สนามวันก่อนหรือเปล่า น่าจะใช่คนเดียวกันนะ ” — “ เห็นแบบนี้แล้ว แพรคงมีหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจอะงานนี้” “หยุดอ่านเดี๋ยวนี้เลยเจต” ฉันรีบคว้าโทรศัพท์คืนมาและปิดหน้าจอลงทันที
ทว่าปัญหาใหญ่คือต่อให้ฉันหลับตาไม่ยอมอ่านข้อความเหล่านั้น ฉันก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่เริ่มมองมาด้วยความรู้สึกแปลกไปจากเดิม ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามหาวิทยาลัยในเช้าวันนี้ มีนิสิตจำนวนมากหันมามองฉันบ่อยครั้งกว่าปกติ บางกลุ่มแอบซุบซิบนินทา บางคนมองมาด้วยสายตาแรง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนคลับของทีมวิศวะกลุ่มนั้น
“กูต้องเตือนมึงไว้ก่อนเลยนะขวัญ” เพลงยกช้อนชี้หน้าฉันด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าทุกครั้ง “เรื่องของพี่รามคนนั้นน่ะ ต่อให้มึงยังยืนยันว่ายังไม่ได้คิดอะไรในเชิงชู้สาว แต่คนรอบตัวเขาคิดไปไกลถึงดาวอังคารแล้ว”
“กูยังอยู่เฉย ๆ และยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยจริง ๆ นะเพลง” ฉันพยายามยืนยันความบริสุทธิ์ใจ
“แต่ความจริงคือมึงเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับเขามากเกินไปแล้วไง”
ฉันนิ่งเงียบไปทันที เพราะสิ่งที่เพลงพูดมานั้นคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธได้ยาก ช่วงหลังมานี้ฉันเริ่มพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของทีม RED บ่อยครั้งเกินความจำเป็น จากตอนแรกที่เพียงแค่อยากตามเพลงไปช่วยถ่ายคอนเทนต์ลงเพจ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้สมาชิกในทีมทุกคนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตาและปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมไปแล้ว
ขุนทัพมักจะเรียกใช้ให้ฉันช่วยหยิบจับเครื่องมือตัวเล็ก ๆ วินทร์ชอบหาโอกาสอธิบายเรื่องกราฟ Data ของรถให้ฉันฟังอย่างละเอียด จอมขวัญก็หาเรื่องแกล้งฉันได้ทุกครั้งที่เจอหน้า แม้แต่พี่ภูผาที่ดูเข้าถึงยากที่สุดก็เริ่มพยักหน้าทักทายฉันทุกครั้งที่เดินสวนกัน ส่วนราม
ฉันยังหาคำนิยามมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฉันได้ยากเหลือเกิน เขาดูเหมือนจะไม่ได้เข้าหาฉันแบบโจ่งแจ้งทว่าเขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ายอมรับตัวตนของฉันในพื้นที่ของเขา และความคลุมเครือเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เรื่องราวเริ่มบานปลายและวุ่นวายขึ้นทุกวัน
“ขวัญข้าว”
เสียงเรียกที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมอง รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งจากคณะเดียวกันเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนอีกสองคน สีหน้าและแววตาของพวกเธอดูเย็นชาและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
“มีธุระอะไรกับหนูหรือเปล่าคะพี่” ฉันถามออกไปตามมารยาท
รุ่นพี่คนนั้นส่งยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนการเสแสร้งมาให้ “พี่แค่ตั้งใจจะเดินมาเตือนน้องด้วยความหวังดีเฉย ๆ น่ะ”
“…”
“พยายามอย่ายุ่งเกี่ยวกับกลุ่ม RED ให้มันมากนักเลย มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก”
เพลงขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัย “ที่พี่พูดมานี่มันหมายความว่ายังไงคะ”
รุ่นพี่จ้องมองตาฉันนิ่ง “คนของพี่รามเปลี่ยนหน้าบ่อยจะตายไป ระวังจะเสียใจภายหลังนะจ๊ะ”
เจตที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักออกมาจนไอคอกแคก ส่วนฉันเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว “หนูยังยืนยันว่าหนูไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพี่เขาเกินกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องนะคะ”
“อ๋อเหรอจ๊ะ” น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่เชื่อถือแม้แต่นิดเดียว ก่อนที่พวกเธอจะเดินจากไป ทิ้งให้พวกเรานั่งจมอยู่กับความเงียบและสายตาแปลก ๆ จากโต๊ะรอบข้าง
“เชี่ย… งานเริ่มเข้ามึงแบบเต็มตัวแล้วว่ะขวัญ” เพลงสบถออกมาเบา ๆ
ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหารทันทีด้วยความอ่อนล้า “กูรู้สึกเหนื่อยใจมากเลยมึง”
คอปเตอร์หลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา “นี่มึงยังไม่ทันจะได้เริ่มคบกับพี่เขาจริงจังเลยนะเนี่ย กระแสมาแรงขนาดนี้เลยเหรอ”
“กูก็ยืนยันอยู่นี่ไงว่ากูไม่ได้จะคบกับเขา!”
“แต่ดูเหมือนพี่รามเขาจะคิดไปในทางตรงกันข้ามกับมึงนะสิ” คอปเตอร์เสริม
ฉันรีบเงยหน้าขึ้นมาโต้แย้งทันที “พี่เขาอยู่นิ่ง ๆ และยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ!”
สมาชิกในโต๊ะต่างพากันเงียบกริบ ก่อนที่เพลงจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เนิบช้าและแฝงความกังวล “นั่นแหละขวัญ ความนิ่งของเขานั่นแหละที่มันน่ากลัวที่สุดแล้ว”
เย็นวันนั้น ฉันถูกเพลงใช้ลูกตื๊อลากตัวมาที่ Garage ของทีม RED อีกครั้งจนได้ เหตุผลที่นางอ้างคือต้องถ่ายคลิปเบื้องหลังการทำงานของทีมแข่งเพื่อเอาไปลงเพจคณะตามโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมาย
“แล้วทำไมมึงถึงต้องบังคับให้กูมาด้วยทุกครั้งเลยเนี่ย” ฉันบ่นพึมพำ
“ก็เพราะกูคนเดียวคงไม่กล้าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาหรอกนะ อีกอย่าง พี่วินทร์เขากำชับมาว่าอยากให้มึงมาช่วยจัดหมวดหมู่เอกสารให้ด้วย”
ฉันถอนหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความจำยอม ก่อนจะเดินตามเพื่อนสาวเข้าไปด้านใน บรรยากาศภายใน Garage วันนี้ดูคึกคักและตึงเครียดกว่าปกติ ทีมช่างหลายคนกำลังช่วยกันถอดล้อรถหมายเลข 27 ออกมาเพื่อตรวจเช็กสภาพอย่างละเอียดหลังจากผ่านรอบ Qualify เมื่อวานนี้มาอย่างหนัก ขุนทัพกำลังมุดตัวอยู่ใต้ท้องรถเพื่อตรวจดูระบบช่วงล่าง วินทร์ก็นั่งจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนจอมขวัญกำลังยืนสนทนากับกลุ่มสปอนเซอร์อยู่ที่บริเวณด้านหน้าพิท
“อ้าว น้องขวัญคนขยันมาถึงจนได้นะ” จอมขวัญฉีกยิ้มกว้างทันทีที่สายตาหันมาเจอฉัน “ตั้งใจมาช่วยทีมงานอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย”
“หนูโดนเพื่อนรักลากมาแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ค่ะ”
“ว้า... น่าสงสารจังเลยนะเรา”
เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปตะโกนบอกใครบางคนที่อยู่ด้านใน “ไอ้ราม! เด็กมึงมาหาถึงที่แล้วนะเว้ย!”
ความเงียบเข้าปกคลุม Garage ไปหนึ่งจังหวะ ทุกกิจกรรมหยุดชะงักลงเพียงเสี้ยววินาที “พูดเรื่องไร้สาระอะไรของมึงวะไอ้จอม” เสียงราบเรียบและเย็นเยียบดังมาจากด้านหลังตัวรถ
รามเดินก้าวออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีเข้มพาดคอ เขาอยู่ในเสื้อยืดสีดำเรียบ ๆ ที่มีคราบน้ำมันเปื้อนอยู่นิดหน่อย ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะลงมือช่วยทีมช่างจัดการอะไรบางอย่างกับตัวรถมาด้วยตัวเอง เขาปรายตามองจอมขวัญนิ่ง ๆ “ปากของมึงนี่มันน่านำขันล้อมาฟาดให้หายซนจริง ๆ”
“หยอกเล่นขำ ๆ เองมึง” จอมขวัญยักไหล่อย่างไม่ถือสา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจคือท่าทีของคนอื่น ๆ ใน Garage ที่ไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือสงสัยกับคำว่า “เด็กมึง” เลยสักคน ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานต่อราวกับคำพูดนั้นคือข้อเท็จจริงที่ได้รับการยอมรับไปเรียบร้อยแล้ว รามเดินผ่านจอมขวัญมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของฉัน
“ตั้งใจมาพร้อมกับเพลงเหรอ” เขายิงคำถามสั้น ๆ
“ค่ะ ตั้งใจมาเป็นเพื่อนยัยเพลง”
เขาพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารหนาปึกมาให้ฉันถือไว้ “ฝากเอาไปส่งให้วินทร์ที่โต๊ะทีนะ”
“…”
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว ฉันรับแฟ้มมาถือไว้เงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาของทีมช่างและคนรอบข้างที่ลอบมองมาด้วยความรู้สึกที่อ่านได้ยาก พอเดินไปถึงโต๊ะวางระบบ Data วินทร์ก็เงยหน้าจากหน้าจอแล้วส่งยิ้มบาง ๆ มาให้
“ลำบากแย่เลยนะขวัญที่ต้องมาช่วยพวกพี่แบบนี้”
“ตอนนี้หนูเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเด็กฝึกงานของทีมไปเรียบร้อยแล้วค่ะ”
วินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ “พยายามทำตัวให้ชินไว้เถอะ เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
ฉันวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนจะแอบเหลือบมองจอข้อมูลที่สว่างจ้าตรงหน้า กราฟหลากเส้นสลับสีขึ้นเต็มพื้นที่ไปหมดจนฉันรู้สึกตาลาย “พี่อ่านค่าพวกนี้รู้เรื่องจริง ๆ เหรอคะ มันดูลึกลับมากเลย”
“พี่ต้องพยายามรู้ให้ได้ทุกจุดนั่นแหละ” วินทร์ขยับเมาส์อย่างคล่องแคล่ว “รถแข่งหนึ่งคันรวบรวมข้อมูลไว้เป็นร้อยอย่าง ถ้าเราพลาดแม้แต่จุดเดียวในสนามแข่ง มันส่งผลเสียไปทั้งทีมได้เลยนะ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังที่สัมผัสได้ ฉันเริ่มเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ทีม RED แข็งแกร่งและน่าเกรงขามอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้มีดีแค่ทักษะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แต่สมาชิกทุกคนต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเองจนสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ
“ขวัญข้าว”
ฉันหันขวับกลับไปตามเสียงเรียกที่คุ้นหู รามยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันยืนอยู่ เขาพยักพเยิดหน้าไปทางพื้นที่ว่างด้านหลัง Garage “เดินมาคุยตรงนี้หน่อย”
เพลงที่กำลังถือกล้องถ่ายคลิปอยู่ถึงกับมือสั่นจนเกือบจะทำกล้องร่วงลงพื้น ส่วนฉันเริ่มมีความรู้สึกอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ทันที “พี่มีธุระอะไรจะคุยกับหนูเหรอคะ”
รามยังไม่ยอมตอบคำถามตรงนั้น เขาเดินนำออกไปทางด้านหลังอาคารทันที ฉันลังเลใจอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะตัดสินใจเดินตามแผ่นหลังกว้างของเขาไป พื้นที่ด้านหลังนี้ค่อนข้างสงบเงียบกว่าด้านหน้ามาก มีเพียงเสียงลมพัดเอื่อย ๆ และเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาจากสนามแข่งไกล ๆ เท่านั้น
รามหยุดฝีเท้าลงข้าง ๆ ลังใส่อะไหล่รถยนต์ ก่อนจะหันมาสบตาฉันตรง ๆ ด้วยแววตาที่ดูจริงจัง “ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีใครมาวุ่นวายกับขวัญบ้างไหม”
“หือ? พี่หมายถึงเรื่องอะไรคะ”
“เรื่องที่คณะ... มีใครมาพูดจาไม่ดีใส่หรือเปล่า”
ฉันนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าคนนิ่ง ๆ อย่างเขาจะให้ความสนใจกับเรื่องเล็กน้อยในคณะของฉันขนาดนี้ “ก็… มีคนพูดถึงและมองแปลก ๆ บ้างตามประสาค่ะ”
“ใครเป็นคนเริ่มพูด”
“หนูว่ามันไม่มีเรื่องรุนแรงอะไรหรอกค่ะพี่ อย่าไปสนใจเลย”
รามนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เหมือนกำลังใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น “ถ้าเกิดว่ามีใครมาหาเรื่องหรือทำให้ขวัญอึดอัด ให้รีบบอกพี่ทันทีนะ”
หัวใจของฉันพลันเต้นรัวแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “พี่ตั้งใจจะไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นอีกหรือไงคะ”
“เปล่า... พี่ไม่ได้อยากมีเรื่อง”
เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะเบือนสายตาไปมองทิศทางของสนามแข่งที่อยู่ไกลออกไป “พี่แค่ไม่ชอบเวลาเห็นใครเข้ามาวุ่นวายหรือมายุ่งกับคนของพี่”
ฉันยืนนิ่งงันไปในทันที ราวกับระบบหายใจถูกสั่งให้หยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่งอย่างไม่มีเหตุผล
“หนูยังไม่ได้ตอบตกลงเป็นคนของพี่สักหน่อยนะคะ” ฉันพึมพำโต้แย้งออกไป
รามหันหน้ากลับมามองฉันอย่างช้า ๆ สายตาคมกริบคู่นั้นนิ่งสงบจนฉันเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกอีกครั้ง “งั้นเหรอ... ขวัญคิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”
เขาพูดเพียงสั้น ๆ แค่นั้น ทว่าน้ำหนักของคำพูดและแววตาที่เขาส่งมานั้น... มันช่างดูอันตรายต่อหัวใจของฉันอย่างเหลือเชื่อจริง ๆ