EP.10 — Slipstream
หลังประโยคนั้นของราม บรรยากาศด้านหลัง Garage ก็เงียบงันลงไปหลายวินาทีจนฉันได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมที่พัดผ่านรั้วเหล็กด้านหลังสนามแข่งอย่างชัดเจน
“งั้นเหรอ”
น้ำเสียงเรียบเฉยของเขายังคงวนเวียนอยู่ในหัวฉันไม่ยอมหยุด คนตรงหน้ายังคงยืนพิงลังอะไหล่ด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้าของเขานิ่งสนิทจนเดาไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ข้างในกันแน่ แต่ยิ่งเขาแสดงออกว่านิ่งเฉยมากเท่าไหร่ มันกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“พี่พูดให้คนอื่นเข้าใจผิดอีกแล้วนะคะ” ฉันตัดสินใจพูดทำลายความเงียบขึ้นมา
รามเลิกคิ้วขึ้นเพียงนิดเดียว “พี่พูดอะไรผิดตรงไหน”
“ก็… ตอนนี้คนในทีมเริ่มคิดอะไรแปลก ๆ กันไปหมดแล้วไงคะ”
“แล้วขวัญแคร์?”
คำถามสั้น ๆ ทว่าตรงประเด็นนั้นทำเอาฉันถึงกับชะงักกึก เพราะถ้าจะตอบว่าไม่แคร์เลยแม้แต่นิดเดียว มันก็ดูจะเป็นการโกหกตัวเองจนเกินไป แต่ถ้าจะตอบว่าแคร์ มันก็เหมือนกำลังยอมรับอะไรบางอย่างที่ตัวฉันเองก็ยังไม่พร้อมจะยอมรับมันออกมาในตอนนี้
รามจ้องมองหน้าฉันเงียบ ๆ เหมือนกำลังรอคอยฟังคำตอบที่จริงจังจากปากของฉัน สุดท้ายฉันเลยเลือกที่จะเบี่ยงประเด็นเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้
“หนูไม่อยากมีปัญหากับใครทั้งนั้นแหละค่ะ”
เขานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับช้า ๆ “อืม เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง”
“จัดการอะไรคะ?”
“เรื่องคนอื่น”
“พี่จะไปทำอะไรแผลง ๆ อีกเนี่ย” ฉันเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมาทันที
แต่รามกลับเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่ยกข้อมือขึ้นดูเวลาคร่าว ๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางด้านหน้าพิท
“เดี๋ยวมีประชุมทีมต่อ”
“แล้วยังไงคะ?”
“อยู่ตรงนี้ไปก่อน”
“ทำไมหนูต้อง—”
“ข้างหน้าคนเยอะ” เขาตัดบทเสียงเรียบเฉยตามสไตล์เดิม “…วุ่นวาย”
ฉันอึ้งไปนิดหนึ่งกับเหตุผลของเขา นี่เขากำลังพยายามกันฉันออกจากสายตาคนอื่นอยู่หรือเปล่านะ ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากถามอะไรต่อ เสียงของจอมขวัญก็ดังแว่วมาจากทางหน้าพิทขัดจังหวะเสียก่อน
“ไอ้ราม! ทีมสปอนเซอร์เขามาถึงแล้วเว้ย!”
รามถอนหายใจออกมาเบา ๆ เหมือนกำลังรำคาญใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรทิ้งท้าย ทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่ตรงที่เดิมเพียงลำพัง
ผ่านไปประมาณสิบนาทีที่ฉันพยายามสงบสติอารมณ์ ฉันก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าสู่ตัว Garage อีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศด้านหน้าเปลี่ยนจากพื้นที่ทำงานเคร่งเครียด กลายเป็นความวุ่นวายระดับสิบ ทีมงานสปอนเซอร์ในชุดยูนิฟอร์มดูดีเดินถือกล้องถ่ายรูปรอบรถแข่งสีดำแดงลำงาม นักข่าวจากบางสำนักเริ่มเข้ามาขอสัมภาษณ์ เพราะทีม RED ENGINEERING คือตัวเต็งที่เพิ่งคว้าตำแหน่ง Pole Position มาครอบครอง
ยัยเพลงเพื่อนรักของฉันกำลังยืนถือไม้กันสั่นถ่ายคลิปอยู่หน้ารถแข่งเบอร์27 อย่างร่าเริงเกินเบอร์ ส่วนเจตกับคอปเตอร์ก็นั่งจิบน้ำอัดลมอยู่มุมห้อง สภาพเหมือนคนมาเดินงานแฟร์มากกว่าจะมาช่วยงานทีมแข่งระดับประเทศ
“มึงหายหัวไปสิงอยู่หลุมไหนมาเนี่ยขวัญ! กูตามหาจนทั่ว” เพลงรีบเดินปรี่เข้ามาหาทันทีที่เห็นหน้าฉัน พร้อมสีหน้าจับผิดขั้นสุด
“ก็อยู่แถวนี้แหละมึง ข้างหลังมันสงบดี”
“อยู่กับพี่ราม?”
“…อือ”
เพลงทำหน้าเหมือนกำลังจะระเบิดความกรี๊ดออกมาแต่ต้องพยายามกลั้นเอาไว้จนตัวสั่น “กูอยากซักมึงให้ขาวสะอาดมากนะมึง แต่กูสังหรณ์ใจว่าถ้ากูเผือกเรื่องนี้มากไป พี่รามอาจจะสั่งแบนกูออกจากพิทตลอดกาล”
“ไม่มีอะไรสักหน่อยมึง คิดมากน่า”
“ไม่มีอะไรบ้านมึงสิ!” เพลงเขย่าแขนฉันจนตัวคลอน “มึงไม่เห็นสายตาที่เขาใช้มองมึงเหรอขวัญข้าวน้อย มันชัดยิ่งกว่าความละเอียด 4K อีกนะมึง!”
ฉันยังไม่ทันจะได้ปัดป้องข้อหาจากเพื่อนรัก เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นปูนดัง ‘กึก ๆ’ ก็ดังมาจากด้านหลัง พร้อมกลิ่นน้ำมันที่คุ้นเคยจนฉันต้องหันขวับไปมอง
แพร ยืนอยู่ตรงนั้น เธอสวมเสื้อครอปทีมสปอนเซอร์สีดำแดงที่เน้นรูปร่างเป๊ะปัง ใบหน้าสวยจัดถูกแต่งแต้มมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่ารอยยิ้มที่ส่งมาให้ฉันในวันนี้นั้น มันดูเย็นเยียบและจงใจข่มขวัญมากกว่าตอนที่เจอกันสนามซ้อมครั้งก่อนเสียอีก
“เจอกันอีกแล้วนะน้องขวัญข้าว”
“ค่ะ ” ฉันตอบสั้น ๆ พยายามรักษามารยาท
แพรกอดอกเบา ๆ พลางกวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมินค่า “ช่วงนี้ได้ยินชื่อน้องบ่อยจังเลยนะ ทั้งในบอร์ดมหาวิทยาลัย ทั้งในแชทกลุ่มเด็กมอเตอร์สปอร์ต”
เพลงขยับมายืนเอาไหล่ชนฉันทันทีเหมือนเตรียมบวกเต็มที่ ฉันพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ รักษาสีหน้าให้นิ่งสงบที่สุด “เหรอคะ หนูคงบังเอิญติดไปในเฟรมถ่ายงานของเพื่อนมั้งคะ”
“อือ” แพรยิ้มเย็น ๆ อีกรอบ “คนในสนามเขาซุบซิบกันหนาหูเลยล่ะ ว่าเด็กนิเทศปีหนึ่งเข้าออก Garage RED เป็นว่าเล่นเหมือนบ้านหลังที่สองเลยนะ อย่างที่พี่เคยเตือนไปวันก่อนไง รามเขาไม่ใช่คนที่จะให้ใครเข้ามาเดินแกว่งในพื้นที่ส่วนตัวได้ง่าย ๆ หรอกนะจ๊ะ ถ้าคนคนนั้นไม่ได้มี ‘ความสำคัญ’ พิเศษน่ะ”
ฉันเริ่มรู้สึกจี๊ดขึ้นมาในอก น้ำเสียงของเธอเหมือนจะเตือนด้วยความหวังดี แต่เนื้อในกลับเป็นการข่มขวัญกันชัด ๆ
“แพร”
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่เปี่ยมไปด้วยรังสีความกดดันดังขึ้นจากด้านหลัง รามเดินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าที่นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง เขาวางวิทยุสื่อสารลงบนโต๊ะ หมวกแก๊ปสีดำกดต่ำลงเล็กน้อย เส้นผมที่ชื้นเหงื่อปรกลงมาตามแรงลมพัดผ่านพิท เขาจ้องมองหน้าแพรตรง ๆ ด้วยสายตาที่ทำให้คนมองถึงกับต้องหลบตา
“มีอะไร”
แพรรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานทันทีเมื่อเห็นเจ้าของพื้นที่ “ไม่มีอะไรค่ะราม แพรแค่แวะมาทักทายและคุยกับน้องเล่นขำ ๆ ตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องน่ะค่ะ เหมือนวันก่อนที่สนามซ้อมไงคะ”
รามเหลือบสายตามมองฉันเพียงแวบเดียว แววตาคู่นั้นดูอ่อนลงครึ่งวินาทีก่อนจะกลับไปแข็งกร้าวใส่แพร “อย่ายุ่งกับขวัญ”
คำพูดสั้น ๆ ทว่าเด็ดขาดนั้นทำเอาพื้นที่รอบข้างเงียบกริบดั่งถูกแช่แข็ง แม้แต่ยัยเพลงยังถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนแพร รอยยิ้มของเธอแข็งค้างและพังทลายลงในพริบตา
“ราม ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ แพรแค่...”
“พี่ไม่ชอบพูดอะไรซ้ำซาก และพี่เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับคนของพี่” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอกเลยสักนิด แต่มันกลับกึกก้องและชัดเจนจนคนรอบข้างต้องพากันก้มหน้าหลบตาเพื่อเลี่ยงความซวย
แพรเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง แววตาสวยวาวโรจน์ด้วยความขัดใจก่อนจะฝืนยิ้มออกมาได้อีกครั้ง “โอเคค่ะราม ถ้าพูดขนาดนี้ แพรไปก็ได้ค่ะ” พูดจบเธอก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินจากไปในทันที
ฉันยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ ‘ปกป้อง’ ที่ดูรุนแรงเกินคาด ส่วนรามหันกลับมามองสบตาฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาถามคำถามถัดมาที่ทำเอาฉันปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
“กินอะไรรึยัง”
“…หา?”
“พี่ถามว่ากินข้าวบ้างหรือยัง มัวแต่ยืนเถียงกับคนอื่นจนลืมเวลาหรือไง”
ฉันยังไม่ทันจะอ้าปากตอบ ยัยเพลงตัวแสบก็ชิงสวนขึ้นมาทันควัน “ยังเลยค่ะพี่ราม! ตั้งแต่เช้าพวกหนูมีแต่กาแฟตกถึงท้อง หิวจนจะกินยางรถแข่งได้แล้วค่ะ!” ฉันแทบอยากจะมุดดินหนีหรือเอาผ้าขนหนูไปอุดปากเพื่อนรักเอาไว้จริง ๆ
รามพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ก่อนจะหันไปทางจอมขวัญที่ยืนขำอยู่ไม่ไกล “ไอ้จอม มึงไปซื้อข้าวกล่องร้านดังหน้าสนามมาให้พวกนี้ทีดิ เอามาเยอะ ๆ”
“โอ้โห เพื่อนรัก” จอมขวัญหลุดหัวเราะก๊าก “นี่มึงใช้กูเหมือนเป็นเด็กวิ่งซื้อของเลยเหรอวะ กูนี่อันดับสองของทีมนะโว้ย!”
“จะไปไม่ไป?” รามกดเสียงต่ำ
“ไปครับ ๆ ยอมแล้วครับคุณหัวหน้าทีม”
ตอนนี้คนทั้ง Garage เริ่มหันกลับมามองทางฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ช่วงบ่ายเป็นรอบ Practice เพิ่มเติมก่อนจะถึงวันดีเดย์แข่งจริงในวันพรุ่งนี้ บรรยากาศภายใน Garage RED กลับเข้าสู่โหมดเอาจริงระดับแม็กซ์อีกครั้ง ขุนทัพกำลังง่วนกับการเซ็ตอัพช่วงล่างใหม่หลังจากที่มีเสียงบ่นเรื่องอาการเบรกแกว่งเมื่อวาน วินทร์นั่งจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ดาต้าบนจอมอนิเตอร์อย่างเข้มข้น ส่วนรามก็เปลี่ยนกลับเข้าไปอยู่ในชุด Race Suit เต็มยศอีกครั้ง วันนี้เขาดูเคร่งขรึมและมีสมาธิสูงกว่าปกติ เหมือนเขากำลังผนึกตัวเองเข้ากับตัวรถเบอร์ 27
ฉันนั่งช่วยวินทร์จัดเรียงแฟ้มเอกสารดาต้าอยู่ข้างโต๊ะทำงานเงียบ ๆ พยายามทำตัวให้ลีบที่สุด จนกระทั่งวินทร์หลุดขำออกมาเบา ๆ “เริ่มเนียนเหมือนเป็นสต๊าฟประจำทีมจริง ๆ แล้วนะเราน่ะขวัญ”
“หนูยังงงตัวเองอยู่เลยค่ะพี่วินทร์ ว่าทำไมชีวิตหนูถึงต้องมาดมกลิ่นน้ำมันเครื่องทุกวันแบบนี้”
วินทร์ยิ้มกว้าง “ก็นะ เพราะเจ้าของที่นี่เขาอนุญาตเป็นพิเศษไงล่ะ”
ฉันชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น “พี่วินทร์อย่าแซวหนูตามคนอื่นสิคะ”
“พี่พูดเรื่องจริงนะ” วินทร์รัวคีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่ว “ปกติรามมันโลกส่วนตัวสูงยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนอีกนะขวัญ ใครไม่เกี่ยวข้องมันแทบจะถีบออกจาก Garage ทันที แต่นี่ มันปล่อยให้เรามานั่งข้างโต๊ะดาต้าพี่มาเป็นชั่วโมงแล้วนะ”
ฉันนิ่งเงียบไป ลึก ๆ ในใจฉันเองก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น รามไม่ใช่คนที่จะมาทำตัวใจดีหรือเฟรนด์ลี่กับใครไปทั่ว แต่ในช่วงหลังมานี้ เขากลับยอมเปิดพื้นที่รอบตัวให้ฉันขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่มีข้อแม้
“วินทร์” เสียงทุ้มของรามดังขึ้นมาจากทางหน้ารถแข่ง
“ว่าไง?”
“เอาเครื่อง Intercom มาให้กูหน่อย เซ็ตคลื่นความถี่ใหม่หรือยัง”
“เซ็ตแล้ว แต่มือกูไม่ว่างเนี่ย” วินทร์พยักหน้ามาทางฉันทันทีอย่างรู้กัน “ขวัญ พี่ฝากเอาไปให้มันหน่อยดิ วางอยู่ข้างจอนี่แหละ”
“…อีกแล้วเหรอคะ” ถึงจะบ่นพึมพำ แต่สุดท้ายฉันก็ต้องหยิบชุดหูฟังเดินเอาไปให้เขาอยู่ดี
รามกำลังยืนรออยู่ข้างรถแข่งสีดำดุดัน ถุงมือแข่งถูกสวมเอาไว้เพียงข้างเดียว เขาหันสายตามมามองในจังหวะที่ฉันเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างตัว
“นี่ค่ะ ชุดหูฟัง” ฉันยื่นเครื่อง Intercom ส่งให้เขา
ทว่าในจังหวะที่เขายื่นมือแกร่งมารับ ปลายนิ้วของพวกเราดันแตะสัมผัสกันโดยบังเอิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความร้อนจากปลายนิ้วของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนโดนกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง จนต้องรีบชักมือกลับทันควันเหมือนโดนของร้อน
รามจ้องมองหน้าฉันนิ่ง ๆ แววตาคมดูขบขันเล็กน้อย “ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นขวัญข้าว พี่ไม่ใช่เครื่องยนต์ระเบิดนะ”
“หนูเปล่าตื่นเต้นสักหน่อยค่ะ แค่มือมันลื่น!”
“โกหกหน้าตายจริง ๆ นะเรา”
“…”
ฉันเริ่มอยากจะเถียงกลับแรง ๆ ทว่าเสียงสัญญาณประกาศเรียกรถลงสนามก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน รามจัดการสวม Intercom เข้ากับหมวกกันน็อกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดประตูรถแข่งออก แต่ก่อนที่เขาจะมุดตัวเข้าไปสู่เบาะนักแข่ง เขากลับหยุดชะงักแล้วหันกลับมาสบตากับฉันตรง ๆ อีกครั้ง
“อยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวพี่กลับมา”
คำพูดนั้นมันฟังดูเรียบง่ายแต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด มันไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันเหมือนการขอให้รอ ฉันยืนอึ้งกิมกี่พูดอะไรไม่ออกไปเลย ส่วนเขาก็แทรกตัวขึ้นรถไปหน้าตาเฉยพร้อมกับดึงประตูปิดสนิท เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามระเบิดพลังกึกก้องสนามอีกครั้งทันที
บรื้นนนนนนน!
รถเบอร์ 27 พุ่งทะยานออกจาก Garage ลงสู่สนามแข่งด้วยความเร็วที่ทำเอาฝุ่นตลบ ยัยเพลงค่อย ๆ เดินก้าวเข้ามายืนข้างกายฉันช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคทิ้งท้ายที่ทำเอาฉันหน้าร้อนวูบไปถึงใบหู
“มึงขวัญ... กูว่ามึงเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยนะ”
“…เตรียมใจเรื่องอะไรของมึงเพลง”
“กูว่ามึงไม่รอดเงื้อมมือ ‘เจ้าพ่อสนามแข่ง’ อย่างพี่รามแน่ ๆ ว่ะ งานนี้ลิขิตมาแล้ว!”