EP.11 — Night Test
หลังจบการซ้อมรอบ Practice ที่กินพลังงานไปมหาศาลในวันนั้น ทีม RED ENGINEERING กลับเข้าสู่ Garage อีกครั้งในช่วงเวลาที่เข็มนาฬิกาเกือบจะแตะเลขสิบ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในยามค่ำคืนเงียบสงบลงจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับความโกลาหลในช่วงกลางวัน
อัฒจันทร์ขนาดมหึมาที่เคยอัดแน่นไปด้วยเสียงเชียร์ดังกึกก้องพลันว่างเปล่าและมืดสลัว เหลือเพียงแสงไฟนีออนสีขาวจาก Pit Lane ที่ยังคงเปิดสว่างจ้าเป็นแนวยาว ตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทที่ไร้แสงดาว
ทว่าถึงสนามจะเข้าสู่โหมดพักผ่อน แต่ภายใน Garage ของทีม RED กลับไม่มีคำว่าหยุดพัก
ขุนทัพกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบพลางถอดล้อรถเบอร์ 27 ออกมาตรวจเช็กอีกรอบด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ วินทร์เองก็นั่งจมจ่อมอยู่กับหน้าจอมอนิเตอร์ดาต้าไม่ยอมเลิกรา ส่วนภูผาก็เดินไปเดินมาพลางกรอกเสียงใส่โทรศัพท์คุยเรื่องอะไหล่สำรองกับใครบางคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนในทีมต่างรู้ดีว่าปัญหาเรื่อง ‘เบรก’ ที่เกิดขึ้นในสนามซ้อมนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขจนน่าไว้วางใจ และนั่นคือระเบิดเวลาที่อาจปะทุขึ้นในวันแข่งจริง
“กูว่าแรงดันเบรกมันยังแกว่งว่ะ” ขุนทัพสบถออกมาพลางโยนประแจเหล็กลงบนโต๊ะเครื่องมือเสียงดัง ปัง! จนฉันสะดุ้ง “ถ้าพรุ่งนี้จังหวะเข้าโค้งลึก ๆ แล้วมันเกิดหลุดอีกที คราวนี้กูว่ามีสิทธิ์ชนยับของจริงแน่”
วินทร์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาหลังกรอบแว่นจ้องมองกราฟหยักไปมาบนจอ “แต่ค่าพารามิเตอร์ที่มอนิเตอร์ดูมันก็ไม่เพี้ยนนะ ทุกอย่างยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”
“งั้นก็มีทางเดียว ต้องลองวิ่งจริงอีกรอบให้เห็นกับตา”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลังพิท ฉันหันไปมองทันที รามเพิ่งเปลี่ยนออกจากชุด Race Suit เหลือเพียงเสื้อยืดสีดำธรรมดาที่ขับเน้นช่วงไหล่กว้างกับกางเกงช่างสีเข้ม สภาพของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด หยดเหงื่อยังคงซึมตามไรผมสีดำสนิทจนมันปรกลงมาปรือตาดูดุดัน
“จะออกไปวิ่งตอนนี้เลยเหรอราม?” ภูผาลดโทรศัพท์ลงแล้วหันมาถามด้วยความเป็นห่วง
“อือ” รามตอบสั้น ๆ พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก
“สนามปิดไปแล้วนะมึง เจ้าหน้าที่เขาเคลียร์แทร็กไปหมดแล้ว”
“เดี๋ยวเดินไปคุยกับฝ่ายควบคุมสนามเอง เขาคงไม่ใจร้ายกับทีมเราขนาดนั้น” น้ำเสียงของเขาราบเรียบและมั่นใจเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
จอมขวัญที่นั่งแกว่งขาอยู่บนลังน้ำดื่มถึงกับหลุดหัวเราะพรืด “มึงนี่มันอภิสิทธิ์ชนเบอร์หนึ่งจริง ๆ ว่ะเพื่อนรัก ถ้ากูเป็นเจ้าหน้าที่กูก็คงยอมให้มึงลงคนเดียวแหละ”
รามไม่สนใจคำแซวนั้น เขาเดินตรงไปหยิบขวดน้ำขึ้นดื่มเงียบ ๆ ท่าทางกระหายน้ำนั้นทำให้ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงดูมีเสน่ห์ร้ายกาจอย่างบอกไม่ถูก ฉันนั่งอยู่ตรงมุม Garage กับเพลงและเจตมาตั้งแต่หัวค่ำ เพราะตอนแรกเข้าใจว่าพวกพี่ ๆ เขาจะเลิกงานกันแล้ว แต่ดูเหมือนความจริงคือสงครามยังไม่จบ
“มึง กูง่วงจนจะสิงร่างม้านั่งอยู่แล้วนะ” เพลงพึมพำพลางซบไหล่ฉันด้วยสภาพซอมบี้ “แต่ใจนึงกูก็อยากดูต่อว่ะ ฟีลมันได้”
“แล้วสรุปมึงจะเอายังไง ยัยเพื่อนตัวดี”
“เอาทั้งสองอย่างเลย มึงห้ามทิ้งกูนะขวัญ”
ฉันหัวเราะเบา ๆ ให้กับความละโมบของเพื่อน ก่อนจะหันกลับไปมองฝั่งทีมช่างที่ยังคงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนดูเครียดกันจริงจังมาก โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อราม นับตั้งแต่จบการซ้อมเขาก็แทบจะไม่หลุดยิ้มหรือพูดเล่นกับใครเลยแม้แต่คำเดียว
“ขวัญ”
เสียงเรียกสั้น ๆ จากอีกฝั่งของห้องเครื่องทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ รามกำลังยืนพิงกำแพงเหล็กและจ้องมองตรงมาที่ฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“คะ มีอะไรเหรอคะ?” ฉันถามออกไป พยายามรักษาอาการนิ่งสงบ
“มานี่หน่อย”
เพลงที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ กลับดีดตัวตื่นขึ้นมาทำตาโตทันที “เชี่ย งานเข้ามึงแล้วเพื่อน”
ฉันรวบรวมความกล้าลุกเดินไปหาเขาช้า ๆ ท่ามกลางสายตาของคนทั้ง Garage ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มชินชากับภาพที่รามมักจะเรียกหาฉันบ่อยผิดปกติไปซะแล้ว
“มีอะไรให้หนูช่วยหรือเปล่าคะ?” ฉันหยุดยืนตรงหน้าเขา
รามยังคงยืนพิงโต๊ะเครื่องมือท่าทางดูผ่อนคลายแต่ก็ทรงพลัง มือหนาของเขาหยิบกุญแจรถคันหนึ่งขึ้นมาควงเล่น ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าฉัน
“ขึ้นรถเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้ไหม”
ฉันชะงักกึก “หา? พี่ว่าอะไรนะ?”
“จะออกไป Night Test รถนิดหน่อย”
“แล้ว ทำไมต้องเป็นหนูคะ? พี่ขุนทัพหรือพี่จอมขวัญก็น่าจะช่วยได้ดีกว่า”
รามนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบของเขาสบตาฉันนิ่งจนฉันเริ่มประหม่า “ไม่อยากอยู่คนเดียว”
คำตอบนั้นทำเอาฉันเงียบกริบไปเลย หัวใจพุ่งทะยานจนเกือบทะลุอก คนอย่างรามนี่นะจะพูดคำว่าไม่อยากอยู่คนเดียวออกมา? เขาไม่ได้ใช้โทนเสียงอ้อนวอน และไม่ได้มีสีหน้าอ่อนโยนอะไรทั้งนั้น แต่เพราะน้ำเสียงที่นิ่งขรึมและดูจริงใจแบบนั้นแหละที่มันทำเอาหน้าฉันร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ไปเหอะขวัญ” ขุนทัพที่กำลังเช็ดมือตะโกนแทรกขึ้นมา “เดี๋ยวมันเหงาแล้วอารมณ์เสียขึ้นมาอีกลำบากพวกพี่เนี่ย”
“มึงกำลังด่ากูต่อหน้าขวัญอยู่ใช่ไหม?” รามปรายตาไปมองเพื่อน
“เออ มึงนั่นแหละไอ้คุณชาย” จอมขวัญหลุดขำก๊ากทันที
สุดท้ายฉันก็พาตัวเองขึ้นมานั่งบนรถกับรามจนได้ รถที่ใช้ทดสอบในค่ำคืนนี้ไม่ใช่รถแข่งเบอร์ 27 ที่เป็นปัญหา แต่มันคือ Nissan Fairlady สีดำด้านสุดดุดันที่ทีมใช้สำหรับทดสอบระบบเซนเซอร์บางอย่าง ภายในรถนั้นแคบกว่ารถปกติหลายเท่าเพราะมีการติดตั้งโครงเหล็กกันกระแทกไว้เต็มคัน เบาะ Bucket Seat รัดตัวฉันแน่นจนขยับลำบาก
ทันทีที่ฉันคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ รามก็จัดการสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที
บรื้นนนนนนนน!
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลจากเครื่องยนต์ส่งผ่านตัวรถมาถึงหัวใจฉันจนต้องสะดุ้งตาม รามจับพวงมาลัยด้วยท่าทางนิ่งสงบ เขาใส่ถุงมือขับรถสีดำเรียบร้อยแล้ว แสงไฟสีแดงสลัวจากหน้าปัดรถสะท้อนสันกรามคมชัดของเขาจนดูอันตรายเกินไปในระยะใกล้ขนาดนี้
“กลัวไหม?” เขาถามพลางค่อย ๆ เคลื่อนรถออกจาก Pit Lane เข้าสู่ความมืดมิดของแทร็กสนาม
“นิดหน่อยค่ะ พี่ขับเร็วนี่นา”
“ดีแล้วที่กลัว”
“ทำไมต้องดีด้วยคะ?” ฉันหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา
มุมปากเขากระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้ม “จะได้ไม่ประมาท เวลาพี่กดคันเร่ง”
รถค่อย ๆ ไหลลงสู่สนามทดสอบที่ตอนนี้แทบจะไร้ผู้คน แสงไฟสปอร์ตไลต์บางจุดที่ยังเปิดทิ้งไว้สาดส่องลงบนพื้นแทร็กสีดำดูเป็นลวดลายแปลกตา สนามกลางคืนต่างจากตอนกลางวันมาก มันเงียบกว่า มืดกว่า และให้ความรู้สึกที่กดดันกว่าหลายเท่า มีเพียงเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถเราคันเดียวที่ดังก้องไปทั่ว
แล้วจู่ ๆ รามก็เริ่มกดคันเร่งหนักขึ้น
ความเร็วไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนฉันเริ่มรู้สึกว่าแผ่นหลังถูกกดติดไปกับเบาะแข่ง ฉันเผลอกำที่จับประตูไว้แน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อผ้า
“พี่รามคะ”
“อือ ว่าไง?”
“นี่คือพี่เรียกมาทดสอบรถ หรือพี่กำลังจะพาหนูบินไปดาวอังคารคะ?”
คราวนี้เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ เป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงที่ฉันได้เห็นเขาดูผ่อนคลายลงจริง ๆ ความตึงเครียดที่แบกมาทั้งวันดูเหมือนจะจางหายไปเพียงเพราะประโยคประชดประชันของฉัน
รถพุ่งเข้าโค้งแรกด้วยความเร็วสูงจนร่างกายของฉันเหวี่ยงไปด้านข้างตามแรงหนีศูนย์กลางมหาศาล ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งและน่าหวาดเสียวในเวลาเดียวกันคือ รามยังดูนิ่งมาก มือหนาของเขาหมุนพวงมาลัยอย่างแม่นยำในทุกองศา เท้าเหยียบเบรกสลับคันเร่งอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วราวกับทุกอย่างมันเป็นสัญชาตญาณที่ฝังอยู่ในกระดูก
“พี่ดูไม่กลัวมันเลยนะคะ ความเร็วระดับเนี้ย” ฉันพูดขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม
สายตาของเขายังคงแน่วแน่อยู่กับเส้นทางข้างหน้า “ชินแล้วล่ะ อยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก”
“แล้วถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาล่ะคะ?”
รามนิ่งไปนิดหนึ่ง มือขยับเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามสไตล์ “ก็แค่ชน”
คำตอบที่ดูง่ายดายเกินไปนั้นทำเอาฉันเริ่มหงุดหงิดนิด ๆ “พี่พูดเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยนะคะ ทั้งที่มันอันตรายจะตายไป”
“ในสนามแข่งมันไม่มีพื้นที่ให้ความลังเลหรือความกลัวหรอกขวัญ” เขาลดเกียร์ลงก่อนจะเข้าโค้งแคบ เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำหนักแน่นจนสะเทือนไปทั้งคันรถ “ถ้าลังเลแค่เสี้ยววินาทีเดียว ผลลัพธ์มันอาจจะพังทั้งรถ พังทั้งทีม และพังทั้งความหวังที่แบกมา”
ฉันเงียบไปทันทีที่ได้ฟัง เพราะน้ำเสียงของเขามันจริงจังและหนักแน่นมาก นี่แหละคือโลกที่รามใช้ชีวิตอยู่ โลกที่ทุกวินาทีมีแรงกดดันมหาศาลทับถมอยู่ตลอดเวลา โลกที่คนนอกอย่างฉันอาจจะไม่มีวันเข้าใจได้ทั้งหมด
รถแล่นทดสอบต่ออีกประมาณสองรอบสนาม ก่อนที่รามจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วและขับเข้าจอดข้างพื้นที่ Run-off Areaเงียบ ๆ ซึ่งไกลจากแสงไฟของพิทมาก รอบสนามตอนนี้มืดสนิทจนเห็นเพียงแสงไฟไกล ๆ และท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ
เขาดับเครื่องยนต์ลงในที่สุด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในรถทันที ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงขนาดไหนก็ตอนที่เสียงเครื่องยนต์ดับลงไปแล้วเนี่ยแหละ
“เป็นยังไงบ้าง?” รามถามพลางปลดถุงมือขับรถออกข้างหนึ่งช้า ๆ
“หนูรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านอุโมงค์มิติมาเลยค่ะ แทบตาย”
เขาหัวเราะเบา ๆ อีกรอบ และนั่นแหละที่เป็นปัญหา… เพราะท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์รำไร ผู้ชายคนนี้กลับดูหล่อเหลาเกินไปจนใจฉันสั่นสะท้าน ฉันรีบเบือนหน้าหนีไปมองกระจกด้านนอกทันทีเพื่อซ่อนอาการประหม่า
รามมองจ้องฉันอยู่พักหนึ่งด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น ก่อนจะเรียกชื่อฉันออกมาเบา ๆ “ขวัญ”
“คะ?” ฉันขานรับโดยที่ยังไม่ยอมหันหน้ากลับไป
“วันนั้นที่สนามซ้อมใหญ่”
“วันไหนคะ?”
“วันที่รถพี่มีอาการท้ายสะบัด แล้วเกือบจะพุ่งชนกำแพงน่ะ”
ฉันชะงักไปทันที รามเอนหลังพิงเบาะเบา ๆ สายตาเหม่อมองออกไปนอกกระจกหน้า “จังหวะนั้น… พี่เหลือบไปเห็นเราตรงขอบสนามพอดี”
ฉันเม้มปากแน่นสนิท ลำคอแห้งผาก เพราะความจริงคือในตอนนั้นฉันกลัวจริง ๆ กลัวแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกกับคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานขนาดนี้มาก่อน
“หนู… หนูแค่ตกใจตามประสาคนไม่เคยเห็นอุบัติเหตุค่ะ” ฉันพยายามรักษาฟอร์ม
“โกหกอีกแล้วนะขวัญข้าว”
เขาหันมามองฉันตรง ๆ คราวนี้เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แสงไฟจากหน้าปัดรถที่ยังติดอยู่จาง ๆ สะท้อนให้เห็นดวงตาคมกริบคู่นั้นที่ตอนนี้มันดูนุ่มนวลและอันตรายยิ่งกว่าเดิม “ขวัญกลัวพี่เป็นอะไรไปใช่ไหม?”
มันไม่ใช่คำถาม แต่มันคือประโยคบอกเล่าที่พุ่งชนกลางใจฉันอย่างจัง และนั่นยิ่งทำให้ฉันตอบโต้อะไรออกไปไม่ถูก
บรรยากาศในห้องโดยสารแคบ ๆ เงียบสงัดลงอีกครั้ง เงียบจนฉันได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเขาและเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังโครมคราม รามขยับใบหน้าเข้ามาใกล้อีกนิดเดียว… แค่นิดเดียวจริง ๆ แต่เพราะระยะห่างภายในรถที่จำกัดอยู่แล้ว มันทำให้จมูกของเราแทบจะชนกัน กลิ่นสะอาดของสบู่จาง ๆ ผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องอ่อน ๆ จากตัวเขาลอยเข้ามาใกล้จนฉันเริ่มหายใจติดขัด
“ทำไมชอบหนีหน้าพี่เวลาตื่นเต้น?” น้ำเสียงของเขาต่ำพร่าลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบอยู่ที่ข้างใบหู
ฉันรวบรวมความกล้าหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา “หนูบอกว่าหนูไม่ได้ตื่นเต้นไงคะ!”
รามไม่ตอบ เขาเพียงแต่มองจ้องนิ่ง ๆ เหมือนจะจับผิด ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของฉันอย่างช้า ๆ หัวใจฉันแทบจะหยุดเต้นไปตรงนั้น ความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วทั้งตัว
“ปากเธอสั่นอยู่เลยนะขวัญ” เขาเปรยออกมาเบา ๆ
ฉันรีบเม้มริมฝีปากแน่นสนิททันทีด้วยความเขินอาย รามหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมา เป็นยิ้มที่ไม่ใช่ความเย็นชาเหมือนตอนอยู่กับคนอื่น แต่มันเป็นยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และอันตรายต่อความรู้สึกของฉันหลายเท่าตัว
มือหนาของเขายกขึ้นมาเหมือนจะแตะที่ข้างแก้มของฉัน… ทว่าจู่ ๆ—
ไฟหน้ารถอีกคันก็สาดแสงวาบเข้ามาในรถพอดี!
พรึ่บ!
ฉันสะดุ้งสุดตัวและรีบถอยห่างจากเขาจนหลังติดประตูรถ รามถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างนึกเสียดาย ก่อนจะหันไปมองรถบรรทุกของทีมที่เพิ่งจะเข้ามาจอดเทียบข้าง ๆ
จอมขวัญโผล่หน้ากวน ๆ ออกมาจากกระจกรถคันนั้นพลางฉีกยิ้มกว้าง “โอ๊ยพวกมึง! กูนึกว่ามาแอบทำอะไรกันมืด ๆ กูนี่เกือบจะได้เห็นช็อตเด็ดระดับประเทศแล้วนะเนี่ย!”
ฉันแทบจะสำลักอากาศตายด้วยความอับอาย ส่วนรามทำเพียงแค่หยิบถุงมือที่วางอยู่บนคอนโซลปาใส่หน้าเพื่อนสนิทไปเต็มแรง
“เสือกนะมึงน่ะไอ้จอม!” รามสบถออกมาด้วยน้ำเสียงที่กลับมาดุดันเหมือนเดิม แต่ฉันแอบเห็นว่าหูของเขาก็ขึ้นสีแดงจาง ๆ เหมือนกันพายุความรู้สึกที่เพิ่งพัดผ่านไปเมื่อครู่ ทิ้งให้ฉันได้แต่ยอมรับกับตัวเองเงียบ ๆ ว่าผู้ชายคนนี้… อันตรายต่อหัวใจเกินไปแล้วจริง ๆ