EP.3 — โกดังวิศวะ

2389 Words
EP.3 — โกดังวิศวะ ชีวิตของฉันก็ถูกเหวี่ยงกลับเข้าสู่กงล้อแห่งความวุ่นวายในฐานะเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่งอีกครั้ง ราวกับโลกสองใบที่เพิ่งไปเหยียบมาถูกกำแพงล่องหนกั้นแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์ บรรยากาศเงียบสงบในหอพักกลายเป็นเพียงความทรงจำชั่วคราว เพราะทันทีที่แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดส่อง ฉันต้องดีดตัวตื่นขึ้นมาเพื่อวิ่งให้ทันเข้าเรียนวิชาเช้าที่แสนทรมาน พอตกบ่าย กิจกรรมของคณะนิเทศศาสตร์ก็เริ่มรุกคืบเข้ามาประชุมงานครั้งแล้วครั้งเล่าจนหัวหมุน กว่าจะถึงช่วงเย็นที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อน ฉันกลับต้องไปซ้อมกิจกรรมจนขาสองข้างแทบลากกลับหอพักด้วยความอ่อนล้า ทุกอย่างหมุนวนเป็นลูปซ้ำซากจนน่าปวดหัว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มหกรรมงานเฟรชชี่มหาวิทยาลัยรวบยอดเข้ามาใกล้ คณะนิเทศศาสตร์ของฉันจึงแทบจะแปรสภาพกลายเป็นศูนย์อพยพของเหล่าคนอดนอนที่สภาพร่วงโรยไม่ต่างจากซอมบี้ “ขวัญ… ช่วยดูสคริปต์ตรงนี้หน่อยดิ” เสียงหมดแรงของ เพลง ดังขึ้นพร้อมกับที่นางยื่นปึกกระดาษยับยู่ยี่มาให้ ทั้งที่เจ้าตัวยังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะประชุมไม้ใต้ตึกคณะ ฉันรับมันมาคลี่ดูเงียบ ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันแทบจะทันทีเมื่อกวาดสายตาอ่านประโยคแรก “นี่มึงเขียนบทพิธีกรรับน้องหรือบทสวดมนต์วะเพลง” “แรงอะ...” “‘ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานแห่งมิตรภาพอันงดงาม’ เพลง... มึงตั้งสติ นี่งานรับน้องเฟรชชี่ ไม่ใช่งานแต่งงานที่โรงแรมห้าดาว” เจต ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุดหัวเราะก๊ากดังลั่นจนโต๊ะข้าง ๆ หันมามองเป็นตาเดียว ส่วน คอปเตอร์ ที่ดูนิ่งที่สุดในกลุ่มก็ได้แต่นั่งตัวสั่นไหล่ขยับขำเงียบ ๆ อยู่หน้าหน้าจอโน้ตบุ๊ก “กูก็บอกมันแล้วว่าภาษามันเว่อร์ไป” เจตเอ่ยพลางปาดน้ำตาที่คลอเพราะความขำ “แต่มันไม่ฟังไง กะจะเอาโล่เกียรติยศเลยมั้ง” เพลงคว้าหมอนรองคอที่วางอยู่ใกล้ตัวปาใส่หน้าเจตอย่างแม่นยำ “แล้วมึงช่วยอะไรกูบ้างนอกจากนั่งขำค้างแบบเนี้ย!” บรรยากาศในห้องประชุมยังคงวุ่นวายและเต็มไปด้วยความตึงเครียดสลับกับความฮาตามสไตล์เด็กนิเทศ บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวเต็มไปด้วยโน้ตบุ๊กหลายเครื่อง แก้วกาแฟที่เหลือแต่หยดน้ำละลาย เอกสารกองพะเนิน และสายชาร์จที่พันกันยุ่งเหยิงราวกับสายสิญจน์ เสียงถกเถียงเรื่องงานดังสลับกับเสียงถอนหายใจยาวของคนใกล้หมดไฟเป็นระยะ ขณะที่ฉันกำลังจะก้มหน้าก้มตาแก้สำนวนบทพิธีกรให้เพื่อน เสียงของรุ่นพี่ปีสองใจดีคนหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายสมาธิจากหน้าห้องประชุม “น้อง ๆ เดี๋ยวมีใครพอจะว่างช่วยพี่ขนของไปเก็บหน่อยได้บ้างไหมคะ” สิ้นเสียงนั้น ทั้งห้องประชุมพลันเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า เพื่อนทุกคนต่างพร้อมใจกันก้มหน้าก้มตาจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ราวกับหน้าจอคอมพิวเตอร์และเศษกระดาษเหล่านั้นมีความสำคัญระดับชาติ ฉันเห็นความสามัคคีในการเนียนระดับเทพแล้วก็ได้แต่หลุดขำออกมา รุ่นพี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเท้าสะเอวมอง “อย่ามาเนียนค่ะเด็ก ๆ พี่เห็นนะว่าใครยังหายใจอยู่บ้าง” เจตเงยหน้าขึ้นมาก่อนใครเพื่อนตามนิสัยคนใจอ่อนและปฏิเสธคนไม่เป็น“ของเยอะไหมครับพี่ เดี๋ยวพวกผมช่วยก็ได้” ฉันหันขวับไปมองหน้ามันทันที ในใจร้องประท้วงว่า อย่านะเจต อย่ารับงานเพิ่มตอนนี้ แต่แน่นอนว่าคำขอร้องในใจของฉันส่งไปไม่ถึง เพราะเจตรับปากไปเรียบร้อยแล้วด้วยรอยยิ้มซื่อ ๆ “ไม่เยอะมากจ้ะ แต่ต้องรบกวนเอาไปเก็บที่โกดังวิศวะหน่อยนะ” ชื่อสถานที่ปลายทางทำให้เพลงเงยหน้าพรวดขึ้นมาจากโต๊ะทันที “คณะวิศวะเหรอพี่?” “ใช่จ้ะ พอดีทางคณะนั้นเขาให้เรายืมพื้นที่เก็บของชั่วคราวในช่วงงานกิจกรรมนี้น่ะ” ฉันเห็นสีหน้าของเพลงเปลี่ยนไปทันควัน นางขยับเข้ามาใกล้ฉันแล้วกระซิบเสียงเบาหวิว “ขวัญ… กูว่าลางไม่ดีว่ะ” “มึงเว่อร์ไปน่า แค่ไปส่งของเอง” ฉันตอบปัดทั้งที่ในใจลึก ๆ ก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน “กูจริงจังนะมึง ฝั่งนั้นแม่งเถื่อนจะตาย” สุดท้ายพวกเราสี่คนก็ถูกลากมาช่วยขนของจนได้ ลังอุปกรณ์กิจกรรมกองมหึมาถูกวางรออยู่หลังตึกนิเทศ ทั้งโครงเหล็กฉากที่หนักอึ้ง ฉากไม้ทาสีที่ยังเหม็นกลิ่นสีจาง ๆ ป้ายผ้าขนาดใหญ่ และกล่องอุปกรณ์ไฟที่หนักจนฉันเริ่มรู้สึกปวดแปล๊บที่แขนตั้งแต่ยกกล่องแรกขึ้นมา “เจต ถ้ามึงไม่ปากไวรับงานนะ ป่านนี้กูคงนอนตีพุงอยู่ที่หอแล้ว” ฉันบ่นพึมพำขณะแบกลังไม้เล็ก ๆ “ช่วยพี่เขาหน่อยน่าขวัญ ถือว่าออกกำลังกายไง” “คนใจบุญมักอายุสั้นนะเจต จำไว้” คอปเตอร์หลุดขำพรืดออกมา “อันนี้คือคำสาปแช่งหรือคำอวยพรให้เพื่อนวะขวัญ” พวกเราเดินพยุงสังขารแบกของข้ามฝั่งมหาวิทยาลัยท่ามกลางแสงแดดยามเย็นที่ยังคงร้อนระอุและเหนียวตัว เมื่อเดินเข้าสู่เขตคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปจากฝั่งนิเทศอย่างสิ้นเชิง ตึกเรียนสีเทาเข้มทรงเหลี่ยมดูเคร่งขรึมตั้งตระหง่านอยู่ด้านในสุด ที่นี่ไม่มีเสียงเพลงประกอบกิจกรรม ไม่มีสีสันฉูดฉาดของป้ายโปรโมตงาน มีเพียงกลิ่นของเหล็กที่ถูกเผา กลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ ในอากาศ และเสียงเครื่องมือช่างที่ดังสะท้อนออกมาจากโรงประลองเป็นระยะ นิสิตวิศวะในเสื้อช็อปสีเลือดหมูเดินสวนไปมาด้วยใบหน้าที่ดูเคร่งเครียด บางคนถือฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่ บางกลุ่มกำลังช่วยกันเข็นอุปกรณ์หน้าตาประหลาดผ่านพวกเราไป เพลงเริ่มเดินเบียดแขนฉันแน่นขึ้นจนเกือบจะสิงร่าง “มึง… กูเริ่มกลัวจริง ๆ แล้วนะ” “กลัวอะไรของมึงนักหนา” “บรรยากาศแม่งขรึมจัด เหมือนกำลังจะเดินเข้าเขตหนังมาเฟียเลยอะมึง” “มึงดูซีรีส์เยอะไปแล้วเพลง ตั้งสติหน่อย” แต่เอาเข้าจริง ฉันเองก็เริ่มรู้สึกได้ถึงรังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจาง ๆ จากคนแถวนี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไปในโซนด้านหลังตึกวิศวะ เสียงเครื่องยนต์ก็เริ่มดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามต่ำ ๆ ครืนนน… บรื้นนนน… กลิ่นน้ำมันเครื่องเข้มข้นผสมกับกลิ่นยางไหม้ลอยมาแตะจมูกจนฉันเผลอขมวดคิ้วด้วยความไม่คุ้นชิน “โกดังอยู่ข้างหลังนี่เองครับน้อง ๆ” รุ่นพี่วิศวะที่อาสานำทางหันมาบอก ก่อนจะเอื้อมมือไปเลื่อนประตูเหล็กบานยักษ์ที่ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ครืดดดด ภาพเบื้องหลังประตูบานนั้นทำให้พวกเราทั้งสี่คนถึงกับชะงักกึกพร้อมกันราวกับถูกสาป ภายในโกดังเพดานสูงขนาดใหญ่มีรถแข่งหลายคันจอดเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ บางคันถูกเปิดฝากระโปรงทิ้งไว้ให้เห็นไส้ในที่เป็นเครื่องยนต์โลหะซับซ้อน บางคันกำลังถูกยกรอยขึ้นเพื่อถอดล้อ ทีมช่างในชุดหมีเปื้อนคราบน้ำมันเดินวุ่นไปมา เสียงปืนลมยิงน็อต เสียงประแจกระทบเหล็ก และเสียงสั่งงานดังระงมไปทั่ว ที่นี่ไม่ใช่โกดังเก็บของธรรมดาที่พวกเรารู้จัก แต่มันคือ Garage แข่งรถระดับอาชีพที่มาตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยชัด ๆ เพลงอ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลง “โอ้โห… เว่อร์มากแม่” เจตเองก็มองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาเป็นประกาย “เชี่ยของจริงว่ะ ไม่นึกว่าจะอลังการขนาดนี้” ฉันยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากแสดงความคิดเห็น เสียงหนึ่งที่คุ้นหูเหลือเกินก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของโกดังที่มืดกว่า “ขุน ส่งเบอร์สิบสองให้หน่อย” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเรียบนิ่งนั้นสะกดให้ฉันหันไปมองตามโดยอัตโนมัติ แล้วหัวใจของฉันก็เหมือนจะหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่งเมื่อเห็นเจ้าของเสียงนั้นชัด ๆ พี่ราม เขายืนอยู่ข้างรถแข่งสีดำคันดุในชุดเสื้อยืดสีดำเรียบ ๆ ที่มีรอยคราบน้ำมันเปื้อนอยู่ประปราย แขนเสื้อถูกพับขึ้นไปถึงข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามแขนที่ขึ้นรูปชัดเจนจากการทำงานหนัก มือข้างหนึ่งของเขาถือประแจเหล็กเอาไว้แน่น ส่วนอีกข้างกำลังใช้เศษผ้าเช็ดคราบดำบนหลังมืออย่างไม่ใส่ใจ แสงไฟสีส้มสลัวภายในโกดังตกลงบนโครงหน้าคมคายของเขาพอดี ทำให้เขาดูดุดันและมีเสน่ห์ร้ายกาจยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ นี่คือภาพที่ต่างจากทุกครั้งที่ฉันเคยเจอเขา เขาไม่ได้อยู่ในแสงสีวูบวาบของผับ ไม่ได้อยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านที่พยายามจะเข้าหา แต่เขากำลังยืนอยู่ในพื้นที่ของเขาจริง ๆ พื้นที่ที่เขาเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ “พวกมึงจะเหม่ออะไรกันนักหนาวะ” เสียงของ ขุนทัพ ดังขึ้นใกล้ ๆ จนพวกเราสะดุ้งสุดตัวพร้อมกัน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดช็อปสีแดงเลือดหมูเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพลางก้มมองลังในมือพวกเราสลับกับใบหน้าเอ๋อ ๆ “เอาของกิจกรรมมาส่งเหรอ?” เจตรีบพยักหน้ารัว ๆ “ครับพี่ พวกผมเอาของมาฝากเก็บตามที่พี่ปีสองสั่งมาครับ” “เออ วางไว้ตรงมุมนั้นแหละ” เขาชี้ไปทางมุมด้านซ้ายที่ว่างอยู่ ก่อนจะหันไปตะโกนด่าทีมช่างคนอื่นต่อโดยไม่สนใจพวกเราอีก พวกเราสี่คนจึงรีบช่วยกันยกลังไปวางเงียบ ๆ ราวกับกลัวจะไปทำลายสมาธิของคนในนี้ แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะก้มลงวางของ ฉันกลับรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาตลอดเวลา พอฉันตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองหาต้นตอ ฉันก็พบกับสายตาคมกริบของพี่รามที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากเข้าหา เขามองนิ่ง ๆ แบบนั้นอยู่เพียงสองวินาทีก่อนจะวางประแจลงแล้วเดินตรงดิ่งเข้ามาทางนี้ด้วยท่าทางมาดมั่น เสียงพูดคุยรอบโกดังดูเหมือนจะเบาบางลงไปทันทีที่เขาขยับกายเดินผ่าน แรงกดดันที่คุ้นเคยเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งจนฉันรู้สึกหายใจติดขัด พี่รามหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าพวกเราทั้งกลุ่ม โดยที่ในมือยังคงกำเศษผ้าเปื้อนคราบน้ำมันไว้ “เด็กนิเทศ?” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งและเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง เจตเป็นตัวแทนตอบคำถามนั้น “ครับพี่ เอาของมาฝากเก็บชั่วคราวครับ” พี่รามพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนมาหยุดนิ่งที่ใบหน้าของฉันนานเป็นพิเศษ “เจอกันอีกแล้วนะ” คำทักทายนั้นทำให้ฉันชะงักกึกไปชั่วอึดใจ ฉันไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขาจะจำเด็กปีหนึ่งอย่างฉันได้ท่ามกลางผู้คนมากมาย เพลงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกลั้นหายใจจนตัวสั่นไปหมดแล้ว “ค่ะ…” ฉันตอบรับสั้น ๆ ด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่นตามเพื่อน รามมองหน้าฉันนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจนฉันเริ่มอึดอัด ก่อนจะละสายตาไปยังกองลังที่วางระเกะระกะอยู่ด้านหลัง “ถ้ากะวางเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบกลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่เที่ยวเล่น” “ครับพี่” เจตรีบรับคำทันควัน พี่รามไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่หันหลังเดินกลับไปที่รถคันสีดำคันเดิมทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันมามองซ้ำ แต่แค่บทสนทนาสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคนั้นก็เพียงพอที่จะทำเอาพวกเราทั้งกลุ่มตกอยู่ในความเงียบงันไปพักใหญ่ ทันทีที่เขาทิ้งระยะออกไปไกลพอ เพลงก็พุ่งเข้ามาชาร์จเกาะแขนฉันทันที “มึง… กูจะตายแล้ว!” “อะไรของมึงอีกเพลง” “เมื่อกี้พี่รามเขาคุยกับมึง! เขาจำมึงได้! มึงเห็นไหม!” “เขาก็พูดทักทายปกติปะมึง อย่าตื่นตูม” “ปกติบ้านมึงสิ! คนแบบพี่รามอ่ะนะจะมาทักเด็กคณะอื่นก่อน!” เจตหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า “จริงอย่างที่เพลงว่านะขวัญ พี่แกจำมึงได้จริง ๆ ด้วยว่ะ” “ก็แค่เคยเจอที่ผับรอบนึงเองมั้ง” “แต่นั่นคือพี่รามนะเว้ย เขาไม่ใช่ประเภทที่จะเสียเวลาจำใครมั่ว ๆ ซั่ว ๆ ถ้าไม่สำคัญจริง” ฉันรีบก้มหน้าก้มตาช่วยเจตกับคอปเตอร์ยกของที่เหลือต่อเพื่อเลี่ยงการตอบคำถาม แต่ลึก ๆ ในใจกลับเริ่มมีความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นช้า ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาคู่นั้นตรง ๆ มันเหมือนความรู้สึกอึดอัดและตื่นเต้นที่บดบังจนหายใจไม่ทั่วท้องทุกครั้ง พวกเราช่วยกันขนย้ายลังอุปกรณ์อยู่เกือบทุ่มจนแสงตะวันเริ่มจางหายไป ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มจนเกือบม่วง แต่เสียงเครื่องมือช่างภายในโกดังยังคงดังต่อเนื่องอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักง่าย ๆ ระหว่างที่กำลังเดินกลับออกมา ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปมองด้านหลังอีกสักครั้ง พี่รามยังคงยืนอยู่ที่เดิมข้างรถแข่งสีดำคันนั้น คราวนี้เขากำลังก้มลงพิจารณาอะไรบางอย่างในหน้าจอโน้ตบุ๊กที่ วินทร์ถือมาให้ ขุนทัพยังคงยืนเถียงเรื่องการเซ็ตระบบช่วงล่างด้วยเสียงอันดังลั่น ส่วนจอมขวัญก็นั่งไขว่ห้างอยู่บนฝากระโปรงรถอีกคันพลางระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD