EP.5 — สนาม
เสียงเครื่องยนต์ของรถแข่งหมายเลข 27 แผดคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วอัฒจันทร์สนามแข่ง ทันทีที่รามกดคันเร่งจมมิดเพื่อพาเจ้าคันเร่งสีดำคาดแดงพุ่งทะยานออกจาก Pit Lane มวลอากาศร้อนระอุที่ถูกรีดผ่านท่อไอเสียปะทะเข้ากับกระแสลมเย็นยามเย็น จนเกิดเป็นลมกรรโชกแรงที่พัดพากลิ่นยางและไอความร้อนเข้าจู่โจมบริเวณ Paddock ที่พวกเรายืนอยู่
ฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องไปที่เงารูปทรงโฉบเฉี่ยวที่ค่อย ๆ เล็กลงตามระยะทางที่ไกลออกไปบนแทร็กปูน ถึงแม้ฉันจะไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกหรือเทคนิคการขับขี่มากนัก แต่เพียงแค่เห็นความเร็วที่เหนือจินตนาการตรงหน้า ก็เพียงพอจะทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าคนพวกนี้ไม่ได้ทำเพื่อความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือการทุ่มเทที่จริงจังเกินกว่าจะเรียกว่า “งานอดิเรก” ทั่วไป
“โค้งสามเมื่อกี้โคตรเนียน เข้า Apex ได้เป๊ะชิบหาย” คอปเตอร์พึมพำเบา ๆ ราวกับตกอยู่ในภวังค์ ขณะที่ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่บนหน้าจอมอนิเตอร์ส่วนกลางซึ่งกำลังถ่ายทอดภาพจาก Onboard Camera ที่ติดอยู่ภายในรถของราม
บรรยากาศภายใน Garage เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น วินทร์นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะ Data หลังกรอบแว่นหนาเตอะนั้น ดวงตาของเขาจับจ้องตัวเลขมหาศาลที่วิ่งผ่านหน้าจอไปมาแทบไม่กะพริบ นิ้วมือขยับเลื่อนดูกราฟ Telemetry เพื่อวิเคราะห์แรงกดเบรกและการองศาการเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ส่วนขุนทัพยืนกอดอกคุมทีมช่างอยู่ใกล้ทางเข้า Pit Lane ในมือถือวิทยุสื่อสารไว้แน่นพลางสั่งการด้วยเสียงเฉียบขาด
ทุกคนดูยุ่งวุ่นวายอยู่กับหน้าที่ของตัวเองจนไม่มีใครสนใจสิ่งรอบข้าง มีเพียงจอมขวัญที่ดูผ่อนคลายที่สุด เขายังพอมีแรงเดินเล่นและชวนยัยเพลงคุยเรื่องสัพเพเหระได้บ้าง
“มองอะไรขนาดนั้น”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจดังขึ้นใกล้ตัว จนฉันสะดุ้งสุดตัวและเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
พอหันไปมอง รามในชุด Race Suit ที่ถูกดึงช่วงบนลงมามัดไว้ที่เอวเพิ่งเดินกลับเข้ามาใน Garage หลังจากจบรอบ Test แรกไปได้ไม่นาน หยดเหงื่อใสซึมตามไรผมสีดำสนิทและโครงหน้าคมเข้ม เสื้อทีมสีเข้มที่เขาสวมอยู่แนบไปกับแผ่นอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อจากอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางอากาศร้อนจัดภายในห้องโดยสาร
ฉันรีบละสายตาจากรถแข่งที่กำลังถูกทีมช่างรุมล้อม “เปล่า...”
“หน้าเหมือนตกใจ” เขาเลิกคิ้วถามพลางจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉัน
“ก็รถมันเร็ว...” ฉันตอบเลี่ยง ๆ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
รามนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าฉันอยู่ประมาณสองวินาทีก่อนจะค่อย ๆ ดึงถุงมือแข่งออกจากมือช้า ๆ ทีละข้าง “นี่แค่ Test”
“…แล้วถ้าแข่งจริงล่ะคะ” ฉันอดที่จะถามออกไปไม่ได้
“เร็วกว่านี้” เขาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินผ่านฉันไปมุ่งหน้าไปยังโต๊ะ Data ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ ผสมกับกลิ่นกายชายหนุ่มและความรู้สึกแปลก ๆ ที่ยังคงตกค้างและสั่นไหวอยู่ในอกของฉัน
เพลงรีบพุ่งเข้ามาใช้ไหล่กระแทกแขนฉันทันทีที่รามเดินพ้นระยะไป “กูว่าแล้ว! เซนส์กูไม่เคยพลาด!”
“อะไรของมึงอีกเพลง”
“พี่รามคุยกับมึงเยอะขึ้นจริง ๆ นะขวัญ ปกติคนอย่างเขาไม่ทักใครก่อนพร่ำเพรื่อแบบนี้หรอก”
“สองประโยคเนี่ยนะมึงเรียกว่าเยอะ?” ฉันขมวดคิ้วถาม
“สำหรับคนอย่างพี่ราม แค่นี้ก็นับว่าโควตาการพูดทั้งวันจะหมดแล้ว!” เพลงจีบปากจีบคอพูด
ฉันขี้เกียจจะเถียงกับความมโนของเพื่อนรัก เลยปล่อยให้นางเพ้อต่อไปเงียบ ๆ ส่วนตัวฉันเองก็ได้แต่สงบใจและมองดูความวุ่นวายรอบตัวแทน
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าโมงเย็น แสงอาทิตย์เริ่มทอดเงายาวและอากาศในสนามเริ่มเย็นตัวลงทีละนิด แต่คนใน Paddock กลับไม่ได้ลดความวุ่นวายลงเลย ตรงกันข้าม พวกเขากลับดูเร่งรีบและจริงจังกว่าเดิม ราวกับว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะเริ่มตั้งเค้าขึ้นในไม่ช้า รถแข่งคันอื่น ๆ เริ่มทยอยเข้ามาจอดเพิ่มในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ข้ามไปมา เสียงวิทยุสื่อสารดังแทรกสลับกับเสียงอุ่นเครื่องยนต์เป็นระยะจนฟังไม่ได้ศัพท์
จอมขวัญเดินกลับมาหาพวกเราอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ที่ดูเป็นเอกลักษณ์ “คืนนี้อยู่ต่อไหมพวกเรา”
เจตเงยหน้าจากกล้องถ่ายรูปทันที “มีอะไรพิเศษเหรอพี่จอม”
“มี Night Session น่ะสิ บรรยากาศโคตรได้” จอมขวัญตอบ
เพลงทำตาโตด้วยความตื่นเต้น “แข่งจริงเหรอพี่!”
“ซ้อมกลางคืนน่ะ แต่รถลงเยอะเกือบเท่าวันแข่งจริงเลยนะ ใครอยากเห็นของดีต้องอยู่ดู” จอมขวัญโฆษณาชวนเชื่อ
ฉันขมวดคิ้วด้วยความลังเล “จะดึกไหมคะ”
“ถ้าทนไม่ไหวจะกลับก่อนก็ได้นะ ไม่มีใครบังคับ” พี่รามพูดขึ้นโดยที่สายตายังไม่ยอมละไปจากหน้าจอ Data ที่วินทร์กำลังเปิดให้ดูน้ำเสียงเรียบเฉียบที่ดูเหมือนจะดักคอฉันไว้ ทำให้ฉันต้องเม้มปากแน่นทันที ความรู้สึกเหมือนเขาอ่านใจฉันออกว่ากำลังลังเลทำให้ฉันนึกอยากจะเอาชนะขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“อยู่สิ! มาถึงนี่แล้วจะรีบกลับทำไมล่ะขวัญ” เพลงรีบตอบแทนฉันทันควันตามคาด
ฉันได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างจำยอม สุดท้ายพวกเราก็อยู่ต่อจนกระทั่งฟ้าด้านบนเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
สนามแข่งในยามค่ำคืนมีเสน่ห์ที่ต่างจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง ไฟสปอร์ตไลต์ขนาดใหญ่ถูกเปิดขึ้นจนแทร็กปูนสีเทาสะท้อนแสงวาววับ เสียงรถแต่ละคันที่แผดคำรามยิ่งดังก้องกังวานและทรงพลังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของความมืดรอบสนาม บรรยากาศมันทั้งน่าตื่นเต้น ลึกลับ และแฝงไปด้วยความกดดันในเวลาเดียวกัน
เพลงนั่งประจำที่ถ่ายคลิปวิดีโออย่างไม่รู้จักเหนื่อย ส่วนเจตกับคอปเตอร์ขยับเข้าไปยืนดูทีมช่างเปลี่ยนยางอย่างใกล้ชิดเพื่อเก็บความรู้ เหลือเพียงฉันที่ยืนอยู่ข้าง Garage เพียงลำพังท่ามกลางแสงไฟสลัว
จนกระทั่งเสียงหนึ่งเรียกชื่อฉันขึ้นมา “น้องขวัญใช่ไหมคะ”
ฉันหันไปตามเสียงเรียกนั้นทันที และพบกับผู้หญิงผมยาวสลวยในชุดเสื้อครอปทีม Motorsport สีขาวแดงดูโฉบเฉี่ยวที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา และฉันจำใบหน้าสวยคมนั้นได้ทันควัน
แพร ผู้หญิงที่เคยสารภาพรักกับรามกลางผับวันนั้น
หัวใจฉันกระตุกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที ความรู้สึกประหม่าเข้าจู่โจมโดยไร้สาเหตุ แพรส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่สื่อไปไม่ถึงดวงตา และฉันรู้สึกได้ทันทีว่าเธอไม่ได้มาด้วยท่าทีที่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก
“จำพี่ได้ไหม” เธอถาม
“ค่ะ…” ฉันตอบรับสั้น ๆ
“มาดูแข่งเหรอคะ” เธอถามต่อพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
“มากับเพื่อนค่ะ”
แพรพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะปรายตามองเข้าไปใน Garage ที่ตอนนี้พี่รามกำลังยืนคุยเคร่งเครียดอยู่กับวินทร์ “พี่ไม่คิดเลยนะว่าเด็กนิเทศจะเข้ากับโลกที่วุ่นวายและสกปรกไปด้วยคราบน้ำมันแบบนี้ได้”
น้ำเสียงของเธอยังคงเรียบนิ่งทว่ามันฟังดูเหมือนการลองเชิงและเหยียดหยามอยู่ในที ฉันเลือกที่จะตอบกลับด้วยประโยคกลาง ๆ “หนูก็แค่มาดูเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้คิดจะเข้ามายุ่งวุ่นวายอะไร”
“งั้นเหรอคะ” แพรยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้รอยยิ้มดูแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง “แต่ช่วงนี้พี่เห็นเราเข้าออก Garage ทีม RED บ่อยเป็นพิเศษเลยนะ”
ฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดจนอยากจะเดินหนีไปจากตรงนั้นเสียให้พ้น ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบ เสียงของขุนทัพก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลังเสียก่อน
“แพร”
หญิงสาวหันไปมองต้นเสียงก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ว่าไงคะพี่ขุน”
“รามเรียกหาน่ะ มีเรื่องจะคุยด้วย” ขุนทัพบอก
แพรชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “โอเคค่ะ เดี๋ยวแพรไป” เธอหันกลับมามองฉันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย “ไว้เจอกันนะจ๊ะน้องขวัญ” พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
ฉันยืนมองแผ่นหลังของเธอที่ค่อย ๆ หายเข้าไปในกลุ่มคน รู้สึกเหมือนถูกแรงกดดันบางอย่างบีบคั้นโดยไม่รู้ตัว
“มันเริ่มแล้วว่ะมึง” เสียงยัยเพลงดังขึ้นข้างหูเหมือนรู้ใจ
“อะไรของมึงอีก”
“สงครามผู้หญิงไงมึง สายตาพี่แพรเมื่อกี้นะ... น่ากลัวชิบหาย เหมือนจะงับหัวมึงให้ได้เลย”
“เพ้อเจ้อหน่าเพลง เขาแค่มาทักเฉย ๆ” ฉันตอบปัดทั้งที่ในใจเองก็สั่นไหว
ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะต่อให้พยายามจะปฏิเสธสิ่งที่เห็นแค่ไหน ฉันก็สัมผัสได้เหมือนกันว่าแพรไม่ชอบหน้าฉัน และเหตุผลของความไม่ชอบนั้น... ก็คงหนีไม่พ้นผู้ชายเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างในนั้น
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้งอย่างกึกก้องขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด รถแข่งหมายเลข 27 ถูกเข็นออกมาหน้า Pit อีกครั้งภายใต้แสงไฟสปอร์ตไลต์ที่สาดส่องลงมา รามกำลังจะลง Night Session รอบสุดท้ายของคืนนี้
คราวนี้จำนวนคนดูที่มาเกาะขอบรั้วสนามเยอะกว่าตอนกลางวันหลายเท่าตัว รถแข่งนับสิบคันเริ่มทยอยลงสู่แทร็กพร้อม ๆ กัน ไฟหน้ารถสาดตัดความมืดเป็นเส้นยาวพุ่งผ่านหน้าเราไปอย่างรวดเร็ว
“คืนนี้มีจับเวลาจริงจังไหมพี่จอม” เจตถามด้วยความตื่นเต้น
“มีสิ พลาดไม่ได้เลยแหละ”
“แล้วใครเร็วที่สุดตอนนี้ครับ”
“ก็รามน่ะสิ” จอมขวัญตอบสั้น ๆ ทว่าแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเพื่อนรัก
เสียงประกาศจากลำโพงสนามดังแจ้งเตือนการเริ่มรอบสุดท้าย ก่อนรถแต่ละคันจะเริ่มทะยานออกตัว
บรื้นนนนน!
เสียงเครื่องยนต์หลายคันดังประสานกันจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน รถของรามพุ่งทะยานออกไปเป็นคันแรก ๆ เขาขับด้วยสไตล์ที่ต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด มันดูนิ่งกว่า แม่นยำกว่า และเฉียบคมในทุกจังหวะการเข้าโค้งราวกับเครื่องจักรที่ถูกโปรแกรมมาอย่างดี
“โคตรโหดเลยว่ะ…” เพลงพึมพำออกมาอย่างลืมตัว
ฉันไม่ได้ตอบคำถามนั้น สายตาของฉันยังคงตรึงอยู่ที่รถสีดำแดงคันนั้นที่พุ่งผ่านโค้งความเร็วสูงตรงหน้าไปอย่างน่าหวาดเสียว
จนกระทั่ง
เอี๊ยดดดดด! โคร้ม!
เสียงยางบดถนนอย่างรุนแรงตามด้วยเสียงกระแทกดังสนั่นลั่นสนาม รถคันหนึ่งเสียหลักตรงโค้งด้านในก่อนจะหมุนคว้างครึ่งรอบอย่างรุนแรงจนฝุ่นและควันตลบอบอวล เสียงคนดูรอบสนามร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ฉันสะดุ้งสุดตัวและหัวใจแทบจะหยุดเต้น รถแข่งหลายคันที่ตามหลังมาต้องหักหลบกันวุ่นวาย รวมถึงรถของรามที่ต้องเบรกกะทันหันจนท้ายรถสะบัดปัดออกด้านข้างไปเล็กน้อยก่อนจะประคองรถไว้ได้
“เชี่ยเอ๊ย…” เจตสบถออกมาเบา ๆ ด้วยความลุ้นระทึก
โชคดีที่ไม่มีการชนซ้ำซ้อนเกิดขึ้น แต่บรรยากาศในสนามเริ่มโกลาหลทันที เจ้าหน้าที่ Marshall วิ่งเข้าไปโบกธงเหลืองเพื่อสั่งให้ทุกคนชะลอความเร็ว ขณะที่รถคันที่เสียหลักยังคงจอดขวางอยู่ข้างแทร็ก
หัวใจฉันเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในตอนที่เห็นว่ารถของรามเฉียดเข้าใกล้จุดเกิดเหตุไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“Night Session หยุดก่อน! ทุกคันกลับเข้าพิท!” เสียงประกาศดังก้องสนาม
รถทุกคันค่อย ๆ ชะลอความเร็วและทยอยกลับเข้า Pit Lane และทันทีที่รถหมายเลข 27 จอดสนิทใน Garage รามก็เปิดประตูและก้าวลงจากรถทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและตึงจัด
เขาดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด แววตาดุดันและบึ้งตึง วินทร์รีบเดินเข้าไปคุยอะไรบางอย่างทันที ขุนทัพตามไปสมทบเพื่อรายงานสถานการณ์ ส่วนทีมช่างรีบเข้าเช็กสภาพช่วงล่างและยางกันวุ่นวาย
ฉันมองภาพความโกลาหลนั้นเงียบ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นความจริงชัดเจนขนาดนี้ ว่าโลกของคนพวกนี้มันอันตรายและบ้าบิ่นเพียงใด มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วหรือชื่อเสียง แต่มันคือการวางเดิมพันด้วยเสี้ยววินาทีระหว่างคำว่า “รอด” กับ “พัง”และคนที่อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงที่พร้อมจะระเบิดออกได้ตลอดเวลานั้น… ก็คือราม
“กลัวแล้วเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างตัวอีกครั้งโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว
ฉันหันไปมองและพบว่ารามเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาถอดหมวกกันน็อกออกแล้ว เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงมีร่องรอยของความตึงเครียด
“นิดหน่อยค่ะ...” ฉันตอบตามความจริง
เขามองทอดสายตาออกไปที่สนามแข่งที่ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบสงบก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ “นี่น่ะ... ยังไม่หนักที่สุดหรอกนะ”
ลมกลางคืนพัดผ่านเราไปเบา ๆ กลิ่นยางไหม้และน้ำมันยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฉันเม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจถามออกไปโดยไม่ทันได้ยั้งคิด
“พี่ไม่กลัวบ้างเหรอคะ”
รามนิ่งไปพักใหญ่เหมือนกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ก่อนจะตอบออกมาโดยที่ดวงตายังคงมองตรงไปข้างหน้า “กลัวสิ...”
ฉันชะงักไปทันที เพราะไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมรับความอ่อนแอออกมาง่าย ๆ แบบนี้
“แต่ถ้ามัวแต่กลัวแล้วหยุดอยู่กับที่ เราก็ไม่มีวันไปถึงเส้นชัยได้หรอก” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและนิ่งสงบจนฉันไม่รู้จะหาคำไหนมาตอบโต้
รามหันมามองหน้าฉันช้า ๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากสนามแข่งจนดูลึกลับและน่าค้นหาเกินกว่าจะอ่านออกในวินาทีเดียว
“ถ้ารู้ตัวว่ากลัวแล้ว”
“ก็อย่าเข้ามาใกล้โลกแบบนี้มากนักเลย ขวัญข้าว”