EP.6 — เกือบมีเรื่อง
คำพูดของรามยังคงตกตะกอนและวนเวียนอยู่ในหัวของฉันตลอดทางกลับจากสนามแข่งในตอนนั้น ประโยคสั้น ๆ ที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลอย่าง “ถ้ารู้ว่ากลัวแล้ว ก็อย่าเข้ามาใกล้โลกแบบนี้มากนัก” ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
ทั้งที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและติดจะเฉยชาเหมือนการบอกเล่าเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้ทำหน้าที่เหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทกความคิดของฉันให้หยุดนิ่งอยู่กับที่มากกว่าที่ควรจะเป็น
รถของคอปเตอร์เคลื่อนตัวออกจากเขตสนามแข่งตอนเข็มนาฬิกาชี้ไปที่เกือบห้าทุ่ม แสงไฟสปอร์ตไลต์ในสนามที่เคยสว่างจ้าค่อย ๆ จางหายไปเหลือเพียงความมืดมิดของถนนชานเมือง เพลงที่ตอนแรกออกอาการตื่นเต้นจนพูดไม่หยุดปากเหมือนคนดีดอะดรีนาลีน
ตอนนี้กลับยอมแพ้ต่อความอ่อนล้าและหลับคอพับคออ่อนอยู่เบาะหลังไปเรียบร้อยแล้ว เจตเองก็นั่งไถโทรศัพท์ดูรูปในสนามเงียบ ๆ ส่วนคอปเตอร์ก็ทำหน้าที่สารถีที่ตั้งใจขับรถฝ่าความมืดโดยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
มีเพียงฉันที่ยังคงนั่งเหม่อมองภาพสะท้อนของไฟสนามแข่งผ่านกระจกหลัง จนกระทั่งมันกลายเป็นจุดแสงเล็ก ๆ และหายลับตาไปในความมืดมิดของราตรี
“มึงโอเคปะขวัญ” เสียงทุ้มของเจตดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบในรถ
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากกระจกหลังมามองเพื่อน “หือ... ทำไมเหรอ”
“ตั้งแต่ออกจากสนามมามึงดูเงียบผิดปกตินะ” เจตตั้งข้อสังเกตพลางมองสบตาฉันผ่านกระจกมองหลัง
“ก็ปกติ... กูแค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“ไม่ปกติหรอก มึงคิ้วขมวดจนจะผูกโบได้อยู่แล้ว”
คอปเตอร์หัวเราะเบา ๆ จากเบาะคนขับก่อนจะเสริมขึ้นมา “ปล่อยมันเถอะเจต สงสัยยัยขวัญยังช็อกกับความเร็วของพี่รามไม่หายหรอก โลกของวิศวะสายโหดมันแรงเกินกว่าเด็กนิเทศจะรับไหวในวันเดียวจริง ๆ นั่นแหละ”
ฉันไม่ได้เอ่ยปากเถียง เพราะลึก ๆ ในใจก็ยอมรับว่าสิ่งที่คอปเตอร์พูดมันมีส่วนถูกเกินครึ่ง ฉันไม่เคยพาตัวเองไปอยู่ใกล้อะไรที่ดูอันตรายและบ้าบิ่นขนาดนี้มาก่อน ทั้งสนามแข่งที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ รถแข่งที่วิ่งด้วยความเร็วสูงจนมองแทบไม่ทัน
ทีมช่างที่ทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง และความกดดันที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกอณูของพิท ทุกอย่างมันดูจริงจังและทรงพลังจนเกินภาพจำเดิม ๆ ที่ฉันเคยคิดว่าพวกทีม RED ENGINEERING เป็นแค่กลุ่มเด็กวิศวะรวย ๆ ที่ชอบแต่งรถโชว์ไปวัน ๆ
โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อราม... ยิ่งฉันเห็นเขาอยู่ในสนามแข่งมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนปริศนาที่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าใจ และโลกของเขาดูเหมือนจะมีกำแพงสูงชันที่กั้นคนนอกอย่างฉันเอาไว้อย่างแน่นหนา
เช้าวันจันทร์ มหาวิทยาลัยกลับเข้าสู่โหมดวุ่นวายตามฉบับวันเริ่มต้นสัปดาห์ เด็กปีหนึ่งเดินถือชีทเรียนหนาเตอะกันให้ว่อน ลานกิจกรรมที่เคยเงียบสงบในวันหยุดกลับเต็มไปด้วยกลุ่มนิสิตที่ออกมาซ้อมกิจกรรมงานเฟรชชี่กันอย่างคึกคัก เสียงประกาศจากลำโพงคณะนิเทศศาสตร์ดังแข่งกับเสียงดนตรีจากชมรมต่าง ๆ จนบรรยากาศดูโกลาหลไปหมด
ขณะที่ฉันกำลังเดินก้มหน้าก้มตาเข้าตึกเรียนพร้อมกับเพลงและเจต เสียงซุบซิบจากกลุ่มผู้หญิงที่ยืนจับกลุ่มอยู่ด้านหน้าตึกคณะก็ลอยมาเข้าหูอย่างเลี่ยงไม่ได้
“พวกมึงเห็นข่าวเมื่อคืนยัง พี่รามทีม RED ได้ Best Lap อีกแล้วนะในสนามซ้อมเมื่อวาน”
“เห็นแล้วจ้า! คลิปตอนแกหักหลบรถที่หมุนขวางแทร็กน่ะ โคตรเท่เลยมึง ใจนิ่งแบบสุด ๆ”
“ตอนนี้ทีม RED ดังระเบิดไปทั่วทวิตเตอร์แล้วนะ ใคร ๆ ก็อยากเข้าหาพี่แกทั้งนั้นแหละ”
เพลงที่เดินอยู่ข้าง ๆ หันขวับมามองหน้าฉันทันทีพร้อมกับรอยยิ้มกริ่มที่ดูมีเลศนัย “อุ๊ยตาย ดังใหญ่แล้วนะมึง คนรู้จักมึงน่ะขวัญ”
“เขาไม่ใช่คนรู้จักกูสักหน่อย” ฉันรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“อ้าว แล้วถ้าไม่ใช่คนรู้จัก จะให้เรียกว่าอะไรคะคุณเพื่อน”
“ก็แค่... รุ่นพี่คณะอื่นที่บังเอิญเจอเฉย ๆ”
เจตที่เดินตามมาหลุดหัวเราะออกมาทันที “โอ้โห ตอบแบบพยายามตัดความสัมพันธ์ได้โล่มากเลยมึง แต่กูว่านะ คนที่สนามเมื่อวานน่าจะคิดไปไกลกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องแล้วว่ะ”
ฉันขี้เกียจจะเถียงต่อเลยตัดสินใจเดินหนีพวกมันเข้าห้องเรียนก่อนจะโดนแซวไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าต่อให้ฉันพยายามจะเมินเฉยต่อเรื่องของทีม RED ENGINEERING แค่ไหน ชื่อของกลุ่มนี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนมาให้ได้ยินอยู่ดี แม้แต่ในห้องเรียนที่ควรจะสงบเงียบ
“ขวัญข้าว” เสียงของอาจารย์ประจำวิชาเรียกชื่อฉันขึ้นมาทำเอาฉันที่กำลังจดโน้ตเพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้ง
“ค่ะอาจารย์ ”
“ช่วยออกมาพรีเซนต์ความคืบหน้างานโปรเจกต์ของกลุ่มเราตรงหน้าห้องหน่อยสิลูก”
“ได้ค่ะ...” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหน้าห้องด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอนจากการปั่นงานดึก ก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดตามสไลด์ที่เตรียมไว้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นปกติจนกระทั่งสายตาของฉันเหลือบออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยบังเอิญ
แล้วฉันก็เห็นเขา ราม
เขากำลังเดินผ่านใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์พร้อมกับสมาชิกกลุ่ม RED แบบครบทีม ขุนทัพกำลังเดินคุยโทรศัพท์เสียงดังลั่นตามสไตล์หนุ่มใจร้อน จอมขวัญกำลังหัวเราะร่าพลางโบกมือทักทายกลุ่มผู้หญิงที่เดินสวนไปมา ส่วนวินทร์ถือโน้ตบุ๊กเดินคุยกับภูผาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
และแน่นอนว่าจุดศูนย์กลางของกลุ่มคือราม เขายังคงเดินนิ่ง ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่ดูเข้าถึงยากเหมือนเดิม แต่ที่มันแปลกและทำให้ฉันแทบจะลืมบทพูดคือจังหวะนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมาพอดี
สายตาของเราสองคนสบกันผ่านกระจกใสของห้องเรียนชั้นสองแบบไม่ทันตั้งตัว ฉันชะงักไปหนึ่งวินาทีเต็ม ๆ เหมือนเวลาหยุดหมุน ก่อนจะรีบดึงสายตากลับมามองที่สไลด์พรีเซนต์ของตัวเองทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จนน่าหงุดหงิดตัวเองที่สุด
“ขวัญข้าว เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงอาจารย์เรียกซ้ำเมื่อเห็นฉันเงียบไปนาน
ฉันสะดุ้งตัวโยน “อ่อ... เปล่าค่ะอาจารย์ ต่อเลยนะคะ คือจุดประสงค์ของงานชิ้นนี้...”
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากเพื่อนในห้องที่เห็นอาการลนลานของฉันทำเอาใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หลังเลิกเรียน เพลงก็ไม่รอช้าที่จะลากฉันลงมาที่หน้าโรงอาหารทันทีด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม
“มึง เมื่อกี้ตอนพรีเซนต์มึงเหม่ออะไรวะขวัญ”
“เปล่า... แค่ลืมบทเฉย ๆ” ฉันพยายามรักษาอาการนิ่ง
“กูเห็นนะมึง มึงมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง แล้วตอนนั้นกลุ่มพี่รามก็เดินผ่านพอดีด้วย บังเอิญไปไหมจ๊ะ?”
“ก็แค่บังเอิญจริง ๆ นั่นแหละ”
“บังเอิญบ่อยเกินไปละมั้งมึง”
เจตที่นั่งดูดน้ำหวานอยู่ข้าง ๆ พลางส่ายหน้าไปมาอย่างนึกขำ “กูว่านะขวัญ อีกไม่นานข่าวลือในมหา’ลัยต้องมาแน่ ๆ ว่ะ”
“ข่าวอะไรของมึงอีกเจต”
“ก็ข่าวที่ว่าพี่ราม นักแข่งสุดขรึมแห่งวิศวะ กำลังแอบสนใจเด็กนิเทศศาสตร์ปีหนึ่งคนนี้น่ะสิ”
ฉันแทบจะสำลักน้ำที่เพิ่งจิบเข้าไป “พูดบ้าอะไรของมึง! เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เอ้า ก็ถ้าไม่สนใจ แล้วพี่แกจะเดินอ้อมมาทางตึกนิเทศทำไมล่ะ ปกติพวกวิศวะเขาไม่เดินผ่านตึกเราหรอกนะถ้าไม่มีธุระจริง ๆ”
“ก็คงมีธุระอะไรสักอย่างนั่นแหละ!”
เพลงหัวเราะลั่นขึ้นมาทันที “เสียงสูงเชียวนะมึง แหม... อาการมันออกชัดขนาดนี้ยังจะปฏิเสธอีก”
ฉันเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมาจริง ๆ กับการจับจ้องของเพื่อนรักทั้งสองคน ช่วงบ่ายวันนั้นพวกเราต้องอยู่ประชุมงานเฟรชชี่ต่อที่ตึกคณะจนฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี กว่าจะสรุปงานเสร็จทุกคนก็แทบจะหมดเรี่ยวแรงกันไปตาม ๆ กัน
“มึง... กูหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วนะ” เพลงบ่นอุบพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะประชุมด้วยสภาพเหมือนใกล้จะสิ้นลม
“สภาพพวกมึงเหมือนซอมบี้ที่ขาดเลือดมาหลายวันเลยว่ะ” คอปเตอร์ที่ยังมีแรงเหลืออยู่บ้างเอ่ยแซว
เจตปิดโน้ตบุ๊กก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ “ไปหาอะไรกินกันเหอะ ก่อนที่ยัยเพลงจะกินโต๊ะคณะเข้าไปจริง ๆ”
“เออ ไปดิ”
พวกเราเก็บข้าวของลงกระเป๋าแล้วเดินออกจากตึกพร้อมกัน บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยตอนเวลาสองทุ่มกว่าเริ่มเงียบเหงาลงถนัดตา มีเพียงแสงไฟจากตึกเรียนบางคณะที่ยังคงเปิดอยู่สำหรับนิสิตที่ทำกิจกรรมดึก ลมกลางคืนที่พัดมาปะทะตัวเย็นกว่าปกติเล็กน้อยจนฉันต้องห่อไหล่
ระหว่างที่พวกเรากำลังเดินผ่านลานจอดรถมืดสลัวหลังตึกนิเทศ เพื่อมุ่งหน้าไปหาของกินหน้ามหาวิทยาลัย เสียงทะเลาะวิวาทดุดันก็ดังแว่วมาจากมุมอับอีกฝั่ง
“มึงมีปัญหาอะไรกับกูหนักหนาวะ!” เสียงตะคอกด้วยความโกรธแค้นดังขึ้น
“ก็กูถามมึงดี ๆ แล้วมึงเสือกไม่ตอบเองนี่หว่า อยากลองดีกับพวกกูใช่ไหม!”
พวกเราทั้งสี่คนหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ ตรงมุมลานจอดรถด้านหลังที่มีไฟกะพริบติด ๆ ดับ ๆ มีกลุ่มผู้ชายประมาณห้าถึงหกคนกำลังยืนประจันหน้าเถียงกันเสียงดังสนั่น กลิ่นเหล้าที่โชยมาตามลมบอกได้ทันทีว่าพวกนั้นน่าจะเพิ่งดื่มกันมาอย่างหนัก
“อย่าเสือกหาเรื่องใส่ตัวเลยมึง เดินอ้อมไปทางอื่นเหอะ” คอปเตอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับดันไหล่พวกเราให้ถอยหลัง
ฉันพยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะสภาพการณ์ดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่เด็กปีหนึ่งอย่างเราควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ก้าวขาหนี เสียงวัตถุแข็งปะทะพื้นก็ดังสนั่นตามมา
เพล้ง!
“เชี่ยแล้ว!” เจตสบถออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ
สถานการณ์เริ่มบานปลายขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ชายร่างโตคนหนึ่งผลักอีกฝ่ายจนเซถอยหลังไปกระแทกกับรถที่จอดอยู่ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเปิดฉากพุ่งเข้าใส่กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย
“รีบไปเหอะขวัญ เพลง ไปเร็ว!” ฉันพูดพร้อมกับดึงแขนเพลงให้รีบเดิน แต่ในจังหวะนั้นเอง...
“เฮ้ย! พวกมึงหลบ!” เสียงตะโกนเตือนดังลั่นขึ้นมาจากความมืด
ผู้ชายคนหนึ่งที่ดูท่าจะเมาจนขาดสติกำลังเหวี่ยงขวดเบียร์ที่แตกเป็นปากฉลามมาทางที่พวกเรายืนอยู่ด้วยความสะเปะสะปะ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนสมองของฉันสั่งการไม่ทัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะเหมือนถูกตรึงไว้กับที่
ก่อนที่ฉันจะถูกขวดใบนั้นทำร้าย แรงมหาศาลจากใครบางคนก็กระชากแขนของฉันอย่างแรงจนแทบกระเด็น
หมับ!
ร่างของฉันถูกฉุดให้ถอยหลังไปอย่างรวดเร็วจนเสียหลัก ลอยไปปะทะเข้ากับแผ่นอกแข็งแกร่งของใครบางคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ขวดเบียร์ใบนั้นพลาดเป้าไปเพียงนิดเดียวและกระแทกเข้ากับพื้นปูนตรงจุดที่ฉันเคยยืนอยู่เมื่อวินาทีก่อน
เพล้งงง!
เสียงกระจกที่แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ดังจนหัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น ลมหายใจสะดุดกึก กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่อ่อน ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของคนที่ประคองฉันไว้ลอยเข้ามาแตะจมูกจนรับรู้ได้ถึงตัวตนของเขาอย่างชัดเจน
ฉันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองช้า ๆ ด้วยความสั่นเทา... แล้วฉันก็เจอกับเขา ราม
เขายืนอยู่ตรงหน้าฉันในระยะที่ใกล้จนเห็นไรเคราจาง ๆ บนใบหน้า สีหน้าของเขาตึงจัดและดูดุดันอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่กลุ่มผู้ชายขี้เมาพวกนั้นด้วยสายตาที่เย็นเฉียบจนน่าขนลุก แขนข้างหนึ่งของเขายังคงโอบดึงฉันไว้ทางด้านหลังแน่นราวกับต้องการจะปกป้องไม่ให้ฉันโดนลูกหลงจากความวุ่นวายนั้นอีก
“เจ็บตรงไหนไหม” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นสั้น ๆ โดยที่สายตายังคงไม่ละไปจากคู่กรณีที่อยู่เบื้องหน้า
ฉันอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบส่ายหัวรัว ๆ “มะ...ไม่ค่ะ ไม่เจ็บ”
เพลงกับเจตรีบวิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด “ขวัญ! มึงโอเคไหมมึง” “เชี่ยเอ๊ย เมื่อกี้มึงเกือบโดนสอยหน้าแล้วนะนั่น!”
หัวใจของฉันยังคงเต้นรัวเหมือนกลองรบไม่ยอมหยุด รามค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากต้นแขนของฉันอย่างช้า ๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหากลุ่มผู้ชายที่กำลังชกต่อยกันอยู่เพียงไม่กี่ก้าว
และเพียงแค่การปรากฏตัวของเขา บรรยากาศโกลาหลทั้งหมดก็ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งลงทันที ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวเหมือนเพิ่งได้สติว่ากำลังมี 'ใคร' ยืนอยู่ตรงนี้
ผู้ชายที่กำลังเงื้อขวดเบียร์เมื่อกี้ชะงักไปทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของรามชัด ๆ ภายใต้แสงไฟสลัว “พะ...พี่ราม...”
รามไม่ได้เอ่ยคำทักทายหรือโต้ตอบอะไร เขามองเศษกระจกที่แตกกระจายบนพื้นนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงเรียบที่ฟังดูอำมหิตกว่าการตะโกนด่า “จะตีกัน... ก็ไปตีที่อื่น”
ไม่มีใครในกลุ่มนั้นกล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดแทรก ทุกคนต่างยืนตัวสั่น
“ถ้ามีใครโดนลูกหลงเพราะพวกมึงอีกแม้แต่คนเดียว” รามเงยหน้าขึ้นสบตาพวกนั้นตรง ๆ “กูไม่ปล่อยพวกมึงไว้แน่”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังกระโชกโฮกฮาก แต่มันกลับมีความกดดันมหาศาลที่ทำให้คนฟังถึงกับหน้าซีดเผือดและเหงื่อตก กลุ่มผู้ชายพวกนั้นรีบพากันถอยกรูทันที บางคนถึงขั้นก้มลงลากเพื่อนที่เมาไม่ได้สติให้ออกจากพื้นที่ตรงนั้นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาด้วยซ้ำ
ไม่ถึงนาที พื้นที่ที่เคยโกลาหลก็กลับมาเงียบสงัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหลือเพียงเศษกระจกแตกบนพื้นปูนกับความรู้สึกใจสั่นรัวของฉันที่ยังคงค้างคาอยู่
รามหันกลับมามองฉันอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาดูอ่อนกำลังลงกว่าตอนที่จัดการพวกนั้นนิดหน่อย “แน่ใจนะว่าไม่เจ็บจริง ๆ”
“ค่ะ... หนูไม่เจ็บ” ฉันตอบเสียงเบาหวิว
เขาก้มลงมองที่ข้อมือของฉันที่เพิ่งถูกเขาคว้าเอาไว้เมื่อครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้อมือแดงหมดแล้ว”
ฉันก้มมองตามและเพิ่งสังเกตเห็นว่าผิวขาว ๆ ตรงข้อมือขึ้นรอยแดงจาง ๆ จากแรงบีบและกระชากอย่างรุนแรงเมื่อครู่ รามนิ่งไปชั่ววินาทีหนึ่งก่อนจะพูดประโยคที่ฉันไม่คาดคิดออกมา “โทษที พี่แรงเยอะไปหน่อย”
ฉันชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำขอโทษนั้น ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้หลุดออกมาจากปากผู้ชายมาดขรึมอย่างเขา โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตฉันเอาไว้ “มะ ไม่เป็นไรค่ะ พี่ช่วยหนูไว้ ขอบคุณนะคะ”
ลมกลางคืนพัดมาอีกระลอกท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมเราสองคน จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวก็ดูแปลกประหลาดขึ้นมาจนฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก เพลงที่ยืนอยู่ด้านหลังมองสลับหน้าฉันกับรามด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ส่วนเจตที่ปกติจะช่างพูดกลับนิ่งเงียบไปอย่างเห็นได้ชัด
รามค่อย ๆ ละสายตาจากข้อมือของฉัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม “กลับหอได้แล้ว ดึกมากแล้ว มหา’ลัยมันไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่พวกเธอคิดหรอก”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นที่ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืดของลานจอดรถ
ฉันยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ ก่อนจะเริ่มรู้สึกตัวช้า ๆ ว่าสัมผัสจากมือแกร่งของเขาที่กุมข้อมือฉันไว้เมื่อครู่ มันยังทิ้งรอยความร้อนจาง ๆ และความรู้สึกวาบหวามประหลาดเอาไว้ไม่ยอมจางไปเสียที