EP:1— เผชิญหน้า
ฉันพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติขณะนั่งมองแก้วน้ำในมือ ความเย็นของน้ำแข็งไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดที่ติดค้างอยู่ในใจจางลงไปได้เลย ภาพแววตาที่ว่างเปล่าของคนชื่อ ราม ที่เพิ่งยืนประจันหน้ากันตรงทางเดินหน้าห้องน้ำยังคงฉายชัดอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา มันไม่ใช่ความกลัวในเชิงชู้สาว แต่มันคือความรู้สึกหวาดหวั่นต่อพฤติกรรมที่ดูไร้หัวใจของเขา คนอะไรจะพูดเรื่องความรู้สึกของคนอื่นได้เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศแบบนั้น
“มึงเป็นอะไรไปขวัญ ทำไมเงียบจัง นึกว่าโดนใครฉุดไปแล้ว” เพลง สะกิดแขนฉันพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชิด
“เปล่า แค่เริ่มมึนหัวน่ะ คนเยอะจัด” ฉันตอบปัดไปเพราะไม่อยากเล่าเรื่องความเย็นชาของผู้ชายคนนั้นให้เพื่อนที่กำลังสนุกอยู่ต้องเสียบรรยากาศ
“แน่ใจนะ? ถ้าไม่ไหวบอกพวกกูได้นะเว้ย เดี๋ยวไปส่งที่หอ” เจต พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง แม้สายตาของมันจะยังคอยมองไปทางกลุ่มผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ อยู่ก็ตาม
“กูโอเค มึงกินไปเถอะ” ฉันยืนยันคำเดิม
แต่จังหวะที่ฉันกำลังจะวางแก้วลง สายตาเจ้ากรรมกลับเหลือบไปเห็นกลุ่มคนเดินออกมาจากทางเดินห้องน้ำ ผู้ชายตัวสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำคนเดิม เดินนำออกมาด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างสูงโปร่งที่เพิ่งไล่ฉันทางอ้อมเมื่อครู่เดินตรงไปที่โซนวีไอพีที่ยกสูงขึ้นจากพื้นปกติ โดยมีกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่ใส่ เสื้อช็อปสีแดงเลือดหมู นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เชี่ย... นั่นมันกลุ่ม RED ENGINEERING นี่หว่า” คอปเตอร์ พึมพำออกมาเสียงเบาแต่กลับชัดเจนท่ามกลางเสียงเบส
“มึงรู้จักด้วยเหรอ?” ฉันถามพลางจ้องมองตามแผ่นหลังของคนคนนั้นไปไม่วางตา ความรู้สึกประหลาดในใจยิ่งทวีคูณเมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร
“ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้วขวัญ นั่นมันตัวตึงวิศวะเครื่องกลเลยนะมึง” คอปเตอร์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คนตรงกลางนั่นชื่อ พี่ราม โหดสัส นิ่งจนคนในมหา’ ลัยลือกันว่าแกไม่มีความรู้สึก ส่วนคนข้าง ๆ นั่นชื่อพี่วินทร์ พี่ขุนทัพ แล้วก็พี่คิน ทุกคนในกลุ่มนั้นขับรถแต่งคันละหลายล้านทั้งนั้น”
ฉันนิ่งฟังสิ่งที่คอปเตอร์เล่าพลางลอบสังเกตคนชื่อรามอีกครั้ง เขานั่งลงบนโซฟาตัวยาวโดยที่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากับเพื่อนอย่างสนุกสนานเหมือนคนอื่น เขาเพียงแค่พิงหลังไปกับเบาะแล้วกวาดสายตาคมกริบมองลงมายังฝูงชนด้านล่างช้า ๆ และในวินาทีที่สายตาของเขาตวัดมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเรา หัวใจฉันกลับกระตุกวูบขึ้นมาอย่างคุมไม่ได้
เขามองมาที่ฉัน เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นก่อนจะเมินสายตาไปทางอื่นราวกับฉันไม่มีตัวตน แต่นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกอย่างบอกไม่ถูก รังสีความกดดันที่เขาแผ่ออกมามันรุนแรงเสียจนนักเที่ยวโต๊ะรอบ ๆ ต่างพากันก้มหน้าเดินเร็ว ๆ เหมือนกลัวจะไปสะดุดตาเขาเข้า
แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะสงบลง
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกละเอียดดังสนั่นข้ามผ่านเสียงดนตรีมาจากทางฝั่งเคาน์เตอร์บาร์ ทุกสายตาในผับหันไปมองจุดเดียวราวกับนัดหมาย เพลงที่กำลังดื่มน้ำถึงกับสำลัก
“เอ้า... เอาแล้วไงมึง”
ที่หน้าบาร์ ผู้ชายสองกลุ่มเริ่มมีการผลักอกและด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามเดินเข้าไปห้ามแต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว แววตาของทั้งสองฝ่ายแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ
“มองหน้าหาเรื่องเหรอวะ!”
“แล้วมึงมีปัญหาไรกับหน้ากูนักหนา!”
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นผลักอีกฝ่ายจนล้มไปกระแทกโต๊ะจนเก้าอี้ล้มระเนระนาด เพลงรีบดึงแขนฉันให้ขยับเข้าหาตัวทันที
“ขวัญถ้ามีเรื่องจริง ๆ วิ่งนะมึง กูกลัวลูกหลง!”
แต่ในจังหวะที่หมัดแรกกำลังจะเหวี่ยงออกไป เสียงรอบร้านกลับเริ่มเงียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงเพลงยังคงดังอยู่ แต่นักเที่ยวโต๊ะรอบ ๆ กลับค่อย ๆ ลดเสียงพูดคุยและถอยร่นออกมาจากพื้นที่ตรงกลาง
ฉันหันไปมองตามสายตาของคนเหล่านั้น... ผู้ชายกลุ่มเดิมที่ฉันเพิ่งมองเดินออกมาจากโซน VIP ร่างสูงใหญ่ห้าคนก้าวเดินออกมาด้วยจังหวะที่มั่นคงและเชื่องช้า เสื้อช็อปสีเลือดหมูที่มีรอยเปื้อนจาง ๆ ของคราบน้ำมันพาดอยู่บนไหล่ พนักงานที่เคยยืนกั้นคนตีกันถึงกับรีบหลบทางให้ทันทีเหมือนเห็นเจ้าถิ่น
เจตกับคอปเตอร์ที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาที่โต๊ะถึงกับลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบ
“มาแล้ว... ตัวจริงมาแล้วมึง” เจตพึมพำพลางจ้องเขม็งไปที่กลุ่มคนมาใหม่
คนเดินนำหน้ากลุ่มคือ ราม ผู้ชายใบหน้าเรียบเฉยคนเดิมที่ฉันเพิ่งเจอหน้าห้องน้ำ เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายคนที่เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องก่อน เขาไม่ได้ทำท่าทางคุกคาม แต่เพียงแค่การยืนอยู่นิ่ง ๆ ของเขากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนชายคนนั้นถึงกับหยุดชะงักและเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว
“จะตีกัน... ก็ออกไปข้างนอก” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของรามเอ่ยขึ้น มันชัดเจนอย่างประหลาดท่ามกลางเสียงดนตรี
“แล้วมึงเป็นใครวะ!” ชายคนนั้นพยายามรวบรวมความกล้าตะคอกกลับ แต่เสียงกลับสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด
รามไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายสายตามองไปที่มือของชายคนนั้นที่ยังกำขวดเหล้าแน่น จังหวะนั้นเอง ขุนทัพ ชายร่างหนาที่เดินตามมาข้างหลังก็ขยับตัวเข้ามาประชิดพลางแสยะยิ้ม “พี่เขาถาม... ไม่ได้ยินเหรอวะ?” ขุนทัพคว้าข้อมือชายคนนั้นไว้แล้วออกแรงบีบจนอีกฝ่ายหน้าเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
รามไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการยืนมองนิ่ง ๆ แต่สายตาของเขาที่มองผ่านกลุ่มคนมีเรื่องไปนั้นมันว่างเปล่าจนน่ากลัว เขาคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดออกจากปากช้า ๆ พลางหันมองไปรอบร้านเหมือนกำลังตรวจสอบความเรียบร้อย
และในวินาทีนั้นเอง... สายตาคมกริบคู่นั้นก็กวาดมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเราอีกครั้ง สบตาฉันผ่านความสลัวเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะเบนสายตากลับไป
“พาพวกมันออกไป” รามสั่งพนักงานสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโซนของตัวเองโดยไม่หันกลับมามองผลลัพธ์อีกเลย
“เชี่ย... พี่รามแม่งโคตรดุ” เจตถอนหายใจยาวพลางทรุดตัวนั่งลง “กูนึกว่าจะได้เห็นมวยคู่เอกซะแล้ว”
ฉันนั่งนิ่ง มองตามแผ่นหลังกว้างในชุดสีดำที่หายลับเข้าไปหลังเชือกกั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันคือจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็ยังไม่กล้าคาดเดา
“กูว่าเรากลับกันเถอะมึง เริ่มดึกแล้วด้วย” ฉันโพล่งขึ้นมากลางปล้อง เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อภายใต้สายตาที่เดาใจยากของเขา
“อ้าว ไรว่ะขวัญ กำลังสนุกเลย” เพลงบ่นอุบ
“กูไม่ค่อยโอเคจริง ๆ ว่ะเพลง ปวดหัวว่ะ” ฉันพยายามทำสีหน้าให้ดูแย่ที่สุด
สุดท้ายเพื่อน ๆ ก็ยอมตามใจ พวกเราเช็คบิลแล้วพากันเดินออกจากร้านทันที ลมเย็นจากภายนอกปะทะหน้าจนฉันรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก่อนที่ฉันจะก้าวขึ้นรถของคอปเตอร์ เสียงเครื่องยนต์ที่แผดคำรามดังสนั่นมาจากทางลานจอดรถก็ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก
รถสปอร์ตคันสีดำขลับที่ดูดุดันขับทะยานผ่านหน้าพวกเราไปอย่างรวดเร็ว กระจกรถที่ติดฟิล์มดำมืดทำให้มองไม่เห็นคนขับ แต่ฉันรู้ดีว่าใครอยู่หลังพวงมาลัยคันนั้น และความทรงจำเกี่ยวกับแววตาคู่นั้น... มันก็ยังติดตาฉันอยู่ไม่หาย