EP: 2 — โลกคนละฝั่ง
หลังคืนที่ผับย่านรังสิตผ่านพ้นไป ชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันก็เหวี่ยงกลับเข้าสู่โหมดเดิมเร็วอย่างน่าประหลาด เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลับใต้ดินวันนั้นเป็นเพียงภาพฟิล์มวูบหนึ่งที่ฉายผ่านตาแล้วจบลงไปพร้อมกับเสียงเพลงเบสหนัก ๆ และแสงไฟนีออนสลัวที่ชวนให้มึนหัวจนแทบประคองสติไม่อยู่
เช้าวันจันทร์ ฉันตื่นแทบไม่ทันเข้าเรียนเหมือนเดิม แสงแดดจัดจ้าที่ลอดผ่านม่านหอพักเข้ามาทำให้รู้ตัวว่าความพ่ายแพ้ต่อความง่วงกำลังคืบคลานเข้ามาทักทาย เสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มคณะในแอปพลิเคชันไลน์ดังรัวไม่หยุดตั้งแต่เจ็ดโมงกว่า
ทั้งข้อความตามงานกลุ่มที่ค้างคามาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ตารางนัดประชุมเชียร์ที่รุ่นพี่นัดกันแบบสายฟ้าแลบจนตั้งตัวไม่ติด แล้วก็ข้อความบ่นชีวิตจากเพลงเพื่อนสนิทตัวดีที่ส่งมาระบายตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
เพลง : กูไม่อยากไปมหาลัยเลยว่ะมึง ใจกูอยู่ที่เตียง
ขวัญข้าว : แต่มึงต้องไป คาบเช้าอาจารย์เช็กชื่อตั้งแต่นาทีแรกนะจ๊ะ
เพลง : กูลาออกตอนนี้ทันไหม หรือกูควรแกล้งตายดี ฮือออ
ฉันหลุดขำออกมาเบา ๆ กับความคร่ำครวญของเพื่อน ก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วฝืนลากสังขารตัวเองไปอาบน้ำ ชีวิตเด็กปีหนึ่งแม่งเหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะจริง ๆ โดยเฉพาะคณะนิเทศศาสตร์ที่ภายนอกใคร ๆ ก็มองว่าเรียนสนุก นั่งเล่น นั่งคุย แต่ความจริงคือตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ฉันแทบไม่มีเวลาอยู่เงียบ ๆ คนเดียวเลยตั้งแต่เปิดเทอมมา ทั้งคาบเรียนเช้าจรดเย็น ประชุมงานกลุ่ม ซ้อมสแตนด์เชียร์ที่กินเวลาไปถึงค่ำคืน ทุกอย่างวนลูปอยู่แบบนั้นจนบางวันฉันยังงงตัวเองเลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน หรือสติหลุดหายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงกันแน่
หน้าคณะนิเทศฯ ตอนเช้ายังวุ่นวายเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เด็กปีหนึ่งเดินถือกาแฟกันแทบทุกคนเหมือนขาดคาเฟอีนแล้วจะใช้ชีวิตต่อไม่ได้ เพลงยืนรอฉันอยู่ใต้ตึกพร้อมสภาพเหมือนคนอดนอนมาสามวัน แว่นกันแดดทรงโตถูกหยิบมาสวมปิดรอยคล้ำใต้ตาที่ดูจะหนักหนาขึ้นทุกวันจนเจ้าตัวเริ่มเครียด
“หน้ามึงเหมือนศพที่เพิ่งขุดขึ้นมาเลยนะเพลง” ฉันทักมันทันทีที่เดินเข้าไปถึง มันดึงแว่นลงให้ดูใต้ตาตัวเองแวบหนึ่งด้วยความอนาถใจ
“กูนอนตีสามขวัญข้าว ตีสาม!”
“ทำไรล่ะ ทำงานเหรอ หรือปั่นพอร์ต”
“เปล่า... ไถ TikTok เพลินไปหน่อย คลิปหมาแมวมันดึงดูดกูเกินไป”
“สมน้ำหน้า” ฉันหัวเราะพลางส่ายหน้าให้กับความไร้สาระของเพื่อนรัก
ไม่นานเจตกับคอปเตอร์ก็เดินตามมาสมทบพร้อมแก้วอเมริกาโน่เย็นคนละแก้ว เจตดูสดใสผิดมนุษย์มนาเหมือนคนนอนครบแปดชั่วโมงเป๊ะ ๆ จนเพลงหันไปมองค้อนใส่เหมือนอยากเอาแก้วกาแฟฟาดหน้ามันให้รู้แล้วรู้รอดที่มาทำตัวเริงร่าขัดกับบรรยากาศความหม่นหมองในตอนเช้า
“พร้อมเรียนยังครับเพื่อน ๆ วันนี้วิชาทฤษฎีนะเว้ย” เจตถามเสียงสดใสเกินเบอร์ เพลงหันมองมันตาขวาง
“มึงยังมีแรงเหลืออีกเหรอเจต กูแค่จะยกมือไหว้พระยังไม่มีแรงเลย”
“กูเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตมหาลัยเว้ยมึง สนุกจะตาย”
“มึงเกิดมาเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้พวกกูมากกว่ามั้ง” คอปเตอร์หลุดขำทันทีที่เห็นเจตโดนเพลงแซะกลับแบบเจ็บ ๆ
พวกเราสี่คนพากันเดินขึ้นตึกเรียน เสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจของนักศึกษาแต่ละคณะดังปนกันทั่วทางเดินจนวุ่นวายเหมือนตลาดสดในยามเช้า และก็เหมือนทุกวัน... ชื่อของ RED ENGINEERING ยังลอยเข้าหูฉันอีกจนได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินผ่านซุ้มม้าหินอ่อนหรือแม้แต่ในลิฟต์
“เมื่อคืนพี่รามอยู่ที่สนามด้วยนะมึง โคตรเดือด”
“กูเห็นคลิปในสตอรี่เพื่อนละ รถคันสีดำนั่นแม่งอย่างกับหลุดมาจากหนังแข่งรถ”
“เออ เด็กวิศวะบอกว่าอาทิตย์หน้ามีแข่งนัดใหญ่ด้วยนะ มึงจะไปดูป่ะ”
ฉันเดินผ่านกลุ่มผู้หญิงปีหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนเกาะกลุ่มเมาท์กันเสียงดังลั่นทางเดิน ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนตัวเอง เจตเองก็ได้ยินเหมือนกัน เพราะมันหันขวับไปมองกลุ่มนั้นทันทีแบบอัตโนมัติเหมือนมีเซนเซอร์ตรวจจับคำว่า 'วิศวะเครื่องกล' อยู่ในตัว
“เห็นป่ะขวัญข้าว คนแม่งพูดถึงกันทั้งมหาลัยเลยนะเว้ย ไม่ใช่แค่พวกกูที่ขี้เผือก” เจตพูดพลางขยับเข้ามาใกล้ ฉันถอนหายใจยาว
“กูเริ่มสงสัยละว่าพวกรุ่นพี่เขาเอาเวลาไหนไปเรียนกันบ้างไหมเนี่ย แข่งรถกันแทบทุกอาทิตย์” เพลงหัวเราะแห้ง ๆ “หรือพี่เขาอาจเรียนเก่งระดับหัวกะทิก็ได้นะมึง ฟีลมันได้ว่ะมึง พี่เขาดูทรงแบบ... อัจฉริยะที่กลางคืนแข่งรถ กลางวันทำแล็บอะไรงี้ไง” “มึงนี่นะ จินตนาการล้ำเลิศเกินไปละ” ฉันส่ายหน้าขำ ๆ ก่อนจะพากันเดินเข้าห้องเรียน
แต่เอาเข้าจริง ฉันก็เริ่มชินกับชื่อ “ราม” แล้วเหมือนกัน เพราะตั้งแต่คืนที่ผับวันนั้น ชื่อนั้นมันก็โผล่มาแทบจะทุกวันในทุกบริบท บางทีก็ในโรงอาหารที่คนนั่งข้าง ๆ คุยกัน บางทีก็ในกลุ่ม Facebook ของมหาวิทยาลัยที่มีคนแอบถ่ายรูปตอน เขาเดินผ่าน หรือแม้แต่โต๊ะข้าง ๆ ตอนนั่งเรียนก็ยังมีคนขุดเรื่องวีรกรรมในสนามแข่งของเขามาเล่าต่อกัน เหมือนเขาเป็นคนดังระดับซุปตาร์ประจำมหาวิทยาลัยที่ทุกคนต้องรู้จัก
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับฉัน รามก็ยังเป็นแค่รุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ไกลจากวงโคจรชีวิตของตัวเองมากอยู่ดี เราอยู่คนละคณะ เรียนคนละตึก สังคมเพื่อนก็คนละแบบ และที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่ได้คิดจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวดองหรือพาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับโลกสีแดงเข้มที่ดูอันตรายและกดดันแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับฉัน รามก็ยังเป็นแค่รุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ไกลจากวงโคจรชีวิตของตัวเองมากอยู่ดี เราอยู่คนละคณะ เรียนคนละตึก สังคมเพื่อนก็คนละแบบ และที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่ได้คิดจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวดองหรือพาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับโลกสีแดงเข้มที่ดูอันตรายและกดดันแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
คาบเช้าผ่านไปแบบง่วงเหงาหาวนอนเหมือนทุกวัน อาจารย์บรรยายเรื่องทฤษฎีการสื่อสารได้ราบเรียบจนเพลงฟุบโต๊ะไปตั้งแต่ยังไม่ถึงชั่วโมงแรก ส่วนคอปเตอร์ก็แอบเล่นเกมใต้โต๊ะแบบไม่คิดจะเนียนเลยซักนิด เจตนั่งหันไปคุยกับโต๊ะหลังจนโดนอาจารย์เรียกชื่อไปหนึ่งรอบให้เสียหน้าเล่น ๆ
“นิสิตเจตคะ ถ้าคุยสนุกขนาดนั้นช่วยลุกขึ้นมาอธิบายเรื่องทฤษฎีเข็มฉีดยาให้เพื่อนฟังหน่อยค่ะ” “ครับอาจารย์... ผมขอโทษครับ” มันตอบเสียงอ่อยจนพวกเราทั้งกลุ่มหลุดขำพรืดกันออกมาแบบเก็บไม่อยู่
พอถึงเวลาพักเที่ยง ทุกคนก็เหมือนได้รับพลังชีวิตคืนมาทันทีด้วยความหิวโหย “กินไรดีวะมึง กูปวดหลังไปหมดแล้วเนี่ย” คอปเตอร์ถามพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ “อะไรก็ได้ที่เร็วที่สุดในโลกนี้ กูหิวจนจะกินสแตนด์เชียร์ได้อยู่แล้ว” เพลงตอบทั้งที่ตายังลืมไม่ขึ้นดีนัก
โรงอาหารกลางคนแน่นเหมือนเดิมเป็นปกติของช่วงเที่ยง เด็กหลายกลุ่มนั่งรวมกันเต็มไปหมด เสียงคุยดังระงมจนแทบฟังเพลงที่ร้านน้ำเปิดไม่รู้เรื่อง ฉันกำลังยืนต่อคิวร้านข้าวแกงเจ้าประจำอยู่ จู่ ๆ เจตที่ยืนข้างหลังก็สะกิดแขนฉันแรง ๆ
“มึง... ขวัญข้าว ดูนั่นดิ” มันพยักหน้าไปทางทางเข้าโรงอาหาร กลุ่มนักศึกษาวิศวะหลายคนเดินเข้ามาพร้อมกัน เสื้อช็อปสีแดงเข้มของพวกเขาเด่นชัดมาแต่ไกลจนไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามาจากคณะไหน รังสีความนิ่งและขรึมแผ่ออกมาจนน่าประหลาด เสียงคุยรอบ ๆ โรงอาหารที่เคยดังกลับเบาลงไปนิดหนึ่งทันที เหมือนทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง
“นั่นทีมREDป่ะวะนั่น ครบกลุ่มเลยนะนั่น” “เออ น่าจะใช่ พี่วินทร์เดินนำมาอย่างหล่อเลยมึง”เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้าง ๆ ดังขึ้น
เพลงรีบชะเง้อมองทันทีที่ได้ยินชื่อคนหล่อ “ไหนมึง ไหน ๆ พี่วินทร์ของกู” ฉันหลุดขำกับสภาพมัน
“มึงนี่เหมือนติ่งดาราที่รอตามกรี๊ดหน้าเวทีเลยนะเพลง”
“เอ้า ก็มนุษย์ป่ะวะมึง หล่อระดับเทพบุตรขนาดนั้นกูจะพลาดได้ไง” คอปเตอร์หัวเราะชอบใจในความชัดเจนและเปิดเผยของเพื่อนสาว
ฉันหันไปมองตามแบบผ่าน ๆ เพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาทเกินไป กลุ่มรุ่นพี่วิศวะเดินไปนั่งโต๊ะยาวด้านในสุดของโรงอาหาร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ประจำของพวกเขาที่ไม่มีใครกล้าไปนั่งทับที่ เสียงเด็กหลายโต๊ะเริ่มกลับมาดังขึ้นอีกครั้งแต่หัวข้อบทสนทนาก็ยังวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนเหล่านั้น แต่ในความวุ่นวายและการกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ฉันกลับไม่เห็นคนที่ชื่อรามอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันแทบไม่สนใจเลยว่าเขาจะปรากฏตัวที่ไหนหรือทำอะไร แต่ตอนนี้ในหัวกลับผุดคำถามขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจว่าเขาหายไปไหน เพลงนั่งลงตรงข้ามฉันพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากที่ได้อาหารมาวางตรงหน้า
“กูว่าโลกมหาลัยนี่มันมีชนชั้นที่มองไม่เห็นจริง ๆ ว่ะขวัญข้าว”
“ยังไงของมึง เพ้อเจ้ออะไรอีก”
“ก็คนพวกนี้ไง ดังเหมือนมีออร่าพุ่งออกมาตลอดเวลา ทั้งที่เขาก็แค่นักศึกษาใส่เสื้อช็อปเหมือนคนอื่น” เจตพยักหน้าเห็นด้วยทันควัน “เออว่ะ มึงเห็นป่ะ เมื่อกี้พี่เขาเดินผ่านโต๊ะพวกปีหนึ่งตรงนั้น พวกนั้นเงียบกริบเลยนะเว้ย กูยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนต้องเกร็งขนาดนั้น”
“เพราะหล่อ รวย และดูมีอิทธิพลมั้งมึง จบข่าว” คอปเตอร์ตอบหน้าตาเฉยขณะตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ “เหตุผลง่ายดี แต่น่าจะเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ะ”
บทสนทนาเรื่อง RED ENGINEERING ถูกกลบไปชั่วคราวตอนที่พี่ปีสองฝ่ายกิจกรรมเดินหน้าตั้งเข้ามาหาพวกเราที่โต๊ะเพื่อตามไปประชุมเฟรชชี่อีกครั้ง เสียงโอดครวญดังขึ้นพร้อมกันทั้งโต๊ะทันทีแบบไม่ต้องนัดหมาย “อีกแล้วเหรอวะพี่... ข้าวเพิ่งเข้าปากไปสามคำเองนะ” เพลงแทบจะฟุบหน้าลงกับจานข้าวด้วยความเพลียปนหงุดหงิด
ชีวิตมหาลัยของฉันในช่วงสัปดาห์นั้นวนลูปอยู่แบบเดิมจริง ๆ ตื่นเช้าไปเรียน กินข้าวเที่ยงแบบรีบ ๆ ตกเย็นต้องไปซ้อมสแตนด์เชียร์ กลับถึงหอพักก็ดึกดื่นค่ำคืน แล้วก็ต้องตื่นมาทำซ้ำอีกวันเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในทุก ๆ วันที่ผ่านไป ชื่อของ “RED ENGINEERING” ก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเหมือนเงาที่สลัดไม่หลุด
เจตเริ่มกลายเป็นแฟนคลับตัวยงที่ตามดูคลิปในสนามแข่งรถบ่อยขึ้นจนแทบไม่ดูอย่างอื่น คอปเตอร์เริ่มรู้จักชื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มวิศวะเครื่องกลพร้อมประวัติการแข่งรถแบบย่อ ๆ ส่วนเพลง... รายนี้อาการหนักสุด เริ่มเพ้อเรื่องพี่รามแบบไม่ปิดบังเพื่อนฝูงอีกต่อไป ทั้งที่ยังไม่เคยได้คุยด้วยซักคำ
“พวกมึงว่าคนนิ่ง ๆ แบบพี่รามเขามีแฟนยังวะ หรือเขาชอบผู้หญิงแนวไหน” เพลงถามขึ้นมากลางปล้องระหว่างที่เรากำลังนั่งปั่นงานกลุ่มอยู่ในห้องสมุดที่เงียบสงัด ฉันเงยหน้าจากกองชีททันทีด้วยความระอา
“มึงถามกูทำไมเพลง? กูดูเหมือนคนที่รู้เรื่องส่วนตัวเขาเหรอ”
“เออดิ มึงดูจะสังเกตพี่เขาอยู่เหมือนกันนะวันก่อนที่ผับน่ะ แววตามึงมันฟ้อง”
“กูแค่สงสัยเฉย ๆ ว่าทำไมคนถึงกลัวเขากันทั้งร้าน ไม่ได้พิศวาสอะไรซักหน่อย” เจตหัวเราะลั่นจนบรรณารักษ์หันมามองค้อนแบบคาดโทษ
“อีเพลงแม่งอาการหนักละ เริ่มลามไปเรื่องรสนิยมผู้หญิงของเขาละ”
“ก็กูอยากรู้นี่หว่า พี่เขาดูเข้าถึงยากชิบหาย เหมือนมีกำแพงน้ำแข็งล้อมรอบตัวตลอดเวลา”
“มึงเห็นหน้าเขาชัด ๆ หรือยังล่ะถึงไปเพ้อขนาดนั้น” ฉันถามลองเชิง เพลงนิ่งไปสองวิ ก่อนจะตอบเสียงอ่อยออกมาอย่างขัดใจ “...ยังว่ะ เห็นแต่ข้างหลังกับมุมข้างไกล ๆ ตอนที่เขาเดินเข้าโซนวีไอพี” คอปเตอร์ถึงกับก้มหน้าขำตัวสั่น “โอ๊ยยย เพื่อนกู รักข้างเดียวกับเงาแผ่นหลังพี่วิศวะผู้ลึกลับ”
ฉันเองก็หลุดหัวเราะตามไปด้วยกับความตลกของกลุ่มเพื่อน แต่ถึงจะพูดเล่นกันสนุกปากแบบนั้น ฉันก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความจริงบางอย่าง ว่าคนพวกนั้นไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ จริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องรถแข่งราคาแพงหรือชื่อเสียงด้านความหล่อที่เล่าขานกันปากต่อปาก แต่มันคือบรรยากาศบางอย่างที่หนักอึ้งและอธิบายได้ยาก
เวลาคนในโรงอาหารหรือตามซอกตึกพูดถึงกลุ่ม RED ENGINEERING ทุกคนมักจะลดเสียงลงโดยอัตโนมัติเหมือนกลัวว่าเจ้าตัวจะมาได้ยิน เวลาพวกเขาเดินผ่านฝูงชน คนจะหลบทางให้เองโดยธรรมชาติเหมือนมีแรงผลักดันล่องหน และเวลาชื่อของ “ราม” ถูกยกขึ้นมาพูดในหัวข้อสนทนา มักจะมีความเงียบกริบเกิดขึ้นแวบหนึ่งเสมอ เหมือนทุกคนรู้กันเป็นนัยว่าไม่ควรพูดถึงคนคนนี้ดังเกินไปถ้ายังอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในรั้วมหาวิทยาลัย
จนกระทั่งเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากจบการประชุมเฟรชชี่ที่แสนจะยาวนานและสูบพลังชีวิตไปจนเกือบหมดเกลี้ยง รุ่นพี่ปีสองเดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาพวกเราสี่คนที่กำลังหอบกระเป๋าเตรียมจะแยกย้ายกลับหอพักเพื่อพักผ่อน
“น้อง ๆ ว่างกันไหม ช่วยพี่ขนของหน่อยพอดีรถขนพร็อพมันจอดไกลแล้วพี่คนอื่นติดงานกันหมดเลย” เจตรีบตอบรับก่อนใครเพื่อนตามนิสัยคนใจดีและเกรงใจคนอื่น “ได้ครับพี่ มีอะไรให้ช่วยบอกมาเลยครับ พวกผมว่าง” ฉันแทบอยากเอากระเป๋าฟาดหน้ามันที่ไปตอบรับงานเพิ่มในเวลาห้าโมงเย็นที่ร่างกายต้องการเตียงนอนขนาดนี้
สุดท้ายพวกเราทั้งสี่คนก็โดนลากมาช่วยขนพร็อพงานเฟรชชี่มหาลัยจนได้ ลังอุปกรณ์ไม้และป้ายไวนิลกองพะเนินอยู่หลังตึกนิเทศศาสตร์ ทั้งป้ายผ้าเขียนมือ เหล็กสำหรับทำโครงสแตนด์ ฉากไม้ขนาดใหญ่ และของจิปาถะสารพัดอย่าง เหงื่อซึมตามไรผมขณะที่ต้องเค้นแรงที่เหลือน้อยนิดออกมาช่วยกันยก
สุดท้ายพวกเราทั้งสี่คนก็โดนลากมาช่วยขนพร็อพงานเฟรชชี่มหาลัยจนได้ ลังอุปกรณ์ไม้และป้ายไวนิลกองพะเนินอยู่หลังตึกนิเทศศาสตร์ ทั้งป้ายผ้าเขียนมือ เหล็กสำหรับทำโครงสแตนด์ ฉากไม้ขนาดใหญ่ และของจิปาถะสารพัดอย่าง เหงื่อซึมตามไรผมขณะที่ต้องเค้นแรงที่เหลือน้อยนิดออกมาช่วยกันยก
“น้อง ๆ ขนลังพวกนี้ไปเก็บที่โกดังวิศวะนะ พี่ขออนุญาตอาจารย์ทางนู้นไว้แล้ว พื้นที่เขาว่างและปลอดภัยกว่าตึกเรา” รุ่นพี่พูดพลางชี้มือไปทางตึกรูปทรงเหลี่ยมสีเข้มขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก
เพลงหันมามองหน้าฉันทันทีด้วยแววตาแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “มึง... ขวัญข้าว กูว่าเริ่มไม่ดีละ ลางสังหรณ์กูบอกว่าที่ตึกวิศวะมันมีรังสีอำมหิต”
“มึงเว่อร์ไปมั้งเพลง ก็แค่เอาของไปวางไว้ในโกดังเก็บของเฉย ๆ ป่ะวะ ไม่ได้ไปท้าใครต่อยซักหน่อย” ฉันบอกมันไปงั้นแหละ ทั้งที่ในใจก็แอบรู้สึกหวั่น ๆ กับคำว่า 'ตึกวิศวะ' อยู่เหมือนกัน เพราะข่าวลือเรื่องความดุของเจ้าที่คณะนี้มันหนาหูเหลือเกิน
แต่พอเท้าเริ่มก้าวเข้าเขตตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์จริง ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจที่เพลงพยายามจะบอก บรรยากาศมันต่างจากฝั่งคณะนิเทศที่สดใสและมีเสียงเพลงตลอดเวลาอย่างสิ้นเชิง ตึกคอนกรีตสีเทาเข้มที่ดูแข็งกระด้างและเก่าแก่ กลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศผสมกับกลิ่นเหล็กและควันเชื่อม
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังแว่วมาเป็นระยะจนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้น เด็กวิศวะหลายคนใส่เสื้อช็อปสีเลือดหมูเดินสวนกันวุ่นวาย สายตาที่พวกเขามองมาที่เด็กต่างคณะอย่างพวกเราที่แบกลังพร็อพมามันดูนิ่ง ขรึม และกดดันจนเพลงเริ่มเดินเบียดติดแขนฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะสิงร่างกัน
ยิ่งเดินเข้าใกล้โซนโกดังที่อยู่ด้านหลังอาคารลึกสุด เสียงเครื่องมือช่างก็ยิ่งดังถนัดหูชัดเจนขึ้น เสียงเจียรเหล็กกระทบกันจนประกายไฟวูบวาบทำให้เจตดูจะตื่นเต้นเหมือนเด็กที่เพิ่งเคยเห็นของแปลกใหม่ แต่น่าแปลกที่โกดังวิศวะยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแบบนี้กลับดูขรึม ขลัง และลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
พอประตูโกดังขนาดใหญ่ที่เป็นสังกะสีหนาถูกเลื่อนเปิดออก ฉันก็เห็นรถหลายคันจอดอยู่ด้านในทันที ทั้งรถยนต์แต่งซิ่งที่ดูราคาแพงและบิ๊กไบค์รุ่นท็อปที่จอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ บางคันถูกเปิดฝากระโปรงทิ้งไว้ให้เห็นเครื่องยนต์ที่ซับซ้อน บางคันก็เหลือแค่โครงเหล็กเปลือย ๆ ที่มีคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่ท่ามกลางคราบน้ำมันและแสงไฟจากสปอร์ตไลท์
และแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝั่งขวาสุดของโกดังที่มืดสลัวและดูแยกตัวออกมาจากโซนอื่น“เอาแม่แรงตัวใหญ่มาส่งทางนี้หน่อยดิ้ มัวแต่ยืนดูอะไรกันอยู่”
ฉันหันไปมองตามเสียงทุ้มต่ำนั้นโดยไม่รู้ตัว ใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ เหมือนโดนไฟฟ้าช็อตเบา ๆ ผู้ชายหลายคนกำลังยืนล้อมรถยนต์สีดำขลับคันหนึ่งที่ดูดุดันและทรงพลังอยู่ไม่ไกล เสื้อช็อปสีแดงเลือดหมูของพวกเขาทำให้ฉันจำได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดว่านี่คือกลุ่ม RED ENGINEERING ที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกันทั้งมหาลัย แต่สายตาของฉันกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่พวกเขาทั้งกลุ่ม
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างตัวรถเพียงคนเดียว เขาไม่ได้ใส่เสื้อช็อปเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำธรรมดาที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอกจนเห็นเส้นเลือดที่ทอดยาวตามท่อนแขนแข็งแรงและรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่หลังมือ
มือข้างหนึ่งถือประแจเหล็กขนาดใหญ่ไว้แน่น อีกข้างเท้าเอวอย่างใช้ความคิด ใบหน้านิ่งสนิทจนแทบอ่านอารมณ์ไม่ออก แสงไฟสีส้มสลัวในโกดังตกลงกระทบสันจมูกโด่งเป็นสันและกรามคมชัดของเขาจนดูเหมือนภาพวาดที่ดูอันตรายและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
เพลงบีบแขนฉันแน่นจนรู้สึกเจ็บไปหมด “มึง... ขวัญข้าว ดูนั่นดิ... นั่นมัน...” ฉันยังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบคำถามหรือห้ามเพื่อนไม่ให้เสียงดัง เสียงของเจตที่ยืนอยู่ข้างหลังก็กระซิบดังขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจนท่ามกลางเสียงเครื่องมือช่าง
“นั่นพี่รามป่ะวะมึง โหมดนี้น่ากลัวกว่าที่ผับอีกว่ะ”
ในวินาทีนั้นเอง เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง ผู้ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาจากตัวรถช้า ๆ สายตาคมกริบที่ดูนิ่งลึกและว่างเปล่าตวัดมองมาทางกลุ่มเด็กแปลกหน้าที่ยืนถือลังพร็อพค้างอยู่กลางโกดัง ฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกไปชั่วขณะเมื่อต้องสบตาคู่นั้นอีกครั้งในระยะที่ใกล้และชัดเจนกว่าคืนนั้นที่ผับหลายเท่า
เขาวางประแจลงบนโต๊ะเครื่องมือเสียงดัง เคร้ง ก่อนจะขยับตัวเดินตรงมาทางพวกเราด้วยท่าทางที่ดูคุกคามโดยธรรมชาติ เพื่อนในกลุ่มของเขาบางคนหยุดมือจากการทำงานแล้วหันมามองตามรุ่นพี่ด้วยสายตาสงสัย
“คณะนิเทศ?” รามหยุดยืนห่างจากพวกเราเพียงไม่กี่ก้าว น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ราบเรียบ และมีพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้พวกเราทั้งสี่คนต้องยืนตัวแข็งทื่อโดยไม่ต้องสั่ง
“ค...ครับพี่ พวกผมมาส่งของครับ พี่ปีสองนิเทศเขาฝากมาเก็บไว้ที่นี่ บอกว่าขออนุญาตไว้แล้วครับ” เจตเป็นคนรวบรวมความกล้าตอบออกไปก่อนด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น
รามไม่ตอบคำถามนั้น เขาไม่ได้มองเจตด้วยซ้ำ แต่สายตาของเขากลับเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของฉันนิ่ง ๆ แววตาคู่นั้นดูเหมือนจะมีความประหลาดใจวูบหนึ่งที่จำได้ว่าฉันคือใคร แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอื่นนอกจากความเฉยชาที่น่าขนลุก
“วางไว้ตรงมุมนั้น แล้วก็รีบออกไปซะ” เขาพูดสั้น ๆ พลางพยักหน้าไปทางมุมโกดังที่มีลังไม้เก่า ๆ กองพะเนินอยู่ “ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น... คราวหลังอย่าเข้ามาเดินซุ่มซ่ามแบบนี้อีก”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถสีดำคันเดิมทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผลลัพธ์ ทิ้งให้พวกเราสี่คนยืนอึกอักทำอะไรไม่ถูกก่อนจะรีบช่วยกันวางลังของลงตามจุดที่เขาสั่งอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจมาเล่นงานเอา
“มึง... พี่เขาดุจริงอย่างที่ข่าวลือว่าเลยว่ะ หน้าพี่เขาตอนมองมึงนะขวัญข้าว อย่างกับจะกินหัวเข้าไปเลย” เพลงบ่นพึมพำเสียงสั่นตอนที่พวกเรากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากโกดังจนพ้นเขตตึกวิศวะ
ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพื่อนออกไป แต่ในใจกลับยังรู้สึกถึงแรงกดดันจากสายตาคู่นั้นไม่หาย