บทนำ

3125 Words
10 ปีก่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีส้มอ่อนปกคลุมเหนือซอยเล็กๆ ข้างตลาด กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยคลุ้งปะปนกับเสียงจอแจของผู้คนที่ยังคงพลุกพล่านหลังเลิกงาน เด็กชายวัยสิบสองยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กโตกว่าสี่ห้าคน ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ลึกในแววตายังคงฉายความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ ‘เพ่ยเพ่ย’ เด็กชายชั้นป.6 ที่เพิ่งเลิกเรียนพิเศษและกำลังจะเดินกลับบ้าน แต่กลับถูกพวกเด็กอันธพาลประจำซอยมาดักไว้ “ถอยไป! เพ่ยจะกลับบ้าน!” เสียงเล็กที่พยายามข่มความกลัวดังขึ้น แม้จะสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความพยายามจะปกป้องตัวเอง เสียงหัวเราะเยาะดังลั่น เด็กอ้วนรูปร่างใหญ่ที่เป็นหัวโจกก้าวออกมาข้างหน้า มุมปากยกยิ้มกวนประสาท ก่อนจะตะคอกกลับอย่างท้าทาย “ถ้าอยากให้ถอย ก็เอาตังมาสิเว้ย!” เด็กอ้วนยื่นมือมาข้างหน้า ส่วนเด็ก ๆ รอบข้างก็หัวเราะคิกคักเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของเพ่ยเพ่ย เสียงหัวเราะเยาะเย้ยนั่นยิ่งทำให้บรรยากาศกดดันมากขึ้น “เพ่ยไม่ให้! นี่มันเงินของเพ่ยนะ ป๊ากับม๊าให้เพ่ยมา แล้วทำไมเพ่ยต้องให้พวกนายด้วย!” เพ่ยเพ่ยตอบกลับ น้ำเสียงยังคงสั่นไหว ดวงตาเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำตา แต่แขนทั้งสองข้างยังคงกอดกระเป๋านักเรียนไว้แน่นอยู่ “พูดมากน่ารำคาญ เอามานี่!” เด็กอ้วนไม่รอช้า กระโจนเข้ามาแย่งกระเป๋านักเรียนจากอ้อมแขนเล็ก ๆ ของเพ่ยเพ่ย ส่วนคนอื่น ๆ ก็เข้ามาช่วยกันฉุดกระชากด้วย ร่างเล็กพยายามดิ้นรนสุดแรงจนเสียหลักเซไปมา “ไม่! อย่าเอาไปนะ มันของเพ่ย! เพ่ยไม่ให้!” เสียงสั่นเครือร้องดังลั่น แต่แรงที่มีไม่พอจะต้าน เพ่ยเพ่ยถูกผลักกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้น แรงจนข้อศอกถลอก เลือดสีแดงสดซึมออกมาทันที ความแสบแล่นแปล๊บไปทั่วแขน น้ำตาเอ่อท่วมจนหยดลงอาบแก้มขาว เขานั่งมองกระเป๋าของตัวเองถูกแย่งไปอย่างหมดหนทาง เสียงหัวเราะเยาะดังระงม เด็กพวกนั้นกำลังรุมรื้อค้นของในกระเป๋าอย่างสนุกสนาน ไม่สนใจว่าเจ้าของตัวจริงกำลังนั่งร้องไห้ น้ำเสียงและแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสะใจ ทว่าทันใดนั้น เสียงตะโกนดังก้องจากด้านหลังกลับทำให้บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปทันที “เฮ้ย! พวกมึงทำอะไรน้องกูวะ!” เสียงทุ้มแข็งกร้าวนั้นดึงสายตาของทุกคนให้หันขวับไปมอง เด็กหนุ่มวัยสิบหกในชุดนักเรียนมอปลายยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความดุดัน แววตาเย็นเฉียบจนทำให้เด็กพวกนั้นเห็นรู้สึกขนลุก ‘ราเชน’ หรือที่เด็กทุกคนในซอยเรียกกันว่า ‘เฮียเชน’ ลูกชายเจ้าของตลาดที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากยุ่ง แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่อยากมีเรื่องด้วย เพราะถ้ามีเรื่องกับราเชน ก็เท่ากับว่าไม่มีที่ทำมาหากิน “เฮียเชน!” เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายทั้งน้ำตา เสียงเรียกขานเจือความโล่งใจ รอยยิ้มเล็ก ๆ เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าที่น้ำตายังคลออยู่ ราเชนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีมั่นใจ สายตาคมกริบจับจ้องไปที่เด็กอ้วนที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ไม่ไกล “กูถามว่าทำอะไรน้องกู?” เสียงเข้มกดต่ำยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก เด็กทั้งกลุ่มชะงักถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว “เอ่อ… แค่หยอกน้องนิดหน่อยครับเฮีย” เด็กอ้วนพยายามกลืนน้ำลาย เสียงพูดตะกุกตะกัก พลางฝืนยิ้มแห้งๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “หยอกเหรอ?” ราเชนก้าวเข้าประชิดจนอีกฝ่ายสะดุ้งถอยกรูด “หยอกจนน้องกูล้ม เลือดซิบแบบนี้น่ะนะ?” มือใหญ่คว้ากระเป๋านักเรียนของเพ่ยเพ่ยคืนมาอย่างไม่สนใจคำอธิบาย ก่อนจะส่งกลับคืนไปให้เจ้าของ แล้วหันไปพูดกับเด็กพวกนั้นต่อ “พวกมึงไสหัวไป อย่าให้กูเห็นพวกมึงมายุ่งกับน้องกูอีก ไม่งั้นเจอตีนกูแน่!” คำขู่หนักแน่นทำให้พวกเด็กแก๊งอันธพาลหน้าซีดเผือด รีบหันหลังวิ่งหนีไปแบบไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเพ่ยเพ่ยที่นั่งกอดกระเป๋าแน่นอยู่บนพื้น ราเชนหันกลับมามอง เด็กชายตัวเล็กยังสะอื้นเบาๆ น้ำตาก็ยังคลออยู่ เขาจึงคุกเข่าลงข้างๆ ถอนหายใจพลางส่ายหน้าเล็กน้อย “ร้องทำไมเพ่ย? เราไม่ใช่เด็กผู้หญิงซะหน่อย เลิกขี้แงได้แล้ว” น้ำเสียงดุ แต่แววตาที่ทอดมองกลับอ่อนโยนจนไม่น่ากลัว เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้เพ่ยเพ่ย “เช็ดหน้าซะ เดี๋ยวม๊าเพ่ยเห็นเข้าจะหาว่าเฮียแกล้งเพ่ยจนร้องไห้อีก” เพ่ยเพ่ยรับผ้าเช็ดหน้ามาด้วยมือที่ยังสั่นอยู่นิดๆ สายตาคู่เล็กมองราเชนด้วยความชื่นชม ถ้าวันนี้เฮียเชนไม่มาช่วย ป่านนี้เขาคงโดนเด็กพวกนั้นเอาเงินค่าขนมไปแล้วแน่ๆ “ขอบคุณนะเฮีย เฮียเท่จังเลย” เสียงพูดเบา ๆ คล้ายกระซิบ แต่กลับหนักแน่นด้วยความรู้สึกจริงใจ รอยยิ้มอ่อน ๆ เริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตา ราเชนเลิกคิ้ว พลางถอนหายใจเบาๆ “ไม่ต้องมามองแบบนั้นเลย” เขาพูดเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ยื่นมือใหญ่ลงมาตรงหน้าเด็กชาย “ลุกขึ้นมา ไปล้างแผลที่บ้านเฮียก่อน เดี๋ยวเฮียพาไปส่งบ้านทีหลัง” เพ่ยเพ่ยลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะวางมือลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย ความอบอุ่นและมั่นคงที่ส่งผ่านมาทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกแปลกๆ ร่างเล็กถูกดึงขึ้นยืนอย่างง่ายดาย ก่อนจะเดินตามเงาร่างสูงที่ก้าวนำหน้าไปอย่างเงียบๆ เสียงหัวใจของเพ่ยเพ่ยเต้นแรงจนเจ้าตัวแทบได้ยินชัดเจนทุกจังหวะ เขามองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำหน้าไปด้วยสายตาไม่กะพริบ ความรู้สึกบางอย่างเอ่อท่วมขึ้นมาในอก ทั้งความปลอดภัยที่โอบล้อม ความอบอุ่นที่เพิ่งเคยสัมผัส และความเคารพศรัทธาที่ผสมปนจนยากจะแยกแยะ เพ่ยเพ่ยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกไหนมันมีมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ จากวันนี้เป็นต้นไป เฮียเชนไม่ใช่แค่พี่ชายที่เคยเล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว หากแต่ได้กลายเป็นฮีโร่คนแรกของเขา และเป็นคนสำคัญที่เขาจะไม่มีวันเลิกชอบได้แน่นอน ปัจจุบัน กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากร้านใกล้ ๆ ลอยคลุ้งมาถึงลานหน้าตึกคณะในมหาวิทยาลัย เพ่ยเพ่ยวัยยี่สิบสองนั่งเอนพิงเก้าอี้พลาสติกเก่า ๆ มือถือถ้วยก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ที่เพิ่งซื้อมาจากโรงอาหาร สายตาเหม่อมองนักศึกษาที่เดินสวนกันไปมา เสียงพูดคุยคละคลุ้งปะปนกับบรรยากาศยามบ่ายที่ชวนให้เผลอหลุดไปในห้วงความคิด “เพ่ย! เพ่ยเพ่ย!” เสียงแหลมใสที่ดังขึ้นข้างหูทำเอาเพ่ยเพ่ยสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันขวับไปมอง ‘รชา’ หรือที่เขาเรียกติดปากว่า ‘ชา’ เพื่อนสนิทหน้าตาหล่อเหลา แต่ทรงผมที่ชี้โด่ชี้เด่คล้ายเพิ่งกลิ้งลงมาจากเตียง ทำเอากลบความดูดีของอีกฝ่ายจนมิด “อะไรของชา เรียกซะเสียงดังเลย เราเกือบทำตะเกียบหลุดมือแล้วเนี่ย” เพ่ยเพ่ยบ่นเสียงขรึม แต่รอยยิ้มกวน ๆ ที่มุมปากบอกชัดว่าเขาไม่ได้โกรธจริงจัง เขาวางตะเกียบลงบนถ้วย ก่อนจะหันมานั่งเท้าคางจ้องหน้าเพื่อนอย่างเอาเรื่อง “ก็ฉันเรียกแกตั้งหลายรอบแล้วไง! แกนั่งเหม่ออะไรอยู่เนี่ย? ใจหายหรือไงที่เรียนจบแล้ว” “เปล่าซะหน่อย เราแค่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่น่ะ” เพ่ยเพ่ยตอบ ชาทำหน้าย่นพลางมองเบา ก่อนสายตาจะเหลือบไปทางหน้าตึก “เห็นมั้ย ๆ ตรงนั้นมีร้านน้ำใหม่เพิ่งมาเปิด ขายชานมไข่มุกด้วยนะ ไปลองกันมั้ย?” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ขณะที่เพ่ยเพ่ยมองเพื่อนรักด้วยสายตากึ่งขำกึ่งเอือม “อืม เดี๋ยวค่อยไป” เพ่ยเพ่ยตอบแบบขอไปที ก่อนจะเบี่ยงหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน “ว่าแต่ชา ช่วงนี้เฮียเค้าเป็นยังไงบ้าง?” รชาหันขวับ กอดอกทำตาขวางทันที “ไอ้เพ่ย! นี่แกถามถึงพี่ชายฉันอีกแล้วนะ จะให้อัปเดตทุกวันเลยเหรอ” เจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดต่อ “จะเป็นยังไงล่ะ ก็ซึมเป็นส้วมเลยน่ะสิ หลังจากโดนยัยพี่หลินทิ้งเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ก็ทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายอยู่ทุกวันนั่นแหละ” รชาพูดพลางกลอกตาอย่างเอือม ก่อนจะเงยหน้าจ้องเพื่อนรักอย่างจับผิด “ว่าแต่ แกจะถามทำไมในเมื่อแกก็รู้อยู่แล้วว่าเฮียโดนแฟนทิ้ง อย่าบอกนะว่ายังตัดใจจากเฮียไม่ได้อีก” เพ่ยเพ่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นลูบต้นคอแก้เก้อเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิด ใบหน้าที่มักสดใสตอนนี้กลับดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด “ก็… ยัง” เขาตอบเสียงเบา สายตาหลุบต่ำมองถ้วยก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าเหมือนอยากหนีสายตาคาดคั้นของเพื่อนสนิท รชาทำหน้าเหยเก ก่อนจะถอนหายใจยาวอีกครั้ง “โถ่ เพ่ยเพ่ย ตั้งสติหน่อยสิ แกจีบพี่ชายฉันตั้งแต่อายุสิบสอง จนตอนนี้ยี่สิบสองแล้ว! สิบปีเต็มเลยนะเพื่อน! เฮียเค้าเคยให้ความหวังแกตรงไหนบ้าง ตัดใจเถอะ” รชาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความห่วงใย มือเขย่าแขนเพ่ยเพ่ยเบา ๆ ราวกับกำลังเรียกสติ “ก็ถ้ามันง่ายขนาดนั้น เราจะปล่อยให้มันนานถึงสิบปีเหรอชา” เพ่ยเพ่ยตอบกลับ พลางถอนหายใจสั้นๆ เขายิ้มแห้ง ๆ แต่สายตายังคงมีความหวังเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ “ก็เฮียเค้าเป็นรักแรกของเรานี่นา อีกอย่างเฮียเค้าก็ดูแลเรามาตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้เฮียก็ยังดูแลอยู่เลย ชาน่ะต้องเข้าใจเราสิ เพราะชาเป็นน้องแท้ ๆ ของเฮีย จะไม่รู้ได้ไงว่าพี่ตัวเองแสนดีแค่ไหน” รชาทำท่าจะอ้วก “อุ๊ยยย ขนลุก! เอาอะไรมาแสนดีล่ะเพ่ยเพ่ย แกนี่มันโลกสวยเกินไปแล้ว” รชาพูดเอือม ๆ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นแววตาใสๆ ของเพื่อน “แต่เอาเถอะ ห้ามก็ไม่ฟังอยู่ดี ไปกินชานมไข่มุกกันดีกว่า เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงเอง เติมน้ำตาลซะหน่อย ชีวิตจะได้หวาน ๆ กับเค้าบ้าง” เพ่ยเพ่ยหัวเราะ รอยยิ้มกลับมาสดใสอีกครั้ง “เลี้ยงจริงเหรอ? ไม่ใช่เลี้ยงแล้วไปเก็บตังที่เฮียนะ ทำแบบนั้นไม่ได้นะชา ฮ่าๆ” “ก็ไหนเพ่ยบอกว่าพี่ชายเราแสนดีไง ถ้าแสนดีอย่างที่เพ่ยบอกจริง แค่น้องขอเงินนิดขอเงินหน่อย เฮียก็ต้องไม่ดุสิ ไปกันเถอะ อยากเติมน้ำตาลแล้ว” รชาลุกขึ้นยืน ดึงแขนเพ่ยเพ่ยให้ลุกตาม ทั้งสองเดินออกจากลานหน้าตึกไปพร้อมเสียงหัวเราะและเสียงแซวกันไปมา อีกด้านหนึ่ง ‘ราเชน’ ในวัยยี่สิบหกปี นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในห้องทำงาน มือกุมแก้วกาแฟที่เย็นชืดไปนานแล้ว สายตาเหม่อมองหน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ ทว่าไม่ได้ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาแทบไม่มีแรงจะทำอะไรเลย งานที่เคยดูแลรับผิดชอบด้วยตัวเองแต่ตอนนี้ต้องปล่อยให้ลูกน้องจัดการแทนทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมันดูไร้ค่าไร้ความหมาย นับตั้งแต่วันที่แฟนสาวที่เขารักทิ้งเขาไป ‘หลิน’ เป็นแฟนคนเดียวที่เขาคบด้วยนานที่สุด เธอคือคนที่เขาตั้งใจว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกันหลังจากที่เรียนจบ แต่พอมาตอนนี้เขายังคงงงไม่หาย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความรักของพวกเขาค่อย ๆ จืดจางไปโดยที่เขาไม่ทันได้สังเกตเลย ความสัมพันธ์ที่เคยหวานชื่น อบอุ่น และมั่นคง กลับกลายเป็นเพียงเศษซากความทรงจำที่บาดลึกทุกครั้งที่หวนนึกถึง เขายังจำบทสนทนาสุดท้ายก่อนแยกทางกันได้ดี ประโยคพวกนั้นมันทิ่มแทงเขาอยู่ตลอด ราวกับเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “หลินไม่ได้อยากเป็นแค่เมียเจ้าของตลาดนะเชน! หลินเคยบอกให้เชนเอาเงินไปลงทุน แต่เชนก็ไม่ยอมฟัง แล้วตลาดบ้า ๆ นี่มันจะสร้างอนาคตให้เราได้จริงเหรอ? เดี๋ยวนี้ใครเขาเดินตลาดกัน เขาไปเดินห้างกันหมดแล้ว ธุรกิจที่บ้านเชนทำมันไม่มีทางไปได้ไกลกว่านี้หรอก หลินไม่อยากเอาอนาคตตัวเองมาเสี่ยงนะเชน!” ถ้อยคำเหล่านั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว น้ำเสียงของหลินเต็มไปด้วยความผิดหวัง ขณะที่แววตาของเธอที่เคยมองเขาด้วยความรักกลับเย็นชาและห่างเหิน เขาในตอนนั้นทำได้เพียงยืนนิ่ง อึ้งงันจนไม่รู้จะโต้แย้งอะไรกลับไป เพราะลึก ๆ เขาเองก็รู้ดีว่าเธอพูดถูก… เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับตลาด ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการค้าขายและผู้คนในชุมชน ไม่ได้ใส่สูทหรูหราหรืออยู่ในสังคมชั้นสูงอย่างที่หลินใฝ่ฝัน และไม่มีทางเติบโตไปได้ไกลกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวของเขาก็มีเงิน และเขาก็มั่นใจด้วยว่ามันมีมากพอที่จะทำให้ชีวิตของหลินสุขสบายไปได้ตลอด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขามีและมอบให้เธอก็คือความรักที่จริงใจ ความรักที่เขาคิดว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคู่ แต่ทำไม… สุดท้ายมันถึงไม่พอ? ราเชนถอนหายใจออกมา มือคลายจากแก้วกาแฟที่เย็นชืด ก่อนจะเอนศีรษะพิงกับพนักเก้าอี้ ในระหว่างที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากกรอบประตู เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ตัวเองเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ “แกจะนั่งซึมอยู่นั่นอีกนานมั้ย? กับอีแค่ผู้หญิงทิ้งเนี่ย จะเป็นจะตายเลยหรือไง!” เสียงของ ‘สุดา’ หรือที่คนในตลาดเรียกว่า ‘เจ๊ดา’ ดังขึ้น เธอมองลูกชายด้วยสีหน้าเอือม ๆ เพราะเป็นเวลาเกือบเดือนกว่าแล้วที่ลูกชายของเธอไม่เอาการเอางาน ทำอะไรก็ผิดพลาดจนเธอต้องสั่งพัก ไม่ให้มาช่วยงานอีก “โถ่ ม๊า ก็ผมรักของผมนี่” ราเชนตอบเสียงอ่อน หันมามองแม่ที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงประตู “แล้วยัยนั่นมันรักแกด้วยมั้ย? คบกับแกมีแต่จะสูบเงิน บุญของฉันแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มันเป็นลูกสะใภ้!” สุดาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของลูกชาย “ม๊าก็พูดเกินไป ผมไม่ได้ให้อะไรหลินเยอะแยะสักหน่อย” ราเชนเถียงกลับทันควัน “ไม่ได้ให้? นี่แกแทบจะซื้อคอนโดให้มันอยู่แล้ว! ไอ้ลูกคนนี้นี่ฉลาดทุกเรื่อง แต่มาเสียเพราะผู้หญิง แกโง่เหมือนใครกันนะ” สุดาส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “ว่าแต่ วันนี้ต้องไปรับน้องตอนเย็นด้วยใช่ไหม? ชวนหนูเพ่ยมากินข้าวที่บ้านเราด้วยสิ” ราเชนถอนหายใจออกมาทันที มองแม่ด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย “ผมรู้นะว่าม๊าคิดอะไร พอเถอะม๊า เลิกจับคู่ผมกับเพ่ยเพ่ยสักที ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าผมไม่ได้ชอบน้องมัน” “ก็ฉันอยากได้เป็นลูกสะใภ้นี่ ดูที่แกเลือกเองแต่ละคนสิ ดี ๆทั้งนั้น” สุดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเรียบตึงทันที “ไม่ต้องพูดมาก บอกให้ชวนน้องมาก็ชวน แล้วไม่ต้องพูดอะไรให้น้องน้อยใจล่ะ ถ้าฉันเห็นน้องหน้าเศร้าอีก ฉันจะตัดเงินเดือนแก!” พูดจบ สุดาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที “เอ้า เดี๋ยวสิม๊า!” ราเชนตะโกนไล่หลัง แต่ประตูก็ปิดลงไปแล้ว เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเซ็งๆ มือลูบหน้าผากอย่างปลงๆ ใบหน้าของเพ่ยเพ่ยผุดขึ้นมาในหัว เด็กชายตัวเล็กที่วิ่งตามเขาเมื่อสิบปีก่อน ถึงตอนนี้จะกลายเป็นหนุ่มแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังเอาแต่ตามตื๊อเขาอยู่ไม่เลิก ราเชนรู้ว่าเพ่ยเพ่ยรู้สึกยังไงกับตัวเอง แต่เขาก็ไม่คิดจะตอบรับความรู้สึกนั้น สำหรับเขาแล้วเพ่ยเพ่ยก็เป็นแค่น้องคนหนึ่งที่ไม่สามารถเลื่อนเป็นอย่างอื่นได้ และที่เขาคอยดูแล คอยเอาใจใส่ ก็เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ อีกทั้งเพ่ยเพ่ยยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายเขา ถ้าเขาไม่ช่วยดูแลก็คงจะแปลก ราเชนส่ายหัวเบาๆ และถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขารู้ว่าแม่ตัวเองเอ็นดูเพ่ยเพ่ยจนถึงขั้นอยากได้เป็นลูกสะใภ้ แต่สำหรับเขามันเป็นไปไม่ได้หรอก “เฮ้อ น่ารำคาญชะมัด” ร่างสูงพึมพำออกมาเบาๆ แต่ในใจลึก ๆ เขาก็ไม่ได้รำคาญอะไรเพ่ยเพ่ยขนาดนั้นหรอก ก็แค่ไม่ชอบเวลาถูกแม่จับคู่ให้เฉย ๆ เพราะเวลาอยู่ต่อหน้ากันมันอึดอัด อีกอย่างเขาก็ไม่ชอบเวลาที่เพ่ยเพ่ยทำหน้าตาใสซื่อใส่ด้วย ไม่ใช่ว่าเด็กนั่นไม่น่ารัก แต่เพราะมันน่ารักนี่แหละ เขาถึงต้องคอยรักษาระยะห่างไว้ ราเชนมองออกไปนอกหน้าต่าง มือกุมหน้าผากอย่างปลง ๆ ต่อให้ไม่อยากชวนเพราะตั้งใจจะหลบหน้า แต่เขาขัดแม่ได้ซะทีไหน สุดท้ายแล้วก็ต้องเจอกันบ่อย ๆ อยู่ดี “เฮ้ออ~”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD