ความโอหังของจูอ้ายเหม่ยหายไปเกินครึ่งเมื่อถูกเอ่ยถึงบิดา ใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างท้าทายไม่เกรงกลัวใคร เริ่มมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ข้านึกออกแล้ว” เฟิงเมี่ยนชี้หน้าอ้ายเหม่ยพร้อมทำตาโต “เจ้าคือลูกสาวคนรองของร้านซาลาเปาสกุลจู” เขาปรบมือรัว ๆ ทำท่าภูมิใจกับความฉลาดของตัวเอง “ในเมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นขอทานแล้ว ข้าไปเล่าให้เขาฟังว่าโดนอะไรบ้าง แล้วขอค่ายาจากเขาสักหน่อยดีกว่า”
จูอ้ายเหม่ยหน้าซีดด้วยความกลัว รู้สึกเหมือนจะเป็นลมเมื่อนึกถึงบิดา.. แม้ท่านจะดูใจดี แต่เมื่อใดที่ท่านโกรธขึ้นมา มารดาก็ยังไม่กล้าต่อกร แล้วนางเป็นแค่ลูกจะรอดได้อย่างไร
“จะไปไหน” เฟิงเมี่ยนสะใจเมื่อเห็นนางสะดุ้งสุดตัว “จะจากไปง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ เจ้ายังไม่ได้ขอโทษพวกเราเลย”
“ทำไมข้าต้องขอโทษ” แม้จะขัดขืนแต่เสียงก็อ่อนลงเกินครึ่ง ความมั่นอกมั่นใจลดเหลือแค่หนึ่งส่วนจากสามส่วน
“เช่นนั้นก็รีบกลับไปเถิด ข้าไปคุยกับเถ้าแก่จู พ่อของเจ้าง่ายกว่า”
“ข้าขอโทษ! ขอโทษ ๆ ๆ ข้าขอโทษ!” ตะคอกใส่หน้าบุรุษทั้งสอง ถลึงตาใส่เฟิงเมี่ยนอย่างอาฆาตแค้น “พอใจหรือยัง”
“ถ้าขอโทษไม่เต็มใจแบบนี้ก็จ่ายเจ็บหน้าข้ามาด้วยก็แล้วกัน”
“ข้าไม่มี”
“ไม่เป็นไร ข้าตามไปเก็บกับพ่อเจ้าเองก็ได้”
ฟึ่บ
เงินหลายอีแปะที่ขอมาจากมารดาถูกปาลงพื้นอย่างไม่พอใจ
“เอาไป!”
เฟิงเมี่ยนยักไหล่อย่างไม่แยแสเงินราว ๆ ยี่สิบอีแปะบนพื้นดิน สำหรับเขามันอาจจะไม่ได้มากมาย แต่สำหรับชาวบ้านหลาย ๆ คนมันมีค่ามากมายนัก เขาจะเอาเงินพวกนี้ไปซื้อแป้งปิ้งแจกขอทานให้หมด
“เชิญเก็บมาให้ข้าดี ๆ ด้วยแม่นาง..หือ!”
อ้ายเหม่ยกระทืบเท้าด้วยความโมโห แต่ก็ยอมเก็บเงินใส่ฝ่ามือเขา.. ละสายตาจากเฟิงเมี่ยนแล้วหันไปมองซินซิน คาดโทษด้วยสายตาก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป
ไป๋ซินซินได้แต่ทอดถอนใจกับนิสัยของอ้ายเหม่ย แล้วหันมามองบุรุษทั้งสอง...รู้สึกคุ้น ๆ กับรูปร่างของหนึ่งในนั้น ไม่ใช่เขาหรอก นางคงคิดไปเอง
“ข้าต้องขอโทษท่านทั้งสองแทนนางด้วย พวกท่านอย่าถือสาหาความนางเลยนะ ให้จบลงแค่ตรงนี้เถิดนะ” พูดจบก็มองตะกร้าซาลาเปาที่ถือไว้ อยากจะแบ่งให้พวกเขาสักคนละสองลูกเพื่อไถ่โทษแทนจูอ้ายเหม่ย แต่ถ้าทำแบบนั้นพี่ว่านก็จะได้ซาลาเปาไม่ครบ เด็ก ๆ ก็จะไม่พอกิน “เชิญพวกท่านไปนั่งรอข้าที่ร้านนั้นก่อนนะ” ชี้ไปที่ร้านบะหมี่รสชาติดีที่พอจะซื้อให้พวกเขากินไหว นับว่ายังโชคดีที่วันนี้บิดาให้เงินมา “เดินไหวหรือไม่”
“อือ พอไหว” ดีที่นางเกริ่นขึ้นมา อี้เทียนจึงแสร้งทำเป็นเดินกะเผลกอย่างลำบาก ทั้งที่ความจริงแทบไม่รู้สึก และลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังเสแสร้งแสดงละคร
ตัวละครอย่างเฟิงเมี่ยนรีบเข้าไปช่วยประคองเจ้านายเอาไว้
“เจ้ารีบไปทำธุระของเจ้าเถิด ข้าช่วยเขาเอง”
“ขอบคุณ.. เถ้าแก่ ทำบะหมี่ให้พวกเขาสองชาม ข้าเข้าไปส่งซาลาเปาให้พี่ว่านแล้วจะรีบกลับมาจ่ายเงินให้”
“ได้เลย พวกเจ้าเข้ามานั่งก่อน วันนี้นับว่าพวกเจ้าโชคดีที่สุด ที่ได้มากินบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในเมืองเทียนสิน” เถ้าแก่ร้านบะหมี่คุยโอ้อวยอย่างอารมณ์ดี
เติ้งอี้เทียนและเฟิงเมี่ยนยืนส่งหญิงสาวด้วยสายตา จนเห็นนางหายเข้าไปในสำนักการศึกษาของแม่นางว่าน จึงพากันเดินไปที่ร้านบะหมี่
“เจ้าว่านางเป็นคนเช่นไร” แม้จะรู้ทั้งรู้เพราะเฝ้าติดตามนางมาหลายปีแต่ก็ยังถาม
“บ่าวไม่กล้าวิจารณ์ แต่ต้องดีกว่าน้องสาวของนางแน่นอน หรือนายท่านเห็นต่าง”
คำถามแฝงความนัยของบ่าวคนสนิททำให้เขาถึงกับกำหมัด
“เจ้ายังไม่เคยถูกไม้เท้าฟาดใส่ศีรษะสินะ”
“ท่านอยากกินบะหมี่หรือไม่” เฟิงเมี่ยนเปลี่ยนเรื่องทันที
พวกเขานั่งกินบะหมี่รสชาติสุดแสนจะธรรมดาไปทางแย่ มีดีก็แค่ปริมาณเส้นที่เยอะมากจนทำให้อิ่มท้องได้ทั้งวัน
รอหญิงสาวไม่ถึงครึ่งเค่อนางก็กลับมา
“ขอโทษที่ให้รอนาน ข้าจ่ายค่าบะหมี่แสนอร่อยให้พวกท่านแล้ว กินอิ่มแล้วค่อยไปนะ”
“แล้วเจ้าไม่กินด้วยหรือ” เฟิงเมี่ยนเอ่ยถามตามคำสั่งของเท้าที่สะกิดอยู่ใต้โต๊ะ
“ข้าต้องรีบกลับไปทำงานต่อ ข้าไปก่อนนะพี่ชายทั้งสอง”
“ข้าชื่ออี้เทียน จำชื่อของข้าไว้ให้ขึ้นใจ เพราะเราต้องได้เจอกันอีกแน่” เขาอยากจะถอดหมวกแล้วเงยหน้าสบตากับนางให้ชัด ๆ แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้
หญิงสาวโค้งศีรษะรับคำ “ข้าชื่อซินซิน เจอกันครั้งหน้าก็ทักทายกันได้เลย ข้าไปจริง ๆ แล้วนะ” นางพูดเพราะมั่นใจว่าคงจำพวกเขาไม่ได้แน่ คนหนึ่งใส่หมวกบดบังใบหน้าจนมองแทบไม่เห็น อีกคนก็หน้าดำพอกับถ่าน
อี้เทียนมองหญิงสาวรูปร่างผอมบางที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ สะสมความประทับใจที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนไว้ในหัวใจ
“นางจิตใจดีเหมือนบิดาของนางยิ่งนัก”
“นายท่านพูดอะไร ข้าไม่ได้ยิน”
“ข้าพูดกับตัวเอง” แล้ววางตะเกียบลุกขึ้น “ข้าฝืนกินต่อไม่ไหวแล้ว”
“ข้าก็เหมือนกัน กลับไปต้องให้ห้องครัวทำบะหมี่เนื้อให้กินสักหน่อยแล้ว” แล้วโน้มหน้าไปใกล้พร้อมกับป้องปาก “ไม่อร่อยเอาเสียเลย น้ำซุปอย่างกับน้ำเปล่าใส่แค่เกลือ”
อี้เทียนมองชามบะหมี่ของเฟิงเมี่ยน.. อีกแค่คำเดียวก็จะหมดชามอยู่แล้วยังกล้าพูดออกมา
เขาได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินนำหน้าออกไปจากร้าน