อี้เทียนมองหญิงสาวเล็กน้อย “ข้าต้องกินข้าวตรงเวลาเพราะต้องกินยา กินข้าวด้วยกันนะ”
ซินซินยังไม่ทันตอบอะไร อ้ายเหม่ยก็รีบเดินไปยืนใกล้รถเข็นของเขา
“ให้อ้ายเหม่ยช่วยนะเจ้าคะ”
“ให้เป็นหน้าที่ของบ่าวดีกว่าคุณหนู” ซูฮวาพูดอย่างนอบน้อม แล้วเบียดอีกฝ่ายให้หลุดไปจากตำแหน่งคนเข็นรถ
“เชิญ” เติ้งอี้เทียนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นความไม่พอใจของแม่ลูกกับสาวใช้ แต่แอบสนใจความสงบเสงี่ยมเจียมตัวของหญิงสาวที่ตัวเองหมายตา
ที่โต๊ะอาหาร
จูอ้ายเหม่ยตื่นเต้นกับอาหารหลากชนิดที่วางอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ หลายอย่างล้วนเป็นอาหารที่ไม่เคยกิน ส่วนที่เคยกินก็ดูพิถีพิถันกว่ามาก
“ท่านแม่ โต๊ะนี่หมุนได้ด้วย ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“สำรวมกิริยาหน่อยอ้ายเหม่ย” จูอินรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก แต่ก็ต้องฝืนยิ้มอ่อนหวานมองไปทางเจ้าของคฤหาสน์ “ท่านเติ้งอย่าถือสานางเลยนะ ต้องโทษข้าที่เลี้ยงดูนางอย่างเคร่งครัดเกินไป แทบไม่เคยให้ออกจากบ้านไปไหน พอเจออะไรแปลกตาจึงมักจะตื่นเต้นเกินงาม”
“กินข้าวกันเถิด ถ้าไม่ถูกปากหรืออยากได้อะไรเพิ่มก็บอกได้นะ ข้าจะให้ห้องครัวทำมาให้” พูดเสร็จเขาก็หมุนฐานไม้บนโต๊ะอาหาร “ตรงหน้าเจ้าคือเนื้อตุ๋นลิ้นจี่ ลองตักกินสักคำสิ”
ไป๋ซินซินมองไปที่เขา เห็นเขามองอยู่จึงรู้ว่าคุยกับตน
“เจ้าค่ะ” นางเกือบจะใช้ตะเกียบของตัวเองคีบไปที่อาหาร แต่เห็นตะเกียบอีกคู่วางอยู่ใกล้ ๆ จาน จึงใช้ตะเกียบคู่นั้นคีบแทน
ต้องยกความดีความชอบให้พี่ว่าน ที่อบรมสั่งสอนเรื่องต่าง ๆ ให้นางมากมาย
“ชามนั้นคือหูฉลามตุ๋น กินตอนร้อน ๆ จะอร่อยมาก ลองตักชิมสักถ้วยสิ”
หญิงสาวประหม่ากับความใส่ใจของเขา แต่ก็ยอมทำตามเพราะกลัวจะโดนมารดาทำร้ายอีก
“ตักอีกหน่อยสิ” เห็นนางตักเพียงครึ่งทัพพีก็ให้ตักเพิ่มอีก เขาอยากให้นางกินเยอะ ๆ และได้กินอาหารดี ๆ มื้อนี้จึงตั้งใจเลือกอาหารด้วยตัวเอง “พวกเจ้าอยากกินอะไรก็ตามสบายเลยนะ”
“เจ้าค่ะ” จูอินฝืนยิ้มรับ แม้จะขัดใจที่เห็นเขาใส่ใจไป๋ซินซินเพียงคนเดียว
“อ้ายเหม่ย ลองชิมหลัวฮั่นไจจานนั้นดูสิ น่าจะถูกปากเจ้า”
หญิงสาวที่กำลังจะคีบเนื้อกุ้งชิ้นโตรีบเบี่ยงตะเกียบไปยังจานอาหารที่เขาแนะนำ นางไม่ชอบกินผักทุกชนิด หลัวฮั่นไจจานนี้จึงเป็นอาหารที่นางไม่ชอบมากที่สุดบนโต๊ะนี้ แต่ก็ฝืนคีบวุ้นเส้นขึ้นมาใส่ปาก
“เป็นอย่างไร ถูกปากหรือไม่”
“อ้ายเหม่ยชอบมากเจ้าค่ะ”
ดูก็รู้ว่านางฝืนใจ แต่ก็อยากรู้ว่าจะฝืนได้แค่ไหน “เช่นนั้นก็กินเยอะ ๆ”
“เจ้าค่ะ” อ้ายเหม่ยรีบส่งสายตาอ้อนวอนไปทางมารดาเมื่อสบโอกาส นางเกลียดผักเข้าสายเลือด จะให้กินเข้าไปอีกคงได้อาเจียนออกมาแน่
จูอินเองก็แทบไม่กินผัก เมื่อสบโอกาสจึงส่งสายตาไปให้ไป๋ซินซินที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ใช้เท้าสะกิดแรงเพราะไม่สามารถบิดเนื้อข่มขู่ได้อีก
“ไป๋ซินซิน” นางใช้ตะเกียบแตะไปที่ขอบจานหลัวฮั่นไจพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ของโปรดของเจ้า แม่ยกให้”
“เจ้าค่ะ” จำใจคีบอาหารที่ไม่เคยได้ลิ้มรสใส่ในถ้วย ตักใส่ปากไปเพียงคำเดียวก็ถูกอ้ายเหม่ยคีบใส่มาให้อีก
“ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่ชอบ ข้ายอมเสียสละให้”
“อ้ายเหม่ยนางเป็นเด็กดี ทำอะไรก็จะคิดถึงพี่น้องก่อนเสมอ” จูอินอวดลูกสาวคนเล็ก
เติ้งอี้เทียนขัดใจกับการกระทำของสองแม่ลูกจนอยากคว่ำโต๊ะ แต่ก็ต้องควบคุมอารมณ์เอาไว้เพื่อดูมารยาของพวกนางต่อ
รอให้ซินซินมาเป็นคนของเขาก่อนเถิด เขาจะไม่ให้โอกาสพวกนางได้ร่วมโต๊ะด้วยอีกเลย
เคยทำอย่างไรไว้กับนาง เขาจะเอาคืนแทนนางให้หมด
“ถึงจะชอบแต่ก็ควรกินอย่างอื่นบ้าง ยังมีอีกตั้งหลายจานที่ไม่ได้กิน”
“ข้าน้อยชอบกินผัก” ไม่ใช่ว่านางอยากกินผักหรอกนะ นางอยากกินเนื้อมากกว่า อยากกินเนื้อทุกจานที่อยู่บนโต๊ะตัวนี้
สิบแปดปีที่เกิดมา เท่าที่จำความได้ แต่ละมื้อของนางล้วนต้องประทังด้วยน้ำแกงกับเศษผักเป็นหลัก นาน ๆ ก็จะได้เจอเศษเนื้อบ้าง
วันไหนโชคดีหน่อย ก็จะได้กินเนื้อที่จูก่านต้งโยนมาให้เพราะคำว่าไม่ถูกปาก
“ชอบก็กินเยอะ ๆ สิ” อ้ายเหม่ยทำตัวมีน้ำใจ คีบหลัวฮั่นไจใส่ถ้วยข้าวของพี่สาวจนพูน
อี้เทียนหยิบถ้วยข้าวที่เต็มไปด้วยผักมาไว้กับตัว แล้วเปลี่ยนเอาถ้วยข้าวของตัวเองให้นางแทน แล้วคีบเป๋าฮื้อชิ้นโตให้นาง
“อยู่บ้านเจ้าอาจจะชอบกินผัก แต่ตอนนี้เจ้ามาเป็นแขกที่บ้านข้า ต้องกินให้ครบทุกจาน”
“..ขอบคุณท่านเติ้งเจ้าค่ะ” นางประหม่ากับการกระทำของเขา แต่ก็กลัวสายตาของมารดามากกว่า
“อ้ายเหม่ย ฮูหยินจู ลองชิมสิ”
“เจ้าค่ะ” จูอินตอบรับ เห็นสีหน้าของลูกสาวสุดที่รัก ก็อยากบอกให้เขาคีบให้นางบ้าง
จูอ้ายเหม่ยอยากจะกรีดร้องด้วยความริษยา แต่ก็ข่มกลั้นเอาไว้ แล้วยื่นถ้วยข้าวไปทางเติ้งอี้เทียน
“อ้ายเหม่ยก็อยากกินบ้าง ช่วยคีบให้อ้ายเหม่ยสักชิ้น”
อี้เทียนหมุนโต๊ะจนจานเป๋าฮื้อตุ๋นเห็ดหอมไปอยู่ตรงหน้านาง
“เชิญกินตามสบาย ไม่พอจะสั่งแม่ครัวทำให้อีก”
การกระทำของเขาสร้างความไม่พอใจให้จูอิน และสร้างความขัดเคืองใจให้จูอ้ายเหม่ยอย่างมาก
แต่คนที่ถูกเกลียดกลับกลายเป็นไป๋ซินซิน
“ท่านเติ้งรู้จักนายท่านตระกูลเสิ่นหรือไม่” จูอินทนไม่ได้อีกต่อไป นางต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้หน้าให้จูอ้ายเหม่ย
“ก็พอรู้จักอยู่บ้าง พูดถึงเขาทำไมหรือ”
“ท่านคงรู้ว่าฮูหยินใหญ่ของเขาเพิ่งจากไปไม่นาน”
“อือ”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเขากำลังจะแต่งภรรยาใหม่”
“ข้าไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น เพิ่งได้ยินจากฮูหยินจูนี่แหละ”
จูอินหน้าเสียเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกหลอกด่า แต่ก็รีบกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นท่านคงไม่รู้ว่าเขามาทาบทามลูกสาวคนโตของข้าแล้ว”
ไป๋ซินซินตกใจกับข่าวที่เพิ่งได้ยินจนเผลอตัวลุกขึ้นยืน แต่พอเห็นสายตาถมึงทึงของมารดาก็รีบนั่งลง อยากจะร้องไห้แต่ก็ต้องกัดฟันข่มน้ำตาเอาไว้
“พี่ใหญ่กำลังจะออกเรือนแล้วหรือท่านแม่.. พี่ใหญ่ ข้าดีใจด้วยนะ” อ้ายเหม่ยยิ้มร่า ลืมสำรวมอาการ
เติ้งอี้เทียนโกรธจนต้องแอบกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ไม่คิดเลยว่านางจูจะเลวร้ายถึงเพียงนี้
เขามองหญิงสาวที่ก้มหน้าต่ำ เห็นน้ำตาที่หยดลงบนชุดและไหล่ที่สั่นอยู่เงียบ ๆ
ปากที่นางขบเม้มไว้คงแตกจนได้รสเลือดไปแล้ว
“ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็ต้องออกเรือนกันทุกคน หวังว่าการเจรจาจะเป็นไปด้วยดี”
อย่าร้องไห้เลยนะซินเอ๋อร์ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องตกเป็นเมียของเฒ่ามักมากผู้นั้นแน่
เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นของเติ้งอี้เทียนคนนี้คนเดียวเท่านั้น อดทนหน่อยนะ เสียใจให้พอ จากนี้อีกไม่นานข้าจะมอบแต่ความสุขให้เจ้า...