คืนแรกที่ต้องนอนคอนโดเดียวกัน
ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นชั้นสูงอย่างเชื่องช้า
ความเงียบภายในตู้ลิฟต์หนักอึ้งจนวาวารู้สึกอึดอัด หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ ทั้งที่ไม่ได้มีใครพูดอะไรเลย
พาทิศยืนอยู่ข้าง ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือจับโทรศัพท์ สีหน้านิ่งเฉยเหมือนไม่ใส่ใจการที่เธอยืนอยู่ตรงนั้น
แต่ทุกครั้งที่ลิฟต์สะเทือนเล็กน้อย เธอกลับรู้สึกได้ถึงการขยับตัวของเขาใกล้เข้ามาเพียงนิดเดียว
ใกล้เกินไป…
จนกลิ่นน้ำหอมโทนเย็นของเขาลอยเข้ามาแตะจมูก
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออก
พาทิศเป็นฝ่ายเดินออกไปก่อน เขาเปิดประตูคอนโดด้วยคีย์การ์ดอย่างคล่องแคล่ว
ภายในห้องกว้าง โปร่ง หรูหรา ไฟสีวอร์มโทนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นเกินคาด
“ห้องว่างสุดทางซ้าย”
เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ โดยไม่หันมามอง
“เอาของเข้าไปเก็บให้เรียบร้อย”
วาวาพยักหน้า แม้เขาจะไม่เห็น
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะพี่พาทิศ”
เธอลากกระเป๋าเข้าไปในห้องของตัวเอง ปิดประตูลงเบา ๆ
ทันทีที่อยู่ตามลำพัง เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับเพิ่งหนีออกมาจากสัตว์ร้ายอย่างไงอย่างนั้น
"นี่แค่คืนแรกเองนะ…ทำไมมันตึงขนาดนี้ ฟังเพลงดีกว่าจะได้ผ่อนคลาย"
เธอจัดของเล็กน้อย อาบน้ำ เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น เตรียมจะเข้านอน
แต่ยังไม่ทันได้ปิดไฟ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ก๊อก…ก๊อก”
หัวใจวาวากระตุก
“คะ…คะ ใครคะ”
“ผม”
เสียงนั้นสั้น กระชับ
แต่กลับทำให้เธอรู้สึกใจสั่นอย่างประหลาด
วาวาเปิดประตูออกไปเพียงเล็กน้อย
พาทิศยืนอยู่ตรงหน้า เสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงวอร์ม ทำให้ลุคสบาย ๆ ของเขาดูอันตรายกว่าปกติ
สายตาเขาเหลือบลงมาเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะรีบเลื่อนกลับขึ้นไปสบตาเธอ
“ลืมบอก”
เขาพูดเสียงต่ำ
“ผมไม่ชอบเสียงดังตอนดึก ถ้าจะโทรศัพท์หรือเปิดเพลง…ลดเสียงด้วย”
“ค่ะ…ขอโทษนะคะ”
วาวาตอบทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด
พาทิศจ้องเธอเงียบ ๆ
ระยะห่างระหว่างกันใกล้เกินกว่าจะเรียกว่า ‘ปกติ’
ใกล้จนวาวารู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของเขา
ใกล้จนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“…แล้วก็”
เขาพูดต่อ ช้าลง
“อยู่ที่นี่ อย่าคิดว่ามันคือบ้านของเธอ”
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดบาง ๆ
วาวากัดริมฝีปากแน่น
“วาวาไม่เคยคิดแบบนั้นค่ะ”
เธอเงยหน้าสบตาเขา
“หนูแค่อยากเรียนให้จบ แล้วก็ไม่เป็นภาระใคร”
แววตาพาทิศไหววูบไปเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม
“ก็ดี ...แต่ที่จะบอกคือช่วยกันทำความสะอาดเพราะที่นี่ฉันไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวาย”
เขาพูด
“อ่อ...ค่ะ....เข้าใจแล้วค่ะ”
พาทิศหันหลังกลับ
แต่ก่อนจะเดินพ้นประตูห้อง เธอกลับเห็นมือเขากำแน่น
ราวกับกำลังกลั้นอะไรบางอย่างเอาไว้
เมื่อประตูปิดลง
อีกฝั่งหนึ่ง…
พาทิศยืนพิงผนังทางเดิน หัวใจเต้นแรงกว่าที่คิด
“เวรเอ๊ย…
ทำไมต้องเป็นเธอที่ทำให้ใจหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้
พาทิศ..นายหยุดคิดเดี๋ยวนี้ เธอคือคนที่ต้องห้าม อย่าคิดอะไรเกินเลยนะ”
ขณะที่วาวาเองก็นั่งพิงประตูห้อง
มือทาบอก รับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจของตัวเองที่ดังชัดในความเงียบ
“ก๊อก…ก๊อก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้วาวาที่กำลังจัดของชะงัก มือหยุดค้างกลางอากาศ หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“คะ…ค่ะ”
เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อเขา
“พี่พาทิศ”
พาทิศยืนอยู่นอกประตู สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
“พรุ่งนี้มีรับน้องที่คณะ”
เขาพูดสั้น ๆ ตรงประเด็น
“ตื่นเช้าหน่อยแล้วกัน”
วาวาพยักหน้าทั้งที่เขาแทบไม่มอง
“เอ่อ…ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรต่อ
พาทิศก็ตัดบท หันหลังกลับ และปิดประตูลงทันที
ปึง!
เสียงนั้นดังพอจะทำให้วาวานิ่งไปครู่หนึ่ง
เธอยืนมองประตูตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“อะไรของเขากันนะ…”
เธอบ่นกับตัวเองเสียงแผ่ว
“เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เอาใจไม่ถูกเลยจริง ๆ”
วาวาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง มือยกขึ้นกุมขมับ
ความรู้สึกสับสนปนเหนื่อยค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา
“เฮ้อ…”
เธอถอนหายใจยาว
“ถ้าซื้อคอนโดของตัวเองได้ตั้งแต่แรกก็คงจบแล้ว วาวา เอ้ย”
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
ก่อนจะพึมพำกับตัวเองอย่างเหนื่อยล้า
“วาวาเอ๊ย…ทำไมต้องมาทนอยู่ร่วมกับพี่ชายอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้ด้วยก็ไม่รู้”
แต่ลึกลงไปในใจ
เธอกลับไม่กล้ายอมรับว่า
คำว่า ทน
อาจกำลังถูกแทนที่ด้วยคำว่า หวั่นไหว ทีละน้อย
โดยที่เธอเองก็ยังไม่รู้ตัวเองก็เป็นได้
เช้าวันรุ่งขึ้น วาวาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก่อนจะเปิดประตูห้องออกมา
และก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นร่างสูงของพาทิศนั่งพิงโซฟาอยู่ก่อนแล้ว มือหนึ่งถือกุญแจรถ อีกมือเลื่อนโทรศัพท์เหมือนรออยู่มานาน
“พี่พาทิศ…รอนานไหมคะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอช้า ๆ สายตาไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็สักพัก”
แล้วเสริมด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“ก็บอกแล้วไงว่าให้ตื่นแต่เช้า”
วาวาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่นี่มันก็แค่เจ็ดโมงเองนะคะ…ไม่น่าสายสักหน่อย”
พาทิศเอนหลังพิงโซฟา ยกมุมปากขึ้นนิดเดียว รอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้เธออ่านไม่ออก
“ไม่สายหรือ…”
เขาทวนช้า ๆ
“อืม…เดี๋ยวก็รู้ ว่าสายไหม”
วาวาสบตาเขาอย่างไม่เข้าใจ หัวใจเต้นแปลก ๆ กับสายตานั้น
“ก็ไม่สายจริง ๆ นี่นา จะดุทำไมกัน…”
เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง แต่ก็ยังไม่กล้าเถียงดัง ๆ
พาทิศลุกขึ้นยืน คว้ากุญแจรถในมือ
“ไปขึ้นรถได้แล้ว”
น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย
“มาลีลาเป็นแม่แช่มแม่ช้อยเลยนะ”
“อะไรอีกละคะ”
วาวาหยุดเดิน หันมามองเขาตาโต
“แม่แช่มแม่ช้อยคือใคร…ฉันไม่รู้จักนะ”
เธอขมวดคิ้วอย่างงุนงงจริงจัง
พาทิศหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันรู้ตัว
ก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง กลับมาเป็นสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
“ขึ้นรถเถอะ ซื่อบื้อจริง ๆ”
แต่ในใจเขากลับคิดว่า
แค่เห็นเธอยืนงง ๆ อยู่ตรงนี้ ก็ทำให้เช้านี้ดูมีชีวิตชีวาเลยทีเดียว
ภายในรถเงียบกว่าที่วาวาคิด
มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เบา ๆ กับเสียงแอร์ที่พัดผ่านเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
วาวานั่งตัวตรง มือวางบนตักอย่างเรียบร้อย สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามไม่คิดอะไร แต่หัวใจกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น
“ปกติทานข้าวเช้าไหม”
เสียงเขาดังขึ้น ทำลายความเงียบอย่างกะทันหัน
“เอ่อ…ค่ะ” เธอตอบตามตรง
พาทิศเหลือบตามองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเข้มกว่าเดิม
“แล้ววันนี้ไม่ได้ทาน จะไหวไหม”
“ไหวค่ะ”
“ก็ดี…” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง
“…เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน”
วาวาหันไปสบตาเขาอย่างอดไม่ได้
คนอะไร…ถามเหมือนเป็นห่วง แต่ลงท้ายด้วยคำพูดเหมือนต่อว่า เธอเริ่มอ่านอารมณ์เขาไม่ออกจริง ๆ
ไม่นานนัก รถก็แล่นเข้าใกล้รั้วมหาวิทยาลัย
แต่แทนที่จะเลี้ยวเข้าไปด้านใน รถกลับชะลอแล้วจอดเทียบข้างทาง
“จอดทำไมคะ?”
วาวาถามด้วยความสงสัย
“ลงตรงนี้ก่อน ผมต้องไปรับเพื่อน”
เขาตอบสั้น ๆ
วาวาขมวดคิ้วทันที
“แต่นี่ใกล้จะสายแล้วนะคะ พี่ไม่บอกก่อน วาวาจะได้ไปเองตั้งแต่แรก”
พาทิศถอนหายใจเบา ๆ อย่างหมดความอดทน
“จะพูดอีกนานไหม ไม่งั้นจะสายจริง ๆ แล้วนะ”
“แต่นี่มันไกลจากคณะตั้งเกือบสองกิโลนะคะ แล้วรถก็แทบไม่ผ่านคณะวิศวะด้วย วาวาจะไปยังไง”
น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย ทั้งกังวลทั้งน้อยใจ
“ลงไป ผมรีบ ขาก็มีก็เดินไป หรือจะวิ่งก็ไม่มีใครว่า”
เขาตัดบททันที
วาวานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ค่ะ…”
เธอเปิดประตูรถ ก้าวลงมายืนข้างทางอย่างช่วยไม่ได้
รถคันหรูเคลื่อนตัวออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมา
พาทิศเหลือบมองกระจกหลัง เห็นร่างเล็ก ๆ ของวาวาที่เริ่มก้าวเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปทางคณะวิศวะ
ภาพนั้นทำให้หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่ง…
แต่เขาก็เลือกจะเหยียบคันเร่งต่อไป