คณะวิศวะกรรมศาสตร์
ลานกิจกรรมหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงจอแจของนักศึกษาปีหนึ่ง
แดดเช้าส่องแรงจนพื้นปูนสะท้อนความร้อนขึ้นมาเป็นระลอก
วาวารีบก้าวเข้ามาในกลุ่ม หายใจยังไม่ทันสม่ำเสมอ เสื้อชื้นเหงื่อเล็กน้อยจากการเดินกึ่งวิ่งมาไกล
เธอเพิ่งมาถึง…สายไปไม่กี่นาที แต่สำหรับกิจกรรมรับน้อง
แค่นาทีเดียวก็ถือว่า “ผิด”
“น้องปีหนึ่งแถวนั้น!”
เสียงเข้มดังขึ้นกลางลาน ราวกับฟ้าผ่า
วาวาสะดุ้ง หันไปตามเสียงนั้น
หัวใจหล่นวูบ…เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าแถว
"พี่พาทิศ"
เขาสวมเสื้อช็อปวิศวะ สีเข้ม ปักชื่อชัดเจน
ท่าทางนิ่ง ดวงตาคมกริบ ไม่เหลือเค้าของพี่ชายที่นั่งเงียบ ๆ บนโซฟาเมื่อเช้าแม้แต่น้อย
“น้องปีหนึ่ง ...เธอใครอนุญาตให้มาสาย”
น้ำเสียงเขาเย็นเฉียบ
วาวากำสายกระเป๋าแน่น
“ขอโทษค่ะ…หนู...”
“ผมถามว่า ใครอนุญาต”
เขาขัดขึ้นทันที
บรรยากาศรอบข้างเงียบลงในพริบตา
สายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่เธอ
“…ไม่มีค่ะ”
วาวาตอบเสียงเบา
พาทิศจ้องหน้าเธออยู่นาน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“งั้นยืนหน้าแถว”
วาวาเม้มปาก ก่อนจะก้าวออกมายืนตามคำสั่ง
แดดร้อนจัดจนแสบผิว แต่สิ่งที่ร้อนยิ่งกว่า…คือสายตาของเขา
“จำไว้นะ”
พาทิศพูดเสียงดังชัด
“ที่นี่ไม่ใช่บ้าน ไม่มีใครรอใคร ไม่มีข้อยกเว้น กฎคือกฎ ใครทำไม่ได้ไม่ต้องมาเรียน ออกจากที่นี่ไป”
คำพูดนั้นเหมือนตั้งใจแทงตรงกลางอกเธอ
วาวาก้มหน้าลง พยายามกลั้นความรู้สึก
เพื่อน ๆ เริ่มกระซิบกันเบา ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้า…คือคนที่นั่งรถมาด้วยกันเมื่อเช้า และเธอสายเพราะเขาทิ้งเธอไว้ข้างทาง
พาทิศกำมือแน่นข้างลำตัว
เขาเห็นไหล่เล็ก ๆ ที่สั่นน้อย ๆ เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่นราวกับกำลังอดทน
ใจเขากระตุกวูบ แต่ใบหน้ายังคงเย็นชา
“ใครที่มาสายให้ไปวิ่งรอบสนาม10 รอบ แล้วมายืนแถวหน้ากระดาน ตรงนี้จนกว่าจะจบกิจกรรมช่วงแรก....ไป!”
เขาสั่งเสียงเรียบ
แล้วหันหลังกลับไปทำหน้าที่พี่ว้ากต่อ
โดยไม่หันกลับมามองเธออีก
แต่ไม่มีใครรู้ว่า…
ทุกครั้งที่เสียงเขาดังขึ้น
หัวใจของเขากลับว้าวุ่นยิ่งกว่าใครทั้งหมด
น้ำตาของวาวาเอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอพยายามกลืนมันลงคอไม่ให้ไหลออกมา
แม้สิ่งที่เขาทำกับเธอ…มันเจ็บกว่าที่คิด
ถ้าเขาไม่ชอบเธอ
ถ้าไม่อยากเห็นหน้าเธอ ไม่อยากให้เธออยู่คอนโดด้วย
เขาน่าจะพูดออกมาตรง ๆ
ไม่ใช่มากลั่นแกล้งกันในที่สาธารณะแบบนี้
คำสั่งจากปากเขายังก้องอยู่ในหัว
และไม่กี่วินาทีต่อมา วาวากับเพื่อนปีหนึ่งอีกเจ็ดคนก็ต้องออกวิ่งรอบสนามตามที่เขาสั่ง
ลมหายใจเริ่มติดขัดตั้งแต่รอบแรก
แดดเช้าส่องลงมาตรงศีรษะราวกับไม่ปรานีใคร
“เธอ ๆ เราชื่อดรีมนะ อุตสาหการ”
เสียงผู้หญิงข้าง ๆ เอ่ยขึ้นระหว่างวิ่ง
“เราวาวา…เอกเดียวกับเธอเลย”
เธอตอบทั้งที่หอบจนแทบพูดไม่เป็นประโยค
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ เรายังไม่มีเพื่อนเลย มาเป็นเพื่อนกันไหม”
“ยินดีจ้ะ ดรีม”
วาวายิ้มบาง ๆ ให้ แม้ในอกจะหนักอึ้ง
สายตาของเธอเผลอเหลือบไปมองคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามสนาม
พาทิศยืนกอดอก สีหน้าเรียบเฉย ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องปกติ
‘หึ…ที่แท้พี่ก็ไม่ได้ชอบฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การกระทำต่อหน้าพ่อแม่ก็แค่เสแสร้งเท่านั้น’
วาวาคิดในใจ
‘คอยดูนะ ฉันจะบอกคุณลุงให้หมด กับสิ่งที่พี่ทำ’
“วิ่งให้เร็วกว่านี้!”
เสียงตะโกนเข้มดังขึ้นมาจากอีกฝั่งสนาม
“เรียนวิศวะ อย่ามาทำตัวอ่อนแอ เร็ว!”
เสียงนั้นเหมือนแส้ที่ฟาดลงกลางหลัง
เพื่อน ๆ ปีหนึ่งเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ แต่ไม่มีใครกล้าหยุด
“เร็ว ๆ เข้าสิ พี่ว้ากเริ่มด่าแล้ว”
เสียงใครบางคนกระซิบด้วยความตื่นกลัว
พวกเธอวิ่งต่อ
รอบแล้วรอบเล่า
สิบรอบสนาม…ระยะทางเกินห้ากิโลเมตร
ขาของวาวาเริ่มไร้เรี่ยวแรง หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
“ไหวไหมวาวา”
ดรีมหันมาถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นใบหน้าของเธอซีดเผือด
“ไหว ๆ ไม่เป็นไร”
วาวาฝืนตอบ
“วิ่งครบแล้วไปยืนต่อเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาจะมาต่อว่าพวกเราอีก”
ทั้งกลุ่มพากันไปยืนเรียงหน้ากระดานหน้าคณะ
แดดแรงจนแสบผิว
เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมาน
ยี่สิบนาทีผ่านไป…
“พี่คะ! เพื่อนจะเป็นลมค่ะ!”
เสียงนักศึกษาหญิงร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก
ร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งทรุดนั่งลงกับพื้น
เหล่าสตาฟรีบกรูเข้ามา พาเธอไปยังห้องพยาบาล
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น
สายตาคมคู่หนึ่งยังคงจับจ้องอยู่ที่วาวา
พาทิศยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
แววตาเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“อึดดีนี่…วาวา”
เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“จะดูสิ…จะทนได้อีกสักเท่าไหร่”
แต่ลึกลงไปในอก รู้สึกเจ็บแปลบที่เห็นเธอโดนลงโทษแบบนี้
ทันใดนั้น ภูผาก็เดินตรงเข้ามาหาพาทิศ สีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก
สายตาเขาเหลือบมองไปยังกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งที่ยืนตากแดดอยู่ ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเพื่อนสนิท
“พาทิศ แค่มาสาย มึงให้วิ่งก็พอแล้วมั้ง”
ภูผาพูดเสียงต่ำ
“นี่มึงยังให้มายืนตากแดดอีก มันเกินไปไหมว่ะ”
พาทิศถอนหายใจแรงเล็กน้อย
“เออ…กูรู้”
“รู้แล้วทำไมยังทำ”
ภูผาขมวดคิ้ว
“ปกติมึงไม่ใช่คนโหดขนาดนี้นะเว้ย รอบนี้มึงเล่นบทพี่ว้ากโหดจัดเลย”
ภูผาหันไปมองแถวปีหนึ่งอีกครั้ง
สายตาเขาหยุดอยู่ที่วาวา
ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
“อ๋อ…”
เขาหัวเราะหึหึในลำคอ
“ในนั้นมีลูกแม่เลี้ยงมึงอยู่ด้วยนี่หว่า”
พาทิศชะงักไปเสี้ยววินาที
กรามเขาเกร็งแน่น แต่ยังคงทำหน้าเฉย
“อยากจะแกล้งก็บอกมาตรง ๆ ก็ได้มึง”
ภูผาพูดตรง ๆ
“ไม่ต้องอ้างระเบียบรับน้องหรอก”
พาทิศหันไปจ้องหน้าเพื่อน น้ำเสียงแข็งขึ้นทันที
“เรื่องของกู มึงไปดูน้องทำกิจกรรมของมึงไป”
“แหนะ…ไล่กูอีก”
ภูผาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะพูดทิ้งท้าย
“แต่อย่าลืมล่ะเว้ย ระวังจะโหดจนควบคุมตัวเองไม่อยู่”
ภูผาเดินจากไป
ทิ้งให้พาทิศยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง
สายตาของเขาเผลอหันกลับไปมองแถวปีหนึ่งอีกครั้ง
มองเห็นร่างบางที่ยืนหลังตรง ฝืนอดทนทั้งที่ใบหน้าซีดเซียว
มือที่กำไว้ข้างลำตัวค่อย ๆ คลายออก
หัวใจเต้นหนักกว่าที่ควรจะเป็น
‘สมควรแล้วที่โดนแบบนี้ ...’
เขาบอกตัวเองซ้ำ ๆ
แต่ลึกลงไป เขากลับเริ่มไม่แน่ใจแล้วจริง ๆ ว่าร่างบอบบางอย่างเธอจะทนแดดร้อน ๆ เมืองไทยไหวหรือไม่
“ว๊าย…วาวา ไหวไหม!”
เสียงของดรีมดังขึ้นพร้อมกับมือที่รีบคว้าแขนเธอไว้
แต่ร่างบางของวาวากลับโงนเงน ขาเริ่มไม่มีแรง
โลกตรงหน้าหมุนคว้าง
แสงแดดแยงตาจนทุกอย่างพร่าเบลอ
“วาวา!”