“ห้องทำงานของเธออยู่นั่น...”
ทัณฑ์พยักเพยิดหน้าไปยังผนังฝั่งตรงข้ามที่ดูเหมือนกำแพงทึบธรรมดา ม่านมุกมองตามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ห้องที่เขาหมายถึงคือห้องทำงานที่ติดกันซึ่งถูกกั้นด้วยผนังหนาเตอะจนดูไร้ทางเชื่อมต่อ
“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความตื่นเต้น ก่อนจะหันไปทางเลขาคนสนิทของเขา “รบกวนเลขาคินช่วยส่งเอกสารที่ฉันต้องจัดการมาให้ด้วยนะคะ จะได้เริ่มงานทันที”
“ได้ครับคุณมุก” คินคลี่ยิ้มรับอย่างสุภาพ แอบปรายสายตามองเจ้านายที่ยังทำหน้านิ่งประหนึ่งไม่สะทกสะท้านกับความห่างเหินนั้น ในฐานะคนสนิท คินรู้ดีว่าต้องมีแรงกระตุ้นสักหน่อยเพื่อให้คนปากแข็งรู้ใจตัวเองเสียบ้าง และที่สำคัญ... เขารู้ดีว่าหลังผนังทึบนั่นมีความลับอะไรซ่อนอยู่
“อ้อ... ถ้ายังไง เดี๋ยวผมจะเข้าไปสอนงานให้ด้วยตัวเองนะครับ จะได้ป้องกันความผิดพลาด” คินเสริมด้วยท่าทีเป็นมิตร
“รบกวนด้วยนะคะเลขาคิน” ม่านมุกพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มบางๆให้
รอยยิ้มนั้นทำเอาทัณฑ์ที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มหยันที่มุมปากเลือนหายไป กระแสความไม่พอใจแล่นพล่านเมื่อเห็นสายตาที่ทั้งคู่มองกัน ม่านมุกเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมตัวเข้าห้องทำงานใหม่ คินทำท่าจะเดินตามไปแต่ก็ถูกน้ำเสียงดุดันรั้งไว้เสียก่อน
“มึงจะไปไหน?”
“อ้าว... ผมก็ต้องเอาเอกสารไปให้คุณผู้ช่วยคนใหม่ไงครับนาย ขอตัวนะครับ เดี๋ยวงานจะล่าช้า” คินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะรีบก้าวออกไป ทิ้งให้ทัณฑ์นั่งฮึดฮัดฟัดเหวี่ยงอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง
คินลอบยิ้มสะใจเมื่อพ้นสายตาเจ้านาย ยิ่งเห็นหน้าทัณฑ์ตึงเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากขยี้ให้เจ้านายคายความรู้สึกออกมาให้หมด... ก่อนที่หุ้นส่วนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นั่นจะปลิวหายไปจริงๆ
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ทัณฑ์นั่งจ้องนาฬิกาบนข้อมือด้วยความหงุดหงิดที่ทวีคูณ ป่านนี้ทำไมเลขาตัวดีถึงยังไม่โผล่หัวกลับมาหาเขาอีก สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังกำแพงทึบที่กั้นระหว่างเขากับผู้ที่ขึ้นชื่อว่าภรรยา ก่อนจะตัดสินใจหยิบรีโมทลับในลิ้นชักขึ้นมา
กดปุ่มคำสั่งเพียงครั้งเดียว ผนังที่เคยดูหนาทึบก็ค่อยๆจางหาย เปลี่ยนสภาพเป็นกระจกใสแจ๋วที่มองเห็นทุกอิริยาบถของห้องข้างๆราวกับเป็นห้องเดียวกัน และมันช่างประจวบเหมาะที่โต๊ะทำงานของม่านมุกหันหน้ามาทางเขาพอดี
ม่านมุกชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นกำแพงเปลี่ยนเป็นกระจกกระทันหัน ใบหน้าสวยฉายแววตกใจอย่างปิดไม่มิด เธอขยับแว่นตาสีเหลี่ยมกรอบใสเล็กน้อย ต่างจากคินที่รู้อยู่แล้ว เขาแอบยิ้มกริ่มก่อนจะแกล้งโน้มตัวเข้าไปใกล้ชิดม่านมุกจนไหล่แทบเกยกัน
“เฮ้ย! ไอ้คิน! มึงออกห่างๆเลยนะโว้ย!”
ทัณฑ์ลุกพรวดขึ้นชีหน้าด่าผ่านกระจกราวกับคนเสียสติ ทว่าลืมไปว่ากระจกที่เขาติดตั้งนั้นเก็บเสียง เขาจึงรีบกดอินเทอร์โฟนสั่งการเสียงเข้ม
“ออกให้ห่างจากม่านมุกซะ!”
สิ้นเสียงประกาศิตที่สั่นประสาท ม่านมุกกลับไม่ได้สะดุ้งหวาดกลัว เธอค่อนๆเอื้อมมือไปกดอินเทอร์โฟนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม
“ขอโทษนะคะท่านประธาน คุณเลขากำลังสอนงานฉันอยู่ กรุณาอย่ารบกวน... และช่วยปิดม่านกระจกนั่นด้วยค่ะ มันรบกวนสมาธิการทำงานของดิฉัน”
พูดจบ มือบางก็ดึงสายเชื่อมอินเทอร์โฟนออกอย่างไม่ใยดีต่อหน้าต่อตาเขา ทัณฑ์ถึงกับนั่งไม่ติดที่ เขาตบโต๊ะเสียงดังปัง! ด้วยความโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ท่าทีพยศและแข็งกร้าวของม่านมุกในวันนี้คือสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน... นี่น่ะหรือตัวตนจริงๆของผู้หญิงที่เขาคิดว่าเชื่องมาตลอด
“ยัยตัวแสบ!”
ทัณฑ์เทวาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังประจำตำแหน่งอย่างแรง เขาจงใจเมินคำขอของม่านมุกที่สั่งให้ปิดม่าน่กั้นห้อง สายตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มจดจ้องไปยังร่างบางผ่านกระใสไม่วางตา ภาพภรรยาในนามกับคินลูกน้องคนสนิทที่กำลังสลับกันชี้เอกสารและหัวเราะต่อกระซิกกันในเรื่องงาน มันช่างขัดกูขัดตาเขาเสียจริง
“ทำงานน่ะ... มันต้องยิ้มกว้างขนาดนั้นเลยหรือไงวะ?” ทัณฑ์พึมพำลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้ ยิ่งเห็นรอยยิ้มสดใสที่เขาไม่เคยได้รับถูกแจกจ่ายให้ผู้ชายคนอื่น เขาก็ยิ่งคุมอารมณ์ไม่อยู่ ปากกาคาร์เทียร์ราคาแพงในมือแกร่งถูกเคาะลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเป็นจังหวะรัวเร็วตามจังหวะหัวใจที่ว้าวุ่น
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พยายามรวบรวมสมาธิอ่านรายงานตรงหน้า แต่สุดท้ายสายตาก็ทรยศ กลับไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าสวยสะอาดตาของม่านมุกอีกครั้ง วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ดูเป็นธรรมชาติจนน่ารำคาญใจ เสื้อเชิ้ตสีครีมตัวโคร่งที่ดูเหมือนจะหลุดหลวมเกินไป กับกระโปรงทรงเอสีขาวที่สั้นอวดเรียวขาเนียนสวย... ทัณฑ์เผลอสำรวจทุกสัดส่วนของเธออย่างละเอียดถี่แบบที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน
จังหวะที่ม่านมุกสับขาไขว่ห้างเพื่อปรับท่านั่งอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้ง เขาเบนสายตาหนีแทบไม่ทันพร้อมกับกระแอมไอแก้เก้อในลำคอ
ยัยนี่... ตั้งใจยั่วกันชัดๆ!
ความอดทนสิ้นสุดลง ทัณฑ์ลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ไถลไปด้านหลัง เขาเดินดุ่มๆ ออกจากห้องตัวเอง ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของม่านมุกทันที
ปัง!
เสียงเปิดประตูเรียกให้ทั้งสองคนที่กำลังจดจ่อกับงานชะงักกริบ ม่านมุกและคินหันมามองผู้มาเยือนด้วยความสงสัย ทัณฑ์เมินสายตาของลูกน้องไปอย่างไม่ไยดี เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของม่านมุกที่ดูจะงุนงงไม่น้อย
“เที่ยงแล้ว... ไปกินข้าว” ทัณฑ์เอ่ยเสียงเรียบพยายามคุมโทนให้ดูนิ่งที่สุด
ม่านมุกขมวดคิ้วเล็กน้อย “เชิญคุณทัณฑ์ตามสบายค่ะ มุกยังไม่หิว งานยังไม่เสร็จ”
“บริษัทฉันไม่มีนโยบายจ่ายโอทีช่วงพักกลางวัน อย่ามาทำตัวขยันผิดเวลา”
“ถ้าอย่างนั้นมุกจะไปทานเองค่ะ คุณทัณฑ์พาลูกน้องไปเถอะ”
หญิงสาวตอบพลางรวบแฟ้มเอกสาร เธอหยัดตัวลุกขึ้นคว้ากระเป๋าเตรียมเดินเลี่ยงออกไป แต่ไม่ทันจะได้ก้าวพ้นประตู มือแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวไว้เสียก่อน ทัณฑ์โน้มตัวลงมาหาเล็กน้อย แววตาที่เคยแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์อย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
“ฉันไม่ได้ชวนไอ้คิน... แต่ฉันกำลังสั่งให้เธอไปกับฉัน ม่านมุก”
ม่านมุกขมวดคิ้วแน่นด้วยความแปลกใจที่ปิดไม่มิด พฤติกรรมของทัณฑ์เทวาในตอนนี้ช่างย้อนแย้งกับสิ่งที่เขาทำมาตลอดหกเดือนเต็ม ผู้ชายที่เคยปฏิเสธเธออย่างไร้เยื่อใยและหลบเลี่ยงการร่วมโต๊ะอาหารกับเธอทุกวิถีทาง วันนี้กลับเป็นฝ่ายยืนคุกคามออกปากชวนเธอด้วยตัวเอง
หญิงสสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น... ดวงตาที่ดูมีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนและแฝงไปด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา เธอตัดสินใจบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด ก่อนจะพยักหน้ายอมรับคำสั่งนั้นส่งๆ
“ก็ได้ค่ะ”
ท่าทีการตอบรับนั้นดูเหมือนการตัดรำคาญเสียมากกว่าความเต็มใจ เพราะม่านมุกรู้ดีว่าคนเอาแต่ใจอย่างทัณฑ์เทวาคงไม่ยอมรามือแน่ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ถึงแม้เธอจะนึกไม่ออกเลยว่าจู่ๆ อะไรดลใจให้เขาลุกขึ้นมาทำตัวประหลาดแบบนี้ก็ตาม
ทัณฑ์และม่านมุกเดินเคียงข้างกันลงไปยังลานจอดท่ามกลางสายตาของพนักงานคนอื่นๆ พนักงานบางคนก็ซุบซิบนินทาตามประสาพนักงานออฟฟิศ แต่ทั้งคู่ไม่ได้ใส่ใจ... ยิ่งกับม่านมุกด้วยแล้วยิ่งไม่ฟังคำนินทาเหล่านั้นเพราะเธอฟังมาเยอะแล้วตั้งแต่เดือนแรกที่แต่งงานกับทัณฑ์ และแน่นอนว่าคำนินทาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องดี...
คำนินทาที่บอกว่าเธอคือเมียแต่งที่ทัณฑ์เทวาไม่เหลียวแล... ซึ่งมันก็ไม่ผิดและเธอก็ไม่มีเหตุผลต้องเถียงกับเรื่องจริงเหล่านั้นที่ถูกพูดถึง