“คุณพี่ ทำแบบนี้จะดีเหรอคะ เราไม่น่าทำแบบนี้เลย ตา...ตาไม่เห็นด้วยเลย ทำแบบนี้ถ้าตาฟินรู้เข้าคงจะโกรธพวกเราแล้วก็คงจะเสียใจมาก” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูดด้วยความรู้สึกกังวล
“เสียใจเดี๋ยวก็หาย ตาฟินอายุยังน้อยถึงจะดูรักแม่ดอกแก้วคนนี้มากแต่ก็คงจะแค่รักแบบเด็กๆหรืออาจจะแค่หลงมากกว่าคงไม่ได้คิดจริงจังไปไกลถึงขั้นแต่งงานแต่งการหรอก” คุณหญิงชญาดาเอ่ยตอบ
“ไม่คิดจริงจัง? คุณพี่ก็เห็นแล้วว่าตาฟินดูจะรักและจริงจังกับเด็กคนนี้มากๆ ตาฟินมักจะเล่าเรื่องของเด็กคนนี้ให้เราฟังอยู่เสมอแล้วถึงขั้นจะพามาเจอเราแล้วด้วย แล้วอีกอย่างดูท่าทางของเด็กคนนี้ก็ดูหน้าตาสะสวยเรียบร้อยดีดูไม่ได้มีพิษมีภัยหรือจะมาหลอกอะไรตาฟินได้” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูด
“นี่ยัยตา เธอน่ะจะไปรู้อะไร เธอไม่เคยต้องสู้รบปรบมือกับผู้หญิงจนๆข้างถนนพวกนี้เหมือนพี่ เธอเป็นโสดไม่เคยแต่งงานจะไปรู้อะไรแล้วเธอก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงพวกนี้หรอก”
“คุณพี่คะ แต่....”
“พอยัยตา พี่ตัดสินใจแล้ว มันต้องเป็นแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว พี่ไม่อยาก...แล้วก็ไม่ต้องการให้ลูกชายเพียงคนเดียวของพี่ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงจนๆไม่มีหัวนอนปลายเท้าพวกนี้ ผู้หญิงพวกนี้มันก็เหมือนกันหมด ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ใฝ่สูง หวังจับผู้ชายรวยๆหวังรวยทางลัด ตาฟินควรได้เจอผู้หญิงและคบหากับผู้หญิงที่ดีกว่านี้ ผู้หญิงที่เหมาะสมและทัดเทียมกัน”
“แต่แม่ดอกแก้วคนนี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คุณพี่กล่าวหาก็ได้ แล้วตาฟินก็ดูจะรักและจริงจังกับแม่ดอกแก้วคนนี้มาก ตาฟินคงจะเศร้ามากแน่ๆถ้าต้องเลิกกับแม่ดอกแก้วคนนี้.....”
“ก็พี่บอกแล้วไง เศร้าเสียใจเดี๋ยวก็หาย ตาฟินอายุยังน้อย นี่คงไม่ใช่รักครั้งสุดท้ายหรือผู้หญิงคนสุดท้ายในชีวิตหรอก แม่ดอกแก้วนั่นก็เหมือนกัน เดี๋ยวเรียนจบไปก็คงจะเจอผู้ชายคนใหม่คงจะลืมๆกันไปเอง แล้วอีกอย่างพี่ต้องการให้ตาฟินไปเรียนต่อต่างประเทศจะได้เป็นนักเรียนนอกจบครบสมบูรณ์แบบ ถ้าอกหักจากแม่นี่ตาฟินอาจจะอยากหนีไปพักใจที่เมืองนอกก็ได้” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดกับน้องสาว ‘จริงๆเธออยากจะให้ลูกชายของเธอไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่จบชั้นม.หกแล้วแต่ตาฟินเลือกที่จะเรียนอยู่ที่นี่เพราะอยากอยู่ช่วยงานที่บริษัทพ่อของเขาที่เป็นมรดก ตาฟินเขาชอบเรื่องออกแบบก่อสร้างแล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไทยเรียนด้านสถาปัตยกรรมเพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจของพ่อเขาที่เสียชีวิตไปแล้วซึ่งเธอก็กำลังดูแลอยู่’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“เอาตามนี้แหละแล้วก็อย่างที่พี่บอก เธอไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงพวกนี้หรอกยัยตา เรื่องนี้พี่รู้ดีกว่าเธอ ผู้หญิงจนๆพวกนี้มันก็เหมือนกันหมดพี่รับมือกับพวกมันมาแล้วเธอก็รู้” ‘ใช่ เธอรู้ดี รู้ว่าผู้หญิงจนๆพวกนี้มันสันดานเป็นยังไง ผู้หญิงพวกนี้ชอบหาผู้ชายรวยๆเกาะผู้ชายรวยๆ ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไม่รู้จักสถานะของตัวเองไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้วก็ไม่สนลูกสนผัวใครด้วย เธอรับมือกับผู้หญิงพวกนี้มาแล้วจนเธอเกือบจะเป็นบ้า เพราะสามีจอมเจ้าชู้ของเธอ อย่าง คุณรัฐ พงษ์วานิช เจ้าของธุรกิจก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆของประเทศที่มีชื่อว่า บริษัท อาร์พี พร็อบเพอร์ตี้ ดีไซน์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น และคุณรัฐยังเป็นทายาทของตะกูลเก่าแก่ชื่อดัง คุณรัฐเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยโรคหัวใจ เธอกับคุณรัฐแต่งงานกันเพราะถูกผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจับคู่แต่เธอก็รักคุณรัฐจริงๆส่วนคุณรัฐเขาเคยพูดว่าเขารักเธอแต่เขาก็เจ้าชู้มาก เขานอกใจเธอแล้วก็ชอบไปยุ่งกับอีพวกผู้หญิงจนๆสำส่อนพวกนี้จนทำให้เรามีปัญหาเกือบจะเลิกกันหลายต่อหลายครั้งแต่เธอก็พยายามอดทนคิดถึงลูกชายเพียงคนเดียวของเธอโชคดีที่ตาฟินเรียนอยู่โรงเรียนประจำก็เลยอาจจะไม่ได้รับรู้ปัญหาของเธอกับพ่อของเขามากนัก เธอพยายามปิดบังไม่ให้ตาฟินรู้แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่พ่อของตาฟินจะล้มป่วยแล้วเสียชีวิต ตาฟินบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์ที่เธอกับพ่อของเขาทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงในห้องรับแขก ตาฟินโกรธพ่อของเขามาก แต่คุณรัฐก็พยายามขอโทษลูกชายบวกกับมาล้มป่วยตาฟินจึงให้อภัยพ่อของเขาก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“เธอก็รู้ว่าพี่เกลียดอีพวกผู้หญิงจนๆใฝ่สูงไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีไม่มีหัวนอนปลายเท้าชอบเกาะผู้ชายรวยๆพวกนี้มากขนาดไหน แล้วพี่ก็มีลูกชายอยู่คนเดียวด้วย” ‘ใช่ เธอมีลูกชายอยู่คนเดียว ลูกชายของเธอจะต้องได้เจอกับผู้หญิงที่ดีกว่านี้ ผู้หญิงที่มีสถานะมีหน้ามีตามีชาติมีตระกูลทัดเทียมกัน ตระกูลของเธอก็เป็นตะกูลเก่าแก่ทำธุรกิจโรงพยาบาลระดับประเทศมาตั้งแต่รุ่นเจ้าคุณทวดคุณปู่คุณย่าจนมาถึงเธอ ฉะนั้นคนที่จะเข้ามาเกี่ยวดองเป็นสะใภ้ของตระกูลเธอก็ควรจะเป็นคนที่อยู่ในสังคมและอยู่ในระดับเดียวกัน หึ’ คุณหญิงชญาดาคิดในใจ
“แต่...ก็...อย่างที่ตาบอกแม่ดอกแก้วคนนี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้นะคะคุณพี่ แล้วเราจะไปเหมารวมผู้หญิงจนๆว่าจะต้องเป็นแบบนั้นทั้งหมดมันก็ไม่ยุติธรรมนะคะคุณพี่” คุณหญิงชลิตาเอ่ยพูด
“พอ พอแล้ว พี่ไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว เอาตามนี้แหละ ไป เราต้องเข้าประชุมอีก” คุณหญิงชญาดาเอ่ยพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องประชุม
“เฮ้อ...” คุณหญิงชลิตาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินตามพี่สาวของเธอออกไป
กลับมาที่ดอกแก้ว
ดอกแก้วที่กำลังร้องไห้เสียใจอย่างหนักแล้วกำลังมองไปที่แม่ของเธออยู่ที่หน้าห้องไอซียูผ่านกระจกกั้นห้อง
‘เพื่อต่อชีวิตแม่ของเธอยังไงเธอก็ต้องทำตามที่คุณหญิงชญาดาเสนอมา ต้องเลิก...เลิกกับฟิน เพื่อแม่’ ดอกแก้วคิดในใจพลางก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ
‘ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วเธอคงต้องกลับไปพักที่บ้านก่อนค่อยมาเยี่ยมแม่ใหม่วันพรุ่งนี้’ ดอกแก้วคิดในใจ
“หวังว่าพรุ่งนี้แม่จะฟื้นขึ้นมาคุยกับหนูนะ” ดอกแก้วเอ่ยพูดพลางมองไปที่แม่ของเธอก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังที่บ้าน
ระหว่างทางที่ดอกแก้วนั่งรถประจำทางเพื่อเดินทางกลับบ้านและกำลังคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
“ฟิน” ดอกแก้วเอ่ยชื่อของคนที่โทรศัพท์เข้ามาหาเธอ ไม่ใช่ใครที่ไหนคนๆนั้นคือ ฟินแฟนหนุ่มรุ่นน้องของเธอนั่นเอง
‘ทำยังไงดี ใช่ เธอออกมาจากมหาวิทยาลัยทันทีหลังจากที่สอบวิชาสุดท้ายของวันเสร็จเพราะเธอได้รับโทรศัพท์จากป้าน้อยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านติดกันว่าแม่ของเธอล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจึงรีบออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วไปโรงพยาบาลทันทีโดยยังไม่ได้โทรศัพท์คุยกับฟินและไม่ได้บอกใคร เธอจะทำยังไง เธอต้องไม่รับโทรศัพท์เขา รับไม่ได้ เธอตกลงกับแม่ของเขาเอาไว้แล้ว ว่าเธอจะเลิกกับเขาเลิกติดต่อเขา’ ดอกแก้วคิดในใจพลางน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาก่อนที่เธอจะตัดสินใจกดตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือก่อนที่เธอจะเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างรถประจำทางพลางน้ำตาก็ไหลออกมา
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ที่บ้านหรูหลังงามของตระกูล อัครโสพล บ้านของคุณหญิงชญาดาและคุณหญิงชลิตา
ฟิน รชตะ พงษ์วานิช ลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลวัยยี่สิบเอ็ดปี เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของคุณหญิงชญาดา พงษ์วานิช กับรัฐ พงษ์วานิช คุณหญิงชญาดาเธอเปลี่ยนจากนามสกุลเดิม อัครโสพล มาใช้นามสกุลของสามี ส่วนรัฐพ่อของฟินเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน
ฟินขึ้นมาบนห้องนอนของเขาหลังจากที่เขารับประทานอาหารเย็นกับแม่และน้าของเขาเสร็จ เขาพยายามโทรหาดอกแก้วแฟนสาวรุ่นพี่ของเขา แต่ดอกแก้วดันตัดสายของเขาทิ้ง แต่เขาก็ยังพยายามโทรศัพท์หาดอกแก้วต่อไปแต่พยายามโทรไปเท่าไรเขาก็โทรไม่ติด
“ทำไมแก้วไม่รับโทรศัพท์นะ ทำอะไรอยู่นะ ตอนเย็นก็ไม่อยู่รอเจอกัน” ฟินเอ่ยพูดพึมพำออกมา ‘เขาถามกับพี่แตงกวาเพื่อนสนิทของแก้วเมื่อช่วงเย็นว่าแก้วไปไหนเพราะเขารอเจอแก้วเหมือนทุกเย็นก็ไม่เห็นเธอ พี่แตงกวาก็บอกว่าไม่รู้ พี่แตงกวาบอกแค่ว่าพอแก้วสอบเสร็จก็รีบวิ่งออกไปเลย...เฮ้อ’ ฟินคิดในใจพลางถอนหายใจออกมาก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย
ด้านดอกแก้วที่ตอนนี้เธอลงจากรถประจำทางแล้วกำลังเดินเข้าไปในซอยบ้าน ตอนนี้เธอเดินมาถึงหน้าบ้านของเธอแล้ว บ้านของเธอเป็นลักษณะทาวน์เฮ้าส์สองชั้นที่แม่ของเธอทำงานเก็บเงินซื้อไว้ตั้งแต่แม่ของเธอยังสาวๆเพราะเธอเกิดมาก็มีบ้านหลังนี้แล้ว ข้างบ้านของเธอก็เป็นเพื่อนบ้านที่ชื่อว่าป้าน้อยที่อาศัยอยู่กับหลานสาวที่มีชื่อว่าลูกกวาดซึ่งอายุน้อยกว่าเธอสองปี ส่วนบ้านอีกข้างรวมถึงบ้านที่อยู่ตรงข้ามไม่มีคนอยู่ หมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ค่อนข้างเงียบสงบไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเว้นแต่ช่วงวันหยุดก็จะเห็นเด็กๆมาวิ่งเล่นอยู่บ้าง ดอกแก้วเดินมาไขประตูบ้านแล้วบังเอิญเจอกับป้าน้อยเพื่อนบ้านของเธอพอดี
‘ป้าน้อยคงพึ่งจะกลับมาจากการขายผลไม้ที่ตลาดนัด’ ดอกแก้วคิดในใจ
“หวัดดีจ๊ะป้าน้อย ขอบคุณป้าน้อยมากนะจ๊ะที่ช่วยเรียกรถพยาบาลให้พาแม่ไปส่งโรงพยาบาล” ดอกแก้วเอ่ยพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆพลางยกมือไหว้ป้าน้อย
“เออ ไม่เป็นไรหรอกแก้ว แล้วปราณีเป็นยังไงบ้าง” ป้าน้อยเอ่ยพูด ปราณีที่ป้าน้อยพูดถึงคือแม่ของดอกแก้ว
“ก็...ยังไม่ฟื้นเลยจ๊ะป้า แม่อาการค่อนข้างหนักจ๊ะป้า อยู่ในห้องไอซียู” ดอกแก้วตอบกลับป้าน้อยไปพลางน้ำตาคลอ โดยที่เธอไม่ได้ลงรายละเอียดอาการของแม่มากนัก
“เออ ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวปราณีก็คงดีขึ้น ป้าให้กำลังใจแก้วนะ”
“ขอบคุณจ๊ะป้า งั้นแก้วขอตัวเข้าบ้านก่อนนะจ๊ะ” ดอกแก้วเอ่ยพูดเพราะเธออยากพักเต็มที ‘วันนี้เป็นวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยมากทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจไหนพรุ่งนี้เธอจะต้องไปสอบอีกแล้วเธอจะต้องบอกเลิกฟินอีก’ ดอกแก้วคิดในใจ
“อือ พักผ่อนนะลูก” ป้าน้อยเอ่ยพูด
“จ๊ะป้า” ดอกแก้วเอ่ยพูดกับป้าน้อยก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้าบ้าน
ดอกแก้วเดินเข้ามาในบ้านก่อนที่เธอจะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของเธอ บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน คือห้องนอนของเธอกับห้องนอนของแม่ แต่ตั้งแต่แม่ของเธอล้มป่วยเธอก็ย้ายไปนอนกับแม่ที่ห้องนอนของแม่
ดอกแก้วเดินเข้ามานั่งที่เตียงนอนด้วยความรู้สึกหมดแรงพลางถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
‘เฮ้อ...ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับเธอด้วย เธออาศัยอยู่กับแม่ของเธอสองคน แม่ของเธออายุเพิ่งจะสี่สิบห้าปีแต่กลับมาล้มป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมองเป็นมาได้หนึ่งปีแล้ว แต่ช่วงหลังๆมานี้แม่ของเธอมีอาการหนักขึ้นเริ่มปวดหัวบ่อยขึ้นจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆทำให้ต้องตัดสินใจลาออกจากงานในที่สุด แม่ของเธอลาออกจากงานมาได้สองเดือนมาเป็นแม่ค้าขายขนมไทยอยู่ที่ตลาดนัดโดยมีเธอเป็นผู้ช่วยและขายทางออนไลน์ด้วยส่วนเธอเองแต่ก่อนช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมเธอก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านเบเกอรี่แต่พอแม่ล้มป่วยแล้วต้องลาออกจากงานเธอก็ไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์แล้วเพราะเธอมาเป็นลูกมือช่วยแม่ทำขนมขายและเธอก็รู้สึกเป็นห่วงแม่ด้วยอยากอยู่ดูแลแม่เว้นแต่ช่วงที่เธอต้องไปเรียนก็บอกให้แม่ดูแลตัวเองมีอะไรก็ให้โทรหาเธอ อีกอย่างโชคดีที่แม่พอจะมีเงินเก็บเพื่อไว้ส่งเธอเรียนรวมถึงตัวเธอที่พอจะมีเงินเก็บจากการทำงานพาร์ทไทม์อยู่บ้าง’ ดอกแก้วคิดในใจ
ดอกแก้วอาศัยอยู่กับปราณีแม่ของเธอสองคนโดยไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน พ่อของดอกแก้วชื่อว่า ศร จำปาทอง นายศรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อตอนที่ดอกแก้วอายุได้สิบแปดปีจากการถูกรถสิบล้อชนเพราะดื่มเหล้าเมาอย่างหนักจนเดินไปที่ถนนแล้วถูกรถสิบล้อชนจนเสียชีวิตคาที นายศรติดการพนันอย่างหนักไม่ทำงานทำการจนติดหนี้เป็นหนี้เป็นสินนอกระบบไปทั่วแล้วเอาแต่กินเหล้าเมามายทุกวัน ปราณีแม่ของดอกแก้วเคยขอเลิกกับนายศรพ่อของดอกแก้วไปหลายต่อหลายครั้งแต่นายศรก็ไม่ยอมเลิก นายศรมักจะข่มขู่ปราณีว่าถ้าเลิกกันเขาจะมาฆ่าให้ตายให้หมดทั้งปราณีและดอกแก้ว ปราณีจึงไม่กล้าเลิกและก็ไม่กล้าจะทำอะไรต้องอดทนเอาบางครั้งเจ้าหนี้ของนายศรก็มาท้วงหนี้ถึงที่บ้านจนปราณีต้องควักเงินจ่ายไป จนหนี้ก้อนสุดท้ายของนายศร ปราณีต้องขายที่ดินที่เป็นสมบัติติดตัวชิ้นสุดท้ายจากแม่ของตัวเองเพื่อใช้หนี้พนันให้สามีและพ่อของลูกอย่างนายศรก่อนที่นายศรจะเสียชีวิตซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ดอกแก้วก็ทราบดี วันที่พ่อของดอกแก้วเสียชีวิตนอกจากความเสียใจแล้วดอกแก้วก็แอบรู้สึกโล่งใจด้วยที่วิบากกรรมที่แม่และเธอต้องเจอมาตลอดจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อมันจะได้จบลงสักที หมดเวรหมดกรรมต่อกัน
‘แม่ของเธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่พ่อของเธอสร้างไว้จนมันสะสมแล้วมากระทบกับสุขภาพแม่ของเธอ แม่ของเธอมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆจนเมื่อปีที่แล้วแม่ของเธอต้องมาล้มป่วยอย่างหนัก เธอเองก็ช่วยแบ่งเบาภาระช่วยดูแลแม่ของเธอเท่าที่เธอจะทำได้แล้วใช้เงินเก็บที่แม่เก็บไว้ให้เธอสำหรับเรียน เรียนหนังสือไปจนตอนนี้เธออยู่ปีสี่แล้วเหลืออีกแค่สองเดือนเท่านั้น พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสอบวันสุดท้ายก่อนที่จะปิดเทอมแล้วเธอก็จะเรียนจบอย่างเป็นทางการ เธออยากให้แม่ของเธออยู่ด้วย อยากให้แม่เห็นเธอในวันที่เธอเรียนจบ เธอเรียนจบแล้วเธอจะได้มีงานดีๆทำแล้วจะได้ดูแลแม่ของเธอให้เต็มที่ สำหรับเธอแม่ของเธอเป็นคนเก่งและขยันมาก แม่ทำงานเก็บเงินตั้งแต่แม่ยังสาวๆจนสามารถซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆนี้และส่งเธอจนเรียนจบได้แต่ตอนนี้แม่ต้องมาล้มป่วยแบบนี้ยังไงเธอก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้แม่ของเธออยู่กับเธอ อยู่กับเธอให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้’ ดอกแก้วคิดในใจ