ข่าวการบอยคอตของกลุ่มบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วบริษัทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บรรยากาศในออฟฟิศชั้น 40 ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สินค้าประเภทอาหารแปรรูปและวัตถุดิบสดที่ต้องส่งออกไปยังต่างประเทศมูลค่าหลายร้อยล้านบาท กำลังติดค้างอยู่ที่ท่าเรือและเสี่ยงต่อการเน่าเสีย หากไม่ได้รับการขนส่งภายในเจ็ดวัน
นลินพยายามช่วยภีมประสานงานกับบริษัทขนส่งรายอื่น แต่คำตอบที่ได้รับกลับเหมือนกันทั้งหมด—ไม่มีใครกล้าข้ามหน้ากลุ่มบริษัทของพ่อมยุรี
"พวกเขาตั้งใจจะต้อนเราให้จนมุมค่ะ" นลินรายงานด้วยสีหน้าเครียดจัด ขณะวางแก้วกาแฟร้อนลงบนโต๊ะของภีม "บริษัทขนส่งรายย่อยถูกขู่ว่าถ้าใครรับงานของเรา จะถูกตัดสิทธิ์จากการใช้ท่าเรือในเครือข่ายของพวกเขา ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคุณมยุรีโดยตรง"
ภีมเอนหลังพิงเก้าอี้หนัง ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้า เขาดึงมือเรียวของนลินมากุมไว้แน่น นำฝ่ามือของเธอมาแตะที่ริมฝีปากของเขา ราวกับต้องการสูบฉีดพลังใจจากคนรัก "ฉันขอโทษนะนลิน... ที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้"
"อย่าพูดแบบนั้นสิคะ" นลินนั่งลงบนตักแกร่งของเขา โอบรอบคอชายหนุ่มไว้ด้วยความรัก
"นลินเป็นเลขาฯ และเป็นคนรักของคุณ นลินจะสู้ไปพร้อมกับคุณภีมค่ะ"
ความอบอุ่นและความภักดีของนลินทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่มของภีมค่อยๆ ผ่อนคลายลง มือหนาเลื่อนลงไปลูบไล้เอวคอดผ่านเนื้อผ้าชีฟองนุ่ม เขากดจูบซุกไซ้ลงที่ซอกคอหอมกรุ่นของเธอ นลินส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ สัมผัสรัญจวนใจท่ามกลางความตึงเครียดทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
"คุณภีม... นี่ในห้องทำงานนะคะ" นลินเอ่ยปรามเสียงแผ่วเบา แต่ก็ไม่ได้ผละออก
"ขอผมเติมพลังหน่อยนะครับ... แค่นิดเดียว" ภีมกระซิบพร่า เลื่อนมือสอดเข้าไปใต้ชายกระโปรงทรงสอบ ลูบไล้ต้นขาอ่อนนุ่มอย่างถือสิทธิ์ ปลายนิ้วสัมผัสกับความอบอุ่นผ่านซาตินเนื้อบาง นลินเกร็งสะโพกรับสัมผัส สายตาประสานกันด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปิดกั้น
ทว่าก่อนที่ไฟเสน่หาจะลุกโชนไปมากกว่านั้น เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นขัดจังหวะ!
ตึง! ตึง! ตึง!
ประตูถูกผลักออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างของชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน ใบหน้าแฝงความเจ้าเล่ห์เดินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด—อาสิงห์ น้องชายของพ่อภีม ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร
นลินรีบขยับตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยความตกใจ ขณะที่อาสิงห์ใช้สายตาแทะโลมมองเรือนร่างของเลขาฯ สาวอย่างเปิดเผย ก่อนจะหันไปหาภีมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"หลานชาย... เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ยังมีเวลามาเล่นรักกับเลขาฯ อยู่อีกเหรอ?" อาสิงห์เอ่ยเสียงต่ำ "รู้ไหมว่าตู้สินค้าข้างล่างกำลังจะกลายเป็นขยะ! แล้วแบรนด์ของเรากำลังจะพังเพราะความแค้นส่วนตัวของแก!"
ภีมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาแข็งกร้าวสบตากับผู้เป็นอาอย่างไม่เกรงกลัว สงครามภายในบริษัทได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว