หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากตัดสินใจใช้บริการขนส่งทางอากาศและเรือต่างชาติ แม้สินค้าล็อตแรกจะถูกส่งออกได้ตามกำหนดและรักษาสัญญากับคู่ค้าไว้ได้ แต่ผลกระทบทางการเงินก็ร้ายแรงเกินกว่าที่คาดคิด
นลินนั่งมองตัวเลขในบัญชีงบประมาณบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ตัวเลขขาดทุนสีแดงเข้มแสดงผลชัดเจน เงินสำรองหมุนเวียนของบริษัทลดลงไปมากกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ และหากสถานการณ์บอยคอตยังคงดำเนินต่อไปในล็อตถัดไป บริษัทจะไม่เหลือเงินพอที่จะจ่ายค่าจ้างพนักงานและค่าวัตถุดิบ
"คุณภีมคะ..." นลินเดินเข้าห้องพร้อมรายงานงบประมาณ "ฝ่ายการเงินแจ้งว่า เราจำเป็นต้องตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างเร่งด่วนค่ะ... และตัวเลขที่ต้องตัดมากที่สุด คือค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร"
ภีมกุมขมับ นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความเครียดและรอยคล้ำจากการนอนไม่หลับ "หมายความว่า... เราต้องปลดพนักงานเหรอ?"
"ค่ะ... ฝ่ายบุคคลเสนอแผนปลดพนักงานระดับปฏิบัติการบางส่วนประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่องพอจะยื้อไปได้อีกสองเดือน" นลินพูดด้วยน้ำเสียงยากลำบาก เธอรู้ดีว่าภีมรักและผูกพันกับพนักงานทุกคนมากแค่ไหน
ข่าวการเตรียมปลดพนักงานรั่วไหลออกไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในบริษัทเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกเป็นความตึงเครียดและสิ้นหวัง พนักงานหลายคนเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ บางคนมองนลินด้วยสายตาไม่พอใจเพราะคิดว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้ภีมปฏิเสธมยุรีจนเกิดเรื่องบอยคอต
นลินเดินผ่านแผนกต่างๆ ด้วยความอึดอัด แต่เธอก็ยังคงเชิดหน้าและทำหน้าที่ต่อไป อาสิงห์ถือโอกาสนี้เดินเข้ามาหาเธอที่หน้าห้องประธาน
"ไง... เลขาฯ คนเก่ง" อาสิงห์ยิ้มเย้ยหยัน สายตาลวนลามไล้ไปตามเรือนร่างของนลิน "เห็นตัวเลขติดแดงหรือยัง? เพราะความดื้อรั้นของท่านประธานกับเลขาฯ ข้างกายแท้ๆ พนักงานคนอื่นถึงต้องมาซวยถูกปลดออก"
"คุณภีมกำลังหาทางออกที่ดีที่สุดอยู่อย่างเต็มที่ค่ะคุณอาสิงห์" นลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ทางออกงั้นเหรอ?" อาสิงห์เขยิบเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกทำให้นลินต้องก้าวถอยหลัง "ทางออกง่ายๆ ก็แค่ออกไปง้อมยุรี หรือไม่ก็... ให้เธอมาทำตัวน่ารักกับฉัน บางทีฉันอาจจะช่วยคุยกับบอร์ดบริหารให้งดเรื่องปลดพนักงานก็ได้นะ"
สายตากรุ่มกริ่มของอาสิงห์มองต่ำลงที่ทรวงอกของเธอ นลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวด้วยความขยะแขยง
ความตึงเครียดในบริษัทพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อแผนการปลดพนักงานถูกประกาศอย่างเป็นทางการ เสียงร้องไห้และความไม่พอใจดังระงมตามแผนกต่างๆ ภีมต้องลงไปเผชิญหน้าและชี้แจงด้วยตัวเอง แม้เขาจะสัญญาว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นจะเรียกทุกคนกลับมาทำงาน แต่บาดแผลในใจของพนักงานก็ยากจะประสาน
ในขณะเดียวกัน อาสิงห์ก็เริ่มดำเนินการตามแผนการของตนเองอย่างเปิดเผย เขาจัดประชุมบอร์ดบริหารนัดพิเศษโดยไม่แจ้งภีมล่วงหน้า เพื่อสร้างกระแสกดดันให้เปลี่ยนตัวประธานบริหาร
"ทุกคนก็เห็นแล้วว่าบริหารงานล้มเหลวขนาดไหน!" เสียงของอาสิงห์ดังกังวานในห้องประชุมใหญ่ "เพียงเพราะความขัดแย้งส่วนตัวของภีมกับคุณมยุรี ทำให้บริษัทเราต้องขาดทุนมหาศาล และต้องปลดพนักงานออก! คนแบบนี้ยังสมควรนั่งตำแหน่งประธานอยู่อีกเหรอ?"
กรรมการหลายคนเริ่มคล้อยตามและแสดงความกังวล อาสิงห์ยิ้มอย่างกุมชัยชนะ เขารู้ดีว่าหากภีมถูกปลด ตำแหน่งประธานจะตกเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเขาสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่บริษัท แต่คืออำนาจและผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้จากการร่วมมือกับกลุ่มทุนของมยุรี
หลังจบการประชุม อาสิงห์เดินกลับมาที่ห้องทำงานของเขาด้วยอารมณ์ดี เขาสั่งให้นลินนำรายงานการประชุมมาส่งให้ที่ห้อง
นลินถือแฟ้มเอกสารเดินเข้ามาด้วยความระมัดระวัง เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะของอาสิงห์ "เอกสารเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอตัวนะคะ"
"เดี๋ยวก่อนสินลิน..." อาสิงห์ลุกขึ้นยืน เดินมาดักหน้าเธอไว้ ล็อกประตูห้องทำงานเสียงดัง คลิก!
นลินตกใจ ใจเสียไปถึงตาตุ่ม "คุณอาสิงห์จะทำอะไรคะ? กรุณาเปิดประตูด้วยค่ะ!"
"จะรีบไปไหนล่ะ?" อาสิงห์ยิ้มกริ่ม สายตามองเรือนร่างสคราญตาด้วยความหื่นกระหาย "รู้ไหมนลิน... ภีมมันกำลังจะดับแล้ว อีกไม่นานฉันจะขึ้นเป็นประธานแทนมัน ถ้าเธอฉลาด เธอควรจะรู้ว่าต้องเลือกอยู่ข้างใคร"
อาสิงห์ก้าวเข้ามาหา นลินพยายามก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนติดกับผนังห้อง หมาป่าในคราบอาเผยโฉมหน้าที่น่าขยะแขยงออกมาอย่างเต็มที่