“หมายความว่ายังไงด้า!”
ทรอยเค้นเสียงถาม ร่างสูงเผลอก้าวเข้าไปประชิดจนด้าต้องถอยหลังด้วยความผวา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและไม่ยอมรับในสิ่งที่ลางสังหรณ์กำลังเตือน
“พิม... พิมดาวไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะพี่ทรอย”
ด้าตอบเสียงแผ่ว น้ำตาเริ่มคลอเต็มดวงตาด้วยความสงสารทั้งเพื่อนและคนตรงหน้า และยิ่งไปกว่านั้นเธอเองก็เสียใจที่เพื่อนรักต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแบบด่วนจี๋ขนาดนี้ เธอยังไม่ทันได้เตรียมใจเอาไว้เลย
“อะไรนะ! ไม่ได้อยู่ที่นี่หมายความว่ายังไง ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเนี่ยหรอ หรือว่าพิมกลับบ้านไปอล้ว”
ทรอยยังคงพยายามหลอกตัวเอง มือหนาคว้าท่อนแขนของด้าไว้เบาๆ เหมือนต้องการที่ยึดเหนี่ยว
“ไม่ใช่ค่ะพี่... พิมดาวไปต่างประเทศแล้วค่ะ พิมฝากกระดาษแผ่นนี้ไว้ให้พี่แค่แผ่นเดียว ด้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าครอบครัวของพิมย้ายไปกันหมด แล้วก็ออกเดินทางไปกันแล้วด้วยค่ะ”
คำเฉลยนั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
“ไปต่างประเทศงั้นเหรอ...”
ทรอยทวนคำเหมือนคนละเมอ แรงที่แขนเริ่มคลายออกจนมือตกลงข้างลำตัวอย่างคนไร้เรี่ยวแรง
"ใช่ค่ะ"
"หมายความว่าไง แล้ว... แล้วพอจะรู้ไหมว่าเขาไปประเทศอะไรกัน”
“ด้าไม่รู้จริงๆค่ะพี่ ด้ายยังไม่ทันได้ถามอะไรพิมเลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วตอนนี้ด้าก็ติดต่อพิมไม่ได้เลยเหมือนกัน ด้าเองก็กังวลจนทำอะไรไม่ถูกแล้วค่ะพี่ทรอย”
ด้าพูดพลางยื่นกระดาษแผ่นน้อยที่สั่นเทาไปตรงหน้าเขา ทรอยรับมันมาด้วยมือที่เย็นเฉียบ สมองของเขาขาวโพลนไปหมด ความร่ำรวย อำนาจ หรือบารมีของตระกูลที่เขามี ไม่ได้ช่วยให้เขาหยั่งรู้ได้เลยว่าผู้หญิงที่เป็นหัวใจของเขาหายไปไหน
“อะไรกัน... มันเกิดอะไรขึ้นพิมดาว ทำไมเธอถึงทำแบบนี้”
เขาพึมพำกับตัวเองท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่สำหรับทรอยในตอนนี้ โลกทั้งใบกลับเงียบงัดและมืดมิดลงทันทีที่ได้รับรู้ว่า คนที่เขารักที่สุดได้หายไปจากชีวิต โดยทิ้งไว้เพียงกระดาษแผ่นเดียวในมือ
“พิมเธอฝากกระดาษแผ่นนี้มาให้พี่แค่แผ่นเดียวเลยค่ะ แล้วยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรพ่อของพิมก็มาคว้าแขนพิมไป”
คำยืนยันของด้าเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ ทรอยก้มหน้าลงมองกระดาษแผ่นเล็กที่วางนิ่งอยู่ในฝ่ามือที่สั่นเทาของตัวเอง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ คลี่มันออกอย่างเร่งรีบ
ลายมือของพิมดาว ใช่เขาจำได้ขึ้นใจว่าใช่ลายมือของเธอจริงๆด้วย
“ขอโทษนะคะที่ไม่ได้มาลาด้วยตัวเอง พิมมีความจำเป็นจริงๆที่ต้องทำแบบนี้ ขอให้เราทั้งสองแยกย้ายกันไปเติบโตนะคะ”
สั้นๆแบบที่ทรอยเองก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร มือหนาสั่นขึ้นมาน้อยๆ ในใจสั่นระริกอย่างคนที่งุนงงพร้อมกับความเจ็บปวด
“แยกย้ายกันไปเติบโตงั้นเหรอ...”
ทรอยพึมพำประโยคนั้นซ้ำๆ ราวกับคนเสียสติ คำสั้นๆที่ดูสวยหรูแต่กลับไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดในความรู้สึกของเขา หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความห่วงใย เริ่มถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดจนจุกที่อก
ความจำเป็นอะไรทำไมถึงบอกเขาไม่ได้ ความรักที่ผ่านมามันไม่มีค่าพอที่จะบอกลาด้วยตัวเองเลยสักคำเชียวหรือ
เขากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนมันยับยู่ยี่ในอุ้งมือ นัยน์ตาที่เคยสั่นไหววูบวาบด้วยความกังวล บัดนี้กลับค่อยๆเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นชา อย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ความรักที่เขามอบให้เธอจนหมดใจ กำลังถูกความเงียบงันและความเย็นชา จากจดหมายฉบับนี้แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นแรงแค้น
“พิมดาว... เธอทิ้งฉันไปง่ายๆแบบนี้เลยใช่ไหม”
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางกระแสผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่โลกของทรอยกลับพังทลายลง เหลือเพียงซากปรักหักพังของความทรงจำ และคำสัญญาที่กลายเป็นเพียงอากาศธาตุ
เสียงอื้ออึงรอบข้างคล้ายจะดับมืดลง เหลือเพียงทรอยที่ยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความจริงที่โหดร้าย สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ประโยค 'แยกย้ายกันไปเติบโต' ราวกับมันเป็นมีดคมที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจรื้นขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นจากส่วนลึกเผาผลาญจนเหือดแห้งไป ทรอยขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือที่กำกระดาษแผ่นนั้นสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เพราะความเจ็บใจ ที่ถูกคนที่รักที่สุดเขี่ยทิ้งราวกับสิ่งของที่หมดวาระ
“มีความจำเป็นงั้นเหรอ... ความจำเป็นของเธอ คือการเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะบอกลาฉันงั้นสิ!”
เขาเค่นเสียงรอดไรฟัน ความรักที่เคยอัดแน่นจนเต็มอกบัดนี้กลับบิดเบี้ยว กลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่กลืนกินทุกความรู้สึกดีๆไปจนหมดสิ้น ในสายตาของเขา พิมดาวกลายเป็นผู้หญิงใจดำที่ทิ้งความสัมพันธ์สองปีลง เพียงเพื่อจะไปมีชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ
แต่สิ่งที่ทรอยไม่มีวันรู้คือ ในขณะที่เขากำลังเคียดแค้นอยู่นั้น พิมดาวกำลังนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ในรถที่มุ่งหน้าสู่สนามบิน ข้างกายของเธอคือพ่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด และร่องรอยของความพ่ายแพ้จากวิกฤตธุรกิจ
กระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่ความต้องการของเธอ แต่มันคือคำสั่งจากพ่อที่ต้องการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องดึงเอาทายาทมหาเศรษฐีอย่างทรอย ลงมาจมกองเพลิงแห่งหนี้สินไปด้วยกัน
“เขียนซะพิม... ถ้าลูกรักเขาจริง อย่าดึงเขาลงมาต่ำแบบเรา”
เสียงของพ่อยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ พร้อมกับรอยปากกาที่เปื้อนคราบน้ำตา พิมดาวจำใจต้องฆ่าความรักของตัวเองด้วยคำพูดที่เย็นชาที่สุด เพื่อให้ทรอยได้มีอนาคตที่สดใสต่อไป โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า เธอได้สร้างอสูรร้ายที่เต็มไปด้วยไฟแค้นขึ้นมาในใจของชายคนที่เธอรักที่สุด
กาลเวลาที่หมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่ได้ทำหน้าที่เยียวยาบาดแผลให้ทรอยอย่างที่ใครคิดไว้ ตรงกันข้ามมันกลับเป็นเครื่องมือบ่มเพาะความเจ็บปวด ให้กลายเป็นตะกอนความแค้นที่ขุ่นคลักอยู่ในใจ
จากนักศึกษาวิศวะหนุ่มอนาคตไกล ทรอยเติบโตขึ้นเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่เบื้องหลังความสำเร็จ เขาทั้งเรียนและก็ทั้งเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง
ในแต่ละวัน เดือน ปี ที่ผ่านไป ทรอยใช้การเรียนและการทำงานหนักเพื่อปกปิดความทรงจำ เขากลายเป็นคนหน้านิ่งที่ไร้รอยยิ้มอย่างสมบูรณ์แบบ นัยน์ตาที่เคยมีความอบอุ่น ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทุกครั้งที่เขาเห็นคู่รักเดินจูงมือกัน หรือได้ยินคำว่าสัญญา มุมปากของเขาจะเหยียดยิ้มอย่างหยันโลก
เขายังคงจดจำรสชาติของความผิดหวังในวันนั้นได้แม่นยำ ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขากลายเป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก และมองว่ามันเป็นเพียงเกม ผลประโยชน์ที่คนอ่อนแอใช้หลอกลวงกัน สาวสวยระดับนางแบบหรือลูกคุณหนูตระกูลดังพยายามจะเข้าหาเขา แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ ทรอยสร้างกำแพงที่สูงชันขึ้นทุกวันตามความยาวนานของเวลา ที่เขาถูกทิ้งให้จมอยู่กับเศษซากของจดหมายฉบับนั้น
“แยกย้ายกันไปเติบโตงั้นเหรอ”
เขามักจะพึมพำประโยคนี้เบาๆ ความสำเร็จมหาศาลที่เขามีในวันนี้คือการเติบโต ในแบบที่เธอต้องการแล้วใช่ไหม แต่เป็นการเติบโตที่แลกมาด้วยหัวใจที่ตายด้าน
ความรักที่เคยบริสุทธิ์ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา จนเหลือเพียงความเกลียดชังปักลึกอยู่ในขั้วหัวใจ เขาไม่ได้รอคอยเพื่อให้เธอกลับมาหาด้วยความรัก แต่เขาอยู่อย่างคนที่รอคอยวันที่จะได้พิสูจน์ให้เธอเห็นว่า การทิ้งเขาไปในวันนั้น คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ