5 ปัจจุบัน

1624 Words
ปัจจุบัน “อ้าาา... ถึงสักที” ร่างบางของพิมดาวยืนบิดกายไปมา เพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน เบื้องหน้าของเธอคือคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง สถานที่ที่เคยเป็นดั่งรังนอนอันแสนอบอุ่น ก่อนที่มรสุมชีวิตจะพัดพาเธอไปไกลถึงอังกฤษ ทว่าในวันนี้สายตาที่เธอมองมันกลับเต็มไปด้วยความอาวรณ์ ยังไม่ทันที่เท้าเล็กจะก้าวเดิน เสียงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา “พิมดาว!” ด้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ยังเคียงข้างเธอ วิ่งถลาเข้ามาโถมกอดพิมดาวเต็มแรงด้วยความดีใจจนตัวเซ “โอ๊ย! ยัยด้า... เบาๆสิ เดี๋ยวก็ล้มกลิ้งไปทั้งคู่หรอก” พิมดาวหัวเราะออกมาเบาๆ แม้ในดวงตาจะยังมีความหม่นเศร้า แต่การได้เจอเพื่อนรักก็เหมือนหยดน้ำที่ชุบชูใจที่แห้งผาก “ก็ฉันคิดถึงแกนี่นา!” ด้าผละออกมามองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาตัดพ้อแกมดีใจ “อื้ม... ฉันก็คิดถึงแกเหมือนกัน” “เอ้อจริงสิ... ฉันเสียใจเรื่องคุณพ่อคุณแม่แกด้วยนะพิม” น้ำเสียงของด้าแผ่วลง สีหน้าที่เคยร่าเริงสลดวูบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าความสูญเสียครั้งใหญ่ คือเหตุผลที่ทำให้เพื่อนของเธอ ต้องซมซานกลับมาพึ่งพิงแผ่นดินเกิดอีกครั้ง “อื้ม... ขอบใจนะด้า...” พิมดาวพยายามฝืนยิ้ม แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่อ่อนแรงเหลือเกิน “แกโอเคไหมพิม...” ด้าถามพลางกวาดสายตามองสำรวจร่างบาง "โอเค ฉันโอเคแล้วละ" “ทำไมแกผอมลงขนาดนี้เนี่ย คงเสียใจจนไม่ยอมกินอะไรเลยใช่ไหม” ด้ามองพิมดาวอย่างสำรวจ พิมดาวถอนหายใจยาว สายตามองเหม่อไปทางถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ “มันกินอะไรไม่ลงจริงๆแก... ทั้งเรื่องพ่อแม่ที่จากไปกะทันหัน แล้วยังเรื่องหนี้สินที่ทิ้งไว้อีกตั้งเก้าล้าน เจ้าหนี้ที่นู่นตามทวงจนฉันแทบไม่มีที่ยืน” “เก้าล้านเลยเหรอแก!” ด้าอุทานลั่น ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ใช่... ฉันมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อเลยต้องกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทยนี่แหละ อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีแก มีที่ที่ฉันยังพอจะหลบแดดหลบฝนได้บ้าง” พิมดาวกำสายกระเป๋าเดินทางแน่น ความเป็นคุณหนูผู้มั่งคั่งกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำ ตอนนี้เธอคือหญิงสาวที่แบกรับภาระหนักอึ้งไว้บนบ่าเพียงลำพัง โดยไม่รู้เลยว่าการกลับมาครั้งนี้ นอกจากหนี้สินที่ต้องชดใช้แล้ว เธอยังต้องชดใช้หนี้แค้นให้กับใครบางคน ที่รอคอยเธออยู่ในเงามืดของความเจ็บปวดเช่นกัน “เฮ้อ... ฉันเสียใจจริงๆนะพิมที่ช่วยแกเรื่องเงินไม่ได้ ลำพังตัวฉันเองตอนนี้ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน” ด้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด สายตาที่มองเพื่อนเต็มไปด้วยความเห็นใจ “ไม่เป็นไรหรอกแก แค่นี้ฉันก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว ฉันไหว... เดี๋ยวก็ลองหางานทำนู่นนี่ไปเรื่อยๆ กัดฟันสู้หน่อยเดี๋ยวก็คงมีเงินไปใช้หนี้เขาเองแหละ” พิมดาวฝืนยิ้มปลอบใจเพื่อน “พูดแบบนี้... อย่าบอกนะว่าแกเล็งงานไหนไว้แล้ว” ด้าถามอย่างสงสัย “เปล่าเลย ยังไม่มีในหัวเลยสักนิด” พิมดาวหัวเราะแห้งๆ “ก็กะว่าจะมาเกาะแกกิน แล้วก็ขอไปอาศัยทำงานกับแกนั่นแหละ” คำตอบนั้นทำให้ด้าชะงักไปทันที “อย่าบอกนะว่าแกจะไปทำงานที่ผับกับฉัน” “อื้มๆ!” พิมดาวพยักหน้าถี่ๆ แววตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง “แต่ว่างานมัน... มันไม่ได้สบายนะพิม ทั้งนอนดึก ทั้งต้องรับอารมณ์ลูกค้าขี้เมา ไหนจะพวกมือปลาหมึกอีก...” ด้าอึกอัก ใบหน้าฉายแววลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “ไม่เป็นไร ฉันทำได้น่า แกไม่ต้องห่วงหรอกด้า ฉันผ่านอะไรมาเยอะแยะตอนอยู่ต่างแดน เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากบอกเลยว่าพิมดาวคนใหม่สู้ตาย” “แกแน่ใจนะพิม อย่าลืมนะว่าแกเคยเป็นลูกคุณหนูมาก่อน ผิวพรรณแก หน้าตาแก ฉันกลัวแกจะทนรองรับอารมณ์คนพวกนั้นไม่ไหว” ด้าถามย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นพิเศษ พิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มร่าเริงเมื่อครู่ค่อยๆ จางลงเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉาบไว้บนใบหน้าหวาน “ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วแหละแก ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อชีวิตมันบีบบังคับฉันจนหลังชนฝาขนาดนี้ จะให้ฉันนั่งงอมืองอเท้า รอโชคชะตามาโปรยเงินใส่หรือไง หนี้เก้าล้านนะแกไม่ใช่เก้าบาท อะไรที่แลกด้วยแรงแล้วได้เงินฉันยอมทำหมดแหละ” ด้ามองสบตาเพื่อนรักแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เธอรู้ดีว่าภายใต้คำพูดที่ดูเข้มแข็ง พิมดาวกำลังกลั้นน้ำตาไว้สุดชีวิต “เฮ้อ... ไม่เป็นไรนะแก เดี๋ยวเราค่อยๆช่วยกันคิดหาทางออกก็ได้ แต่ตอนนี้พิมเราไปกินส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ของโปรดแกกันก่อนเถอะ นี่ไงฉันเตรียมมาพร้อมแล้ว เจ้านี้บอกเลยว่าเด็ดที่สุดในย่าน” ด้าฉีกยิ้มกว้าง พลางชูถุงอาหารที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลายขึ้นมาอวดอย่างภูมิใจ ท่าทางทะเล้นของเพื่อนทำให้เมฆหมอกในใจของพิมดาวจางลงไปได้ชั่วขณะ “เฮ้ยด้า แกรู้ใจฉันที่สุดเลยอ่ะ แกรู้ไหมว่าตอนอยู่เมืองนอกฉันอยากกินขนาดไหน แต่ไม่มีโอกาสได้แตะเลย หิวแค่ไหนก็ได้แค่นอนไถมือถือดูคลิปคนกินโชว์ แกรู้ไหมว่ามันทรมานจนน้ำลายเสาะเลยล่ะ” พิมดาวเอ่ยเสียงหลงพลางทำหน้าตาออดอ้อน เหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นถูกใจ จนด้าต้องหลุดขำออกมา “จ้าาาาแม่คุณ... สิ้นสุดการรอคอยแล้วเนอะ วันนี้ฉันจัดหนักจัดเต็มให้แกเอง ร้านนี้แซ่บถึงใจ รับรองว่าหายอยากแน่นอน” ”น่ารักที่สุดเลยเพื่อนรัก งั้นจะรออะไรล่ะรีบไปกันเถอะ ฉันหิวจนจะกินแกได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย” “ไปจ้า มาฉันช่วยถือเอง” ด้ากุลีกุจออาสา ยื่นมือไปหมายจะคว้ากระเป๋าเดินทางใบยักษ์ที่วางอยู่ข้างตัวเพื่อน “เฮ้ยแก ใบนั้นมันหนักนะด้า” พิมดาวรีบท้วงด้วยความเกรงใจ “เออน่า... ไปเถอะ เห็นแบบนี้ฉันแข็งแรงจะตายไป แค่นี้จิ๊บจิ๊บ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ออกแรงลากกระเป๋าเดินนำลิ่วไปทันที ทิ้งให้คนข้างหลังได้แต่มองตามขำๆ “หึ... จ้าาา แม่คนเก่ง แกนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆนะ” พิมดาวพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มที่มาจากใจจริงๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน อย่างน้อยในวันที่ชีวิตพังทลายจนไม่เหลืออะไร เธอก็ยังเหลือมิตรแท้ที่พร้อมจะแบ่งปันทั้งน้ำตา และส้มตำรสเด็ดในมื้อนี้ บรรยากาศบนคอนโดอบอวลไปด้วยความคิดถึง หลังจากที่บานประตูห้องปิดลง ทั้งคู่ต่างก็ปลดปล่อยความรู้สึกที่กักเก็บมานานสองปีเต็ม บทสนทนาที่ขาดหายไปถูกเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะ และเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบที่แลกเปลี่ยนกันอย่างไม่รู้เบื่อ ช่วงเวลาแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำ กลิ่นส้มตำไก่ย่างฟุ้งกระจายไปทั่วห้องนั่งเล่น พิมดาวกับด้านั่งล้อมวงกันบนพรมอย่างไม่ถือตัว มือหนึ่งหยิบปั้นข้าวเหนียว อีกมือหนึ่งก็โบกไม้โบกมือเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา "ตอนที่ฉันไปอยู่นู่นใหม่ๆ ภาษาโต้ตอบก็ยังไม่คล่อง แถมอากาศยังหนาวจนมือแข็งไปหมด บางคืนฉันนั่งมองรูปเอ่อ... รูปเก่าๆ แล้วก็นั่งร้องไห้คนเดียว" พิมดาวชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเกือบจะหลุดชื่อที่เธอกลบฝังไว้ในใจออกมา แต่เธอก็รีบกลบเกลื่อนด้วยการยัดไก่ย่างเข้าปาก "ฉันเข้าใจแกนะพิม สองปีที่ผ่านมาเมืองไทยก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ที่แน่ๆคือฉันเหงามาก ไม่มีใครให้ไปเดินช้อปปิ้งด้วยเลยเนี่ย ดูสิชุดสวยๆในตู้ฉันแทบไม่ได้ใส่เลย" ด้าเล่าพลางตักน้ำปลาร้าราดขนมจีน ทั้งคู่คุยกันตั้งแต่เรื่องแฟชั่นที่เปลี่ยนไป ดราม่าดาราที่พลาดไปในช่วงสองปี จนถึงเรื่องราวชีวิตพนักงานผับที่ด้าทำอยู่ “แกต้องระวังตัวนะพิม ที่นั่นน่ะพวกผู้ชายรวยๆบางคนชอบคิดว่าเอาเงินฟาดหัวแล้วจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะพวกแขกวีไอพี แกต้องมีสติให้มากนะ” ด้าวกกลับมาเรื่องงานด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “อื้ม ฉันรู้... ฉันไม่ได้เป็นคุณหนูพิมดาวคนเดิมที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆแล้วนะด้า ตอนนี้ฉันเป็นแค่พิมดาว คนที่เก่งและก็เข้มแข็งกว่าที่แกคิดนะบอกเลย” พิมดาวตอบพร้อมแววตาที่หม่นลงเล็กน้อย เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก จากบ่ายคล้อยจนแสงอาทิตย์สีส้มเริ่มสาดส่องเข้ามาในห้อง บทสนทนาที่สนุกสนานเริ่มเบาลง พิมดาวลุกขึ้นยืนก่อนจะมองออกไปที่วิวนอกหน้าต่าง คอนโดหรูฝั่งตรงข้ามที่เธอเคยจ้องมองเป็นประจำยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น และวินาทีนั้นความทรงจำเกี่ยวกับใครบางคนก็แวบเข้ามาในหัว เขาจะยังอยู่ที่เดิมไหมนะหรือเขาจะเติบโตไปถึงไหนกันแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD