“พ่อของผมตายไปแล้ว แม่บอกว่าพ่อตายไปแล้ว ผมไม่มีพ่อเหมือนกับคนอื่น ๆ หรอกฮะ” ไอคิโด้จ้องหน้าเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ และดูไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าจะต้องดีใจหรือเสียใจดีที่ได้ยินอะไรแบบนี้ออกมาจากปากของเจ้าตัวเล็ก แต่เควิ่นก็ยังไม่วายที่จะถามต่อ
“แล้วพ่อของเธอเป็นใคร ชื่ออะไร เธอพอจะรู้หรือเปล่า”
“พ่อผมชื่อ… (สีหน้าครุ่นคิด) ผมไม่รู้ฮะ”
“อะไรกัน! นี่แม่ของเธอเขาไม่ได้บอกเหรอ ว่าพ่อเธอชื่ออะไร”
“เปล่า...ผมไม่ได้ถาม” ไอคิโด้ตอบ
“ไม่ได้ถาม แต่เธอเป็นลูกยังไงเธอก็ต้องรู้ หรือว่าเธอไม่อยากรู้หรือไง” เควิ่นถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก ไอคิโด้ก้มหน้าลงด้วยท่าทางที่สับสน
“นี่…ถ้าอยากรู้ ก็ไปถามแม่เธอดูสิ (ไอคิโด้ท่าทางลังเล) เรื่องแค่นี้แม่เธอไม่ตีหรอก”
“ก็ได้ฮะ เดี๋ยวผมจะลองไปถามหม่ามี๊ดู” สายตาคมเผยยิ้มร้ายแฝงความเจ้าเล่ห์ออกมาตรงมุมปาก ที่เกลี้ยกล่อมเด็กน้อยได้จนสำเร็จ ไอคิโด้สะพายกระเป๋านักเรียน ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องครัว ระหว่างที่ร่างระหงกับกำลังสารวนอยู่กับการทำอาหาร
“ว่าไงพ่อรูปหล่อ ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอครับ” หยาดพิรุณหันมาหาลูกชายตัวน้อย ขณะที่มือของเธอยังคงหยิบจับกระทะ และตะหลิวผัดข้าวในกระทะสีเหลืองทองอร่ามให้กับเจ้าตัวน้อย
“หม่ามี๊ฮะ...ผมขอถามอะไรได้ไหม” ไอคิโด้เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าเตา แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง มือบางชะงักงันแล้วหันไปหรี่ไฟ ก่อนจะย่อตัวลงวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่น้อย ๆ
“อยากรู้อะไรครับคนเก่ง ข้างนอกแดดร้อนหรือเปล่า ดูซิ ผมเผ้าเปียกไปหมดเลย” หยาดพิรุณยกมือบางขึ้นลูบไล้ที่ศีรษะเล็ก
“ผมอยากรู้ว่าพ่อของผมเป็นใคร พ่อชื่ออะไรเหรอฮะ” แววตาใสสบสายตากับผู้เป็นแม่ แพขนตาหนาขยับเคลื่อนไหวถี่ ๆ อย่างตกอกตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำถาม ๆ นี้จากลูกชายของเธอ
“คิโด้! ... อยากรู้จริง ๆ เหรอครับ” เธอถามกลับด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ ในขณะที่ไอคิโด้นั้น กลับนิ่งเงียบไปซะเฉย ๆ หยาดพิรุณไม่คิดที่จะปกปิดความจริงว่าใครคือพ่อแท้ ๆ ของลูกชาย แต่เธอคงจะใจอ่อน แล้วบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้ แต่หากไอคิโด้อยากรู้จริง ๆ เธอก็พร้อมที่จะบอกกับเขา
“คิโด้ อยากรู้จริง ๆ หรือเปล่าครับ” หยาดพิรุณย้ำถามลูกชาย ไอคิโด้ส่ายหน้าไปมาเล็ก ๆ ก่อนตอบ
“เปล่าฮะ คุณอาให้มาถาม”
“เอ๋!!!…คุณอาเหรอ!!!” หยาดพิรุณตกใจหน้าถอดสี
“ก็คุณอาที่เป็นเพื่อนที่ทำงานใหม่ของหม่ามี๊ไงล่ะฮะ” คำตอบของไอคิโด้ทำให้เธอลุกขึ้นไปปิดเตา แล้วถอดผ้ากันเปื้อนออก ใบหน้าเนียนแดงก่ำด้วยความฉุนเฉียว เพราะเธอรู้แล้วว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามายุ่งวุ่นวาย ภายในบ้านของตัวเอง แถมยังพยายามยัดเยียดบางสิ่งบางอย่างให้กับลูกชายของเธออีกด้วย จึงไม่รอช้าที่จะตามออกไปจัดการกับคนต้นเรื่องทั้งหมด
“นี่คุณ...เข้ามาได้ยังไง" เควิ่นได้ยินเสียงหวาน ๆ ที่ฟังดูคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง ก็ชี้ไปที่ประตูรั้วแทนคำตอบ ในขณะที่เธอมองเห็นถุงขนมที่วางอยู่บนม้านั่ง ก็พอจะเดาออกแล้วว่าเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร ไอคิโด้ถึงได้ยอมเปิดประตู
"ต้องการอะไร ทำไมจะต้องมายุยงส่งเสริมให้ลูกของฉันอยากรู้นู่นนั่นนี่ไปซะหมด คุณต้องการอะไรจากเรากันแน่” หยาดพิรุณถามเสียงกร้าว ทำร่างสูงหันกลับมามองเธอในทันใด
เม็ดเหงื่อบาง ๆ ที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเนียนกริบทำคนตัวสูงที่จ้องมองอยู่ ถึงกับตกตะลึงในความสวย ที่แม้เธอจะแต่งตัวสบาย ๆ ไม่ได้แต่งหน้าจัดจ้านเหมือนเวลาทำงาน แต่เธอก็ดูสวยสะกดสายตาของเขา รวมทั้งรูปร่างบอบบาง แม้หน้าอกหน้าใจจะดูเด่นชัดจนดูรู้ว่านี่คือ คุณแม่ลูกหนึ่ง แต่เธอก็ดูเย้ายวนความเป็นชายในตัวเขาไปซะหมดทุกอย่าง
“ผมเหรอ ต้องการอะไรจากคุณ” เควิ่นสลัดความคิดลามก ๆ ของตัวเอง ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วตรงดิ่งเข้ามาหาเธอแบบทันใด
“ก็ถ้าไม่ได้ต้องการ คุณจะมายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวของเราทำไม คุณออกจากบ้านฉันไปเลยนะ แล้วก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก เราไม่ต้อนรับคุณ ออกไป” เควิ่นแค่นเสียงหัวเราะ
“ทำไมเหรอ นี่แค่ถามถึงผัวเก่า ถึงกับต้องโมโหขนาดนี้ด้วยเลยหรือครับคุณผู้หญิง ทำไม...ผัวคุณมันเลวมาก ขนาดที่พูดถึงไม่ได้เลยหรือไง”
“ใช่...เลวมาก! เลวจนฉันไม่อยากให้ลูกได้ยินเรื่องของคนแบบนั้น แล้วคุณก็อย่าเอ่ยถึงผู้ชายคนนี้ในบ้านของฉันอีกเป็นอันขาด อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” เธอจ้องหน้าเขาอย่างไม่พอใจสุด ๆ ส่วนเขาได้ฟังก็กระตุกยิ้มร้ายออกมาเล็ก ๆ
“ถ้าลูกของเธอไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ เธอก็ควรบอกว่าพ่อของเด็กนั่นเป็นใคร จะร้ายหรือดี เขาก็เป็นพ่อของลูกเธออยู่ดี เธอปฏิเสธความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งข้อนี้ไปไม่ได้หรอก” เควิ่นจ้องหน้า เธอจ้องตอบ
“อย่ามายุ่งกับเรื่องครอบครัวของฉัน ออกไปให้พ้น!” เธอชี้นิ้วไปที่หน้าประตู เควิ่นส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“เสียใจด้วยนะคุณผู้หญิง ตอนนี้ผมกับคิโด้เราสนิทกันเกินกว่าที่เธอจะมาไล่ฉันได้แล้ว ตอนนี้ฉันเป็นแขกของลูกชายของเธอ ไม่ใช่เธอ” คำพูดของเควิ่นทำร่างบางตัวสั่นเทิ้ม กำมือแน่นพยายามข่มอารมณ์โมโหเอาไว้
“ไม่ว่าคุณจะปั่นหัวลูกชายฉันด้วยวิธีอะไรก็ตาม อย่าคิดว่าจะทำมาตีสนิทกับครอบครัวของเราได้ แล้วก็เลิกให้ลูกฉันเรียกคุณว่าอาสักที เพราะว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ออกไป!” หยาดพิรุณชี้นิ้วออกคำสั่ง แต่นอกจากอีกฝ่ายจะไม่เชื่อฟังแล้วยังตรงดิ่งเข้ามาประชิดร่างของเธออีกด้วย
“แน่ใจเหรอ! ว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน หรือเธอลืมไปแล้วว่าเราสองคนเคย!” หยาดพิรุณไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้พล่ามออกมาจนจบ ยกมือขึ้นกันที่แผงอกแกร่ง แต่เขากลับจู่โจมเข้ามาประชิดเรือนร่างของเธออย่างฉับพลัน จนไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวเองไปไหนได้
"อย่ามาพูดบ้า ๆ ในพื้นที่ของฉันนะ" หยาดพิรุณกล่าวแย้ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจึงเอ่ยออกไปว่า
“แล้วถ้าไม่ให้เรียกอา จะให้เรียกว่าอะไรดีล่ะ ลุง หรือว่าพี่ อ้อ! หรือว่าจะให้เรียกพ่อ” คำพูดของเควิ่นทำเธอถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม แล้วหลบสายตาเขาไปซะดื้อ ๆ
“ว่ายังไง! จะให้เรียกว่าพ่อหรือไงล่ะครับ คุณผู้หญิง”
เควิ่นกระเซ้าเย้าแหย่พร้อมกับสอดเรียวแขนเข้าไปโอบเอวคอดกิ่วจากทางด้านหลัง แล้วฉุดร่างเธอให้เข้ามาแนบชิด จนหน้าอกอิ่มภายใต้เสื้อปาดไหล่สม็อคสีขาวตัวบางเบา ชนเข้ากับแผงอกกว้างของเขาแบบจัง ๆ ทำทั้งคู่ถึงกับใจสั่นหวิวขึ้นมาในทันใด
หมับ!
“นี่ปล่อยนะ!”
คนในอ้อมแขนร้องห้าม พยายามที่จะผลักไสร่างกายแข็งแกร่งให้ออกห่าง ใบหน้าเนียนกริบเงยขึ้นจ้องมองคนตัวสูงกว่าอย่างเอาเรื่อง แต่จู่ ๆ สายตาทั้งสองคู่ก็พลันประสานกันไปมาอย่างลืมตัว
นัยน์ตาคมกริบส่องประกายแวววาวราวกับต้องมนต์สะกด นัยน์ตาสวยหวานเสมือนดวงดาวนับล้านดวงกำลังส่องแสงและทอประกายเฉกเช่นอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ภายใต้ความรู้สึกที่แปลกประหลาด สิ่งต่าง ๆ รอบกายพลันหยุดหมุนไปชั่วขณะ แม้แต่สายลมโชยก็ไม่ไหวติง กระทั่งใบไม้ก็ไม่กระดิก มีเพียงก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจเท่านั้น ที่กำลังเต้นโครมครามอยู่ภายในร่างกายของคนทั้งคู่
สองสายตาสอดประสานกันอย่างลึกซึ้งอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่ร่างบางจะพลันดึงสติของตัวเองกลับมาได้ก่อน เมื่อสมองสั่งให้ลั่นวาจาเสียดสีคนตรงหน้าออกไปอย่างไม่ไยดี
"พ่อเหรอ! อย่าเรียกตัวเองว่าพ่อเลย อย่างคุณ! ไม่มีวันได้ใช้คำนั้นหรอก" หยาดพิรุณแสยะยิ้มร้ายปนความเย้ยหยันให้แก่คนตรงหน้า คำพูดของอีกฝ่ายเสมือนแรงเหวี่ยงของฝ่ามือที่โถมเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเรียกให้มีสติ มือแกร่งเหนี่ยวรั้งเอวบางจากทางด้านหลังแล้วกระชากให้เธอรู้ตัว ว่าไม่ควรที่จะพูดจายั่วโมโหโทโสกับเขาให้มากนัก พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปใกล้ ๆ จนเธอตะกุยแขนหลบหลีกแทบไม่ทัน
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ! คุณไม่มีสิทธิ์ถูกเนื้อต้องตัวฉันอย่างเมื่อสี่ปีก่อนอีกแล้ว จะทำอะไรกรุณานึกถึงคุก นึกถึงตะรางเอาไว้ด้วย เพราะว่าฉันไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว" คำพูดข่มขู่ของเธอทำเขาหยุดกึก! หยาดพิรุณได้จังหวะย่ำเท้าลงไปที่ส้นเท้าของฝ่ายนั้นอย่างเต็มแรงแล้ววิ่งหลบไปที่ประตูทางเข้าของตัวบ้าน ปล่อยคนตัวโตกว่าที่ผละออกห่างจากร่างงาม ยืนขากระเผลกชักสีหน้าเกรี้ยวกราดอยู่ตรงที่เดิม
"นี่เธอ! เป็นพวกซาดิสม์หรือยังไง เอะอะก็ใช้แต่กำลัง ระวังลูกชายของตัวเองให้ดีเถอะ จะติดความซาดิสม์ทางพันธุกรรมมาจากเธอด้วย" เควิ่นพูดพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่เธออย่างไม่พอใจสุด ๆ
"งั้นเหรอ! ก็ยังดีกว่าได้ ดีเอ็นเอ ที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องสนองตัณหาของตัวเองแบบคุณก็แล้วกัน" หยาดพิรุณจ้องกลับอย่างท้าทาย สายตาสาดส่องหาอาวุธร้ายที่อยู่รอบกายเพื่อเอาไว้ใช้ต่อกรกับคนตรงหน้า ด้วยเกรงว่าเขาจะจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
"พูดแบบนี้เธอหมายความว่าไง ฉันถามว่าหมายความว่ายังไง" ร่างหนาขยับเข้ามาใกล้อย่างหงุดหงิดใจในประโยคคำพูดที่ได้ยิน หยาดพิรุณไม่ตอบคำถาม คว้าไม้กวาดทางมะพร้าวที่ด้ามยาวพอดิบพอดีมือได้ ก็ฟาดไปที่ร่างของอีกฝ่ายที่พรวดพราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีคำกล่าวร้องเตือนให้เขาได้รู้ตัวอีกต่อไปแล้ว
พลั่กกก! พลั่กกก! พลั่กกก! พลั่กกก!
"โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ยยย!!! " เขาเอี้ยวตัวหลบพร้อมกับยกท่อนแขนขึ้นมากันแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้น หยาดพิรุณกระหน่ำตีเข้าใส่ร่างของเขาแบบไม่ยั้งนับครั้งไม่ถ้วน จนร่างสูงทรุดลงไปนั่งที่พื้น หยาดพิรุณสะดุ้งโหยง! ด้วยความตกใจไม่คิดว่าตัวเองจะมือไม้หนักขนาดนี้ เพราะเมื่อวานเธอก็พึ่งจะทำปลายคิ้วของเขาแตก มาวันนี้ก็ยังทำร้ายร่างกายของเขาอีก ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะกลายเป็นพวกซาดิสม์อย่างที่เขาพูดจริง ๆ หยาดพิรุณถึงกับหน้าถอดสี
"เกินไปหรือเปล่าคุณผู้หญิง ถ้าจะทำร้ายกันขนาดนี้ ไม่เอาปืนมายิงจ่อกลางกบาลกันเลยล่ะ" เควิ่นถลึงตาใส่ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ผลีผลามเข้าไปใกล้ เพราะกลัวจะเพลี่ยงพล้ำให้กับเธออีก มือก็พลันยกขึ้นมานวดเค้นตามร่างกายให้คลายความเจ็บช้ำจากการถูกกระทำ
"อ๋อเหรอ! ทำได้ด้วยเหรอคะ" หยาดพิรุณแค่นเสียงพูดออกไป เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปากเก่งขึ้นมาได้แล้ว เธอก็ยียวนกวนประสาทเขากลับไปทันที พร้อมกับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน ร่างสูงได้ฟังก็ขบริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะเผยอยิ้มออกมาเล็กน้อยที่เห็นว่าเธอเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาเหมือนกัน
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอีกล่ะก็รีบออกไปซะ ไม่งั้นคุณได้ขายวิญญาณทิ้งเอาไว้ตรงนี้แน่ ฉันรับรอง!” หยาดพิรุณขู่ฟ่อ ๆ แต่เขากลับไม่ได้เกรงกลัวต่อคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย แถมยังดูเหมือนกับว่าเธอกำลังปลุกความโหด ดิบ และป่าเถื่อนภายในตัวตนของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาแล้วด้วย