“ยายพูดถูกหรือเปล่า เจ้าคิโด้” พิมพ์ใจยิ้มแห้ง ๆ เกรงว่าจะสื่อสารกับพ่อรูปหล่อหน้าฝรั่งนี้ไม่รู้เรื่องก็เริ่มว้าวุ่นใจ
“พูดว่าอะไรเหรอฮะคุณยาย จะถามว่ามาหาใครหรือเปล่าฮะ” ไอคิโด้เงยหน้าถามพิมพ์ใจ ก่อนที่เธอจะหยักหน้าตอบ
“นั่นแหละ ๆ ต้องพูดว่าอะไร สอนยายหน่อยสิ เร็วเข้า! ว็อท วอท อีส” พิมพ์ใจพยายามที่จะสื่อสารออกไป ไอคิโด้ที่ยืนมองดูอยู่ยิ้มกรุ้มกริ่มให้กับผู้เป็นยาย ก่อนจะเงยหน้าสบตากับชายร่างกำยำสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว
“ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขาหรอกฮะ คุณยาย” ไอคิโด้เขย่ามือของพิมพ์ใจเบา ๆ พร้อมกับยิ้มออกมากว้าง ๆ
“ไม่พูดแล้ว…เขาจะรู้เรื่องรึ”
พิมพ์ใจถามหลานชายตัวเล็กที่ยืนเอียงคอแล้วยกยิ้มออกมาบาง ๆ อย่างมีเลศนัย
ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตน้ำเงินเข้ม ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายทนสงสัยอยู่นานจึงเอ่ยทักทายหญิงสูงวัยที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาให้เจ้าตัวเล็กที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ โดยทั้งคู่สบตาไปมาอย่างรู้กัน
“สวัสดีครับ ผมชื่อเควิ่นเป็นเพื่อนของหยาดพิรุณ ได้ข่าวว่าเธอมาที่นี่ เผอิญว่าผมเองก็มาหาญาติแถวนี้ด้วยเหมือนกัน ก็เลยถือโอกาสแวะมาทำความรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยเลยครับ” พูดถึงตรงนี้พิมพ์ใจก็อึ้งไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดภาษาไทยได้คล่องปร๋อ
“พูดไทยได้ด้วยรึพ่อคุณ! แล้วก็ไม่บอกแต่แรก เข้ามาก่อนสิคะ” พิมพ์ใจยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมกับเปิดประตูต้อนรับ
“คุณอาเป็นเพื่อนที่ทำงานของหม่ามี๊ฮะคุณยาย” ไอคิโด้แนะนำคนตัวโตให้พิมพ์ใจได้รู้จัก
“อ้าว! นี่เจ้าก็รู้จักเขาด้วยรึ” คุณยายหันไปถามหลานชายพลางลูบไล้ที่ศีรษะเล็กอย่างรักใคร่เอ็นดู
“รู้จักสิฮะ เราสนิทสนมกันในระดับนึงเลยล่ะฮะ” ไอคิโด้บอกกับคุณยาย ก่อนจะหันกลับไปยักคิ้วให้กับเควิ่นที่ปิดประตูแล้วเดินตามเข้ามา
“ขอโทษนะครับที่ผม ไม่ได้แนะนำตัวเองแต่แรก” เควิ่นอมยิ้มเล็ก ๆ แล้วเดินดิ่งเข้ามาด้านใน หลังจากที่รอโอกาสอยู่นาน ตั้งแต่ขับรถตามสองแม่ลูกมาจากที่กรุงเทพแล้ว
“มาจากกรุงเทพเลยรึพ่อคุณ ตัวสูง รูปร่างหน้าตาก็ดูไม่ใช่คนไทย แต่ทำไมพูดไทยได้ชัดปร๋อ แถมยังดูหล่อมากด้วย นี่ฉันก็คิดว่าคุณเป็นดาราฮอลลีวูดซะอีกนะ พ่อคริส! อีแว่นที่เล่นเป็นกัปตันอเมริกาอะไรนั่นใช่มั้ยเจ้าคิโด้” พิมพ์ใจหยุดยืนอยู่ที่ทางเข้าบ้านแล้วหันมาสบตากับร่างใหญ่ ที่ยืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ด้านหลัง
“คริสอีแวนส์ฮะ คุณยาย” เสียงใส ๆ ตอบกลับผู้เป็นยาย เควิ่นยิ้มเขิน ๆ เมื่อได้รับคำชม
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ จริง ๆ คุณแม่ของผมท่านเป็นคนไทย จะมีก็แค่คุณปู่กับคุณพ่อที่เป็นต่างชาติครับคุณ เอ่อ…” เควิ่นอึกอักไม่รู้จะใช้สรรพนามเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร
“ถ้าคุณไม่รังเกียจจะเรียกฉันว่าแม่แบบเจ้าหยาด หรือจะเรียกยายเหมือนกับเจ้าคิโด้ก็ได้นะ” พิมพ์ใจบอกออกมา
“ไม่รังเกียจเลยครับ ยินดีซะอีก ถ้าแบบนั้น… ผมขอเรียกคุณแม่เหมือนหยาดแล้วกันนะครับ ส่วนคุณแม่ก็เรียกผมว่าเคเฉย ๆ ก็ได้ครับ” เควิ่นยกยิ้มตรงมุมปาก พิมพ์ใจยิ้มรับ
“จ้า...พ่อคุณ ยังไม่รีบกลับใช่ไหมอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันก่อนสิ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากชวน มีหรือที่เควิ่นจะปฏิเสธ
“ดีเลย ยังไงขอฝากกระเพาะน้อย ๆ ไว้กับบ้านนี้ด้วยเลยนะครับ คุณแม่มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจนะครับ คิดว่าผมเป็นลูกเป็นหลานอีกสักคนก็ได้” เควิ่นเสนอตัว
“นี่พ่อคุณเข้าครัวด้วยรึ เห็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ สมัยนี้ ไม่ค่อยจะเข้าครัวทำอาหารกันเสียเท่าไหร่” พิมพ์ใจขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างฉงน พลางจ้องมองคนตัวสูงกว่าอย่างสนใจ
“ก็พอได้ครับ เคยทำตอนเรียนอยู่ที่เมืองนอก”
“อันที่จริงแม่ก็ใกล้จะทำเสร็จหมดแล้วล่ะนะ ถ้างั้นก็เข้าไปช่วยหยิบจับนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะดีนะ ไปสิ ๆ” พิมพ์ใจกวักมือเรียกให้ตามเข้าไปในครัว
“คุณยายฮะ ถ้างั้นผมขึ้นไปตามหม่ามี๊ให้ลงมาช่วยด้วยนะฮะ” ไม่ทันขาดคำ ร่างระหงก็เดินลงมาจากบันไดชั้นสอง
“ใครมากันเหรอคะแม่” หยาดพิรุณถึงกับชะงักงัน หน้าถอดสีตกใจจนเข่าแทบทรุด เมื่อได้เห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญยืนอยู่เบื้องหน้า แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่แขกของเธอเสียแล้ว เมื่อคนที่ให้เข้ามานั้นเป็นแม่ของเธอเสียเอง
หยาดพิรุณแปลกใจที่ทำไมเขาถึงรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ แต่เมื่อชำเลืองมองไปที่ร่างเล็กของลูกชายตัวแสบ ก็พอจะเดาได้ว่านี่คงจะเป็นแผนการของทั้งเขาและไอคิโด้ที่รวมหัวกันขึ้นมา หยาดพิรุณลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายหัวใจ
“พ่อเคมาจ้ะ แม่ก็เลยชวนทานข้าวด้วยเลย หยาดไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยลูก” คำถามของผู้เป็นแม่ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะทัดทาน และหากจะพูดอะไรไปตอนนี้ก็คงดูไม่ดีแน่ เพราะแทนที่พ่อแม่ของเธอจะรู้แค่ว่าเป็นเพื่อน เรื่องมันจะเลยเถิดไปกันใหญ่ หยาดพิรุณจึงได้แน่นิ่ง ปล่อยให้เขาเข้าไปในบ้าน รอดูว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนกันแน่
“คิโด้ครับหม่ามี๊เก็บของเล่นให้แล้วนะครับ คิดว่าคิโด้คงไม่เล่นต่อแล้ว หรือยังจะอยากเล่นต่ออยู่อีกหรือเปล่าครับ”
“อยากฮะ ผมอยากเล่นไดโนเสาร์ หม่ามี๊ขึ้นไปเล่นเป็นเพื่อนหน่อยสิฮะ”
“ไปสิครับ” หยาดพิรุณคว้าแขนของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะชำเลืองสายตามองร่างใหญ่ ในขณะที่เขามองตามเธอไปอย่างอาลัยอาวรณ์เหมือนอยากที่จะตามขึ้นไปด้วย แต่ก็ดูว่าคงจะไม่เหมาะสมคงเป็นโอกาสดีที่กว่า หากเขาจะได้ทำความรู้จักกับผู้เป็นแม่ของเธอให้มากยิ่งขึ้น
“หม่ามี๊ฮะ ผมอยากให้คุณอามาเล่นของเล่นกับเราด้วยจะได้ไหมฮะ” ไอคิโด้หยุดยืนอยู่ที่บันได ขณะที่หันไปถามคนเป็นแม่
“แต่เขา...เอ่อ! หม่ามี๊หมายถึงคุณอาจะต้องเข้าครัวไปช่วยคุณยายนะครับ คงมาเล่นกับคิโด้ไม่ได้หรอกครับ”
“แล้วเราให้คุณอาค้างที่นี่ด้วยได้ไหมฮะ มันจะมืดแล้ว ผมกลัวคุณอากลับบ้านไม่ได้”
“อย่าไปเป็นห่วงเขาเลย เอ่อ...หม่ามี๊จะพูดว่า ไม่ต้องห่วงคุณอาหรอกจ้ะ เพราะว่าคุณอาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ขับรถกลับบ้านได้ไม่เป็นไรหรอกนะ แล้วอีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้มีห้องมากมายให้คนอื่นเขาค้างคืนด้วย คิโด้เข้าใจไหมครับ”
“เข้าใจสิฮะ แต่ถ้าคุณตากับคุณยายนอนห้องเดียวกัน หม่ามี๊กับผมนอนห้องเดียวกัน มันก็ยังเหลือห้องว่างอีกตั้งสองห้องนี่ครับ คุณอาจะเลือกนอนห้องไหนก็ยังได้เลยนะฮะ” คำพูดของไอคิโด้ทำให้หยาดพิรุณถึงกับอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก เพราะเธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายเจ้าลูกชายช่างขี้สงสัย และจอมดื้อรั้นเข้าเสียแล้ว หยาดพิรุณได้แต่ลอบถอนหายใจแผ่ว ๆ
ค่ำวันนั้น
“อาหารตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” เควิ่นผายมือเชื้อเชิญ ขณะที่พิมพ์ใจและปองพลเดินตามกันออกมาจากครัว
“ขอบใจมากนะพ่อคุณ วันนี้ท่าทางอาหารจะอร่อยเป็นพิเศษ ได้พ่อครัวฝีมือดีมาช่วยขนาดนี้” ผู้เป็นแม่พูดพลางคลี่ยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ จริง ๆ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการทำอาหารด้วยซ้ำ แค่เป็นลูกมือนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง” เควิ่นถ่อมตัว ในขณะที่คนเป็นแม่และพ่อต่างเห็นแล้วว่าเขาพอจะมีพื้นฐานในการทำครัวอยู่พอสมควร หรือ เรียกว่าเก่งเข้าขั้นเลยก็ว่าได้ เพราะสมัยนี้หาคนที่จะเข้าครัวได้น้อยมาก แม้แต่สาว ๆ หลายคนก็ไม่ค่อยจะเข้าครัวกันแล้ว แต่เขากลับหยิบจับเครื่องครัวได้คล่องแคล่วว่องไวราวกับอยู่กับมันแทบทุกวัน
“แม่คะ หยาดขอเอาข้าวขึ้นมาทานข้างบนได้ไหมคะ” หยาดพิรุณเดินลงมาจากบันไดชั้นสองพลางเอ่ยปากบอกกับผู้เป็นแม่ เควิ่นถึงกับหน้าเจื่อนเพราะดูออกว่าเธอเลี่ยงที่จะไม่ยอมเจอหน้าเขาจริง ๆ
“ทำไมทำแบบนั้นล่ะหยาด นี่เรามีแขกนะ” คนเป็นพ่อเอ่ยถาม พร้อมกับชำเลืองมองเควิ่นที่ได้แต่ยืนก้มหน้า
“คิโด้ยังไม่เลิกเล่นเลยน่ะค่ะพ่อ หยาดไม่อยากให้ทุกคนรอ ก็เลยคิดว่าจะให้แกทานข้าวข้างบน”
“เดี๋ยวพ่อขึ้นไปตามเอง วันนี้เรามีแขก ทุกคนต้องอยู่พร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร” คำพูดเด็ดขาดของผู้เป็นพ่อ ทำหยาดพิรุณเลี่ยงไม่ได้ เธอต้องอยู่ท่ามกลางความอึดอัดบนโต๊ะอาหารกับผู้ชายคนนี้จริง ๆ หรือนี่ หยาดพิรุณก้มหน้าสลด
ที่โต๊ะอาหาร
“โอ้โหว! กับข้าวหน้าตาน่ากินจังเลยฮะ” ไอคิโด้ดูท่าทางตื่นเต้นผิดปกติจนคนเป็นแม่เริ่มสงสัย ว่าใครคือเจ้าของแผนการต้นคิดเรื่องพากันตามมาถึงที่นี่ระหว่างเด็กหรือผู้ใหญ่
“ก็มีแต่ของโปรดเรานี่นะเจ้าคิโด้” ปองพลบอกกับหลานชายตัวน้อย
“แกงป่าที่แม่ทำไว้ รสค่อนข้างจัดไม่รู้ว่าพ่อเคจะทานได้มั้ย” พิมพ์ใจเอ่ยถาม
“ผมทานได้ครับ จริง ๆ แล้วที่วางอยู่บนโต๊ะผมทานได้ทุกอย่างเลยครับ” เควิ่นบอกกับทุกคน
“หน้าก็ฝรั่ง แต่พูดไทยได้คล่องปร๋อ แถมยังทานอาหารไทย ๆ ได้อีก อยู่ง่ายทานง่ายดีนะพ่อคุณ” ผู้เป็นพ่อของหยาดพิรุณกล่าวชื่นชม ก่อนที่เธอจะเดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหารเป็นคนสุดท้าย หลังจากที่เจ้าลูกชายวิ่งเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ว่างข้าง ๆ กับเควิ่น
“มีอะไรทานบ้างคะแม่” หยาดพิรุณนั่งลงข้าง ๆ พ่อและแม่ของเธอ โดยมีเจ้าลูกชายนั่งขั้นกลางระหว่างเธอกับเควิ่น
“ของโปรดของเรากับเจ้าคิโด้ไง มีไข่เจียวใส่หัวหอมใหญ่ พะแนงหมู แกงป่ากุ้ง ปลาทูทอด แล้วก็ต้มจืดเต้าหู้ไข่” พิมพ์ใจไล่เรียงเมนูที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร
“น่าทานจังเลยค่ะ” หยาดพิรุณมองดูอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะ ก่อนที่พ่อของเธอจะพูดขึ้นว่า
“ฝีมือของพ่อเคเขาล่ะ พ่อทอดแค่ปลาทู นอกนั้นแม่กับพ่อเคเป็นคนทำ ลองทานดูสิ”
“คุณอาทำเองเลยเหรอฮะ ผมขอลองชิมต้มจืดเต้าหู้หน่อยได้ไหมฮะ” ไอคิโด้ยืดตัวขึ้นสูง ๆ เพื่อจะได้มองเห็นกับข้าวได้อย่างถนัด คนตัวโตกว่าเห็นแบบนั้นจึงเร่งทำคะแนน
“เอาสิ! เดี๋ยวอาตักให้นะ” เควิ่นเอื้อมไปตักต้มจืดให้เจ้าตัวเล็ก ก่อนจะตักให้แม่และพ่อตามลำดับ ในขณะที่หยาดพิรุณยังคงนั่งนิ่งคนข้าวในจานไปมาไม่ยอมตักอาหารใส่จานสักอย่าง สายตาคมมองทีท่าก็รู้แล้วว่า
เธอไม่กล้าที่จะพูดหรือทำอะไรต่อหน้าพ่อและแม่อย่างที่ไอคิโด้พูดจริง ๆ เพราะเธอเป็นคนที่เกรงใจ และแคร์ความรู้สึกของพ่อแม่เอามาก ๆ ซึ่งเขาดูออกว่าเธอคงไม่อยากจะให้ทั้งสองคนรู้ว่าเขาและเธอเคยมีความสัมพันธ์กันถึงขั้นไหน ระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย มีเพียงหยาดพิรุณที่นั่งเขี่ยช้อนไปมาอยู่ที่โต๊ะ ผู้เป็นพ่อของเธอที่ดูจะชอบพอเควิ่นเพราะคุยถูกคอกันตั้งแต่อยู่ในครัว จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“ที่ว่าเป็นเพื่อนของเจ้าหยาด หมายถึงเพื่อนที่ทำงานด้วยกันใช่มั้ย”
“จริง ๆ ผมมีธุรกิจด้านโลจิสติกส์ที่ต้องดูแลอยู่ครับ หมายถึงธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านทางเรือแล้วก็สายการบิน ผมจะดูแลลูกค้าในส่วนของต่างประเทศในไทย นอกนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของคุณพ่อแล้วก็คุณแม่ครับ”
“ถ้างั้นก็คงจะยุ่งน่าดูเลยน่ะสิ แล้วไม่ได้ทำงานที่เดียวกับเจ้าหยาดหรอกรึ” พิมพ์ใจเอ่ยถาม
“ก็นิดหน่อยครับ จริง ๆ แล้วผมมีหุ้นส่วนอยู่ที่ฟิตเนสและสปาที่หยาดทำงานอยู่ด้วย จะว่าไปก็แค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ ทำได้ก็แค่ช่วยออกความเห็นหรือเสนอไอเดียนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจอะไรมากมาย ยังมีพนักงานอีกหลายคนด้วยซ้ำที่ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะว่าผมถือหุ้นมาได้ยังไม่ถึงปีเลยล่ะครับ แล้วก็ยังไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับพนักงานอย่างเป็นทางการเลยด้วย”
“อ้าว! ถ้างั้นก็แปลว่าคุณเป็นเจ้านายของหยาดน่ะสิ” ปองพลและพิมพ์ใจต่างมองหน้ากัน ไปมาอย่างฉงน ในขณะที่หยาดพิรุณเองได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกตกใจ เพราะเธอไม่รู้มาก่อนว่าเขามีหุ้นส่วนอยู่ที่นี่ด้วย