"ออกไปได้แล้ว บ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ อย่ากลับมาที่นี่อีก ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังมีครั้งต่อไป ฉันแจ้งความแน่ ข้อหาบุกรุก! " เควิ่นไม่ได้สนใจคำบอกกล่าวของเธอ จึงพูดสวนกลับไปว่า
“เธออยู่ที่บ้านนี้กับใครบ้าง พ่อ แม่ ลูก งั้นเหรอ แล้วไหนสามี ฉันหมายถึงพ่อของลูกเธอ” หยาดพิรุณไม่ตอบ แต่เปิดประตูส่งแขกแทน
“ดูๆ แล้ว ฉันว่าซอยมันเปลี่ยวนะ เธอควรจะ” เควิ่นยังพูดไม่ทันจบเธอก็ตัดบทออกไปเสียก่อน
“ออกไปจากที่นี่ แล้วอย่ามายุ่งวุ่นวายกับเราอีก ออกไป!” เธอย้ำ เพราะรู้ว่าเขาต้องการอะไร หยาดพิรุณจึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบ และไม่ยอมพูดถึง แต่เควิ่นยังคงถามตื้อ
“ฉันบอกให้ออกไป” เธอยื่นคำขาด เควิ่นจึงยอมแต่โดยดี เพราะเห็นทีวันนี้เธอคงไม่ให้โอกาส หรือ ให้คำตอบเขาแน่ๆ
“โอเคๆ ฉันกลับก็ได้” ร่างสูงกลับออกไป เพื่อให้เธอได้ตั้งรับเขาในวันใหม่ แน่นอนว่าเควิ่นไม่มีทางยอมหยุดอยู่แค่นี้แน่ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือสามีของเธอ เพื่อที่จะได้ยอมปล่อยให้เธอไปมีความสุข โดยที่ไม่ต้องรู้สึกติดค้างอะไรกันอีก
วันต่อมา
เควิ่นขับรถมาจอดข้างกำแพงบริเวณที่ลับตาคน ก่อนลงจากรถเดินไปหยุดอยู่ที่ข้างประตูรั้วสีขาวที่มีความสูงเพียงแค่ระดับเหนือเอวของเขาเท่านั้น
สายตาคมกริบมองเห็นเด็กชายตัวน้อยที่นั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะม้านั่ง ระหว่างรอรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับผู้เป็นแม่ จึงแสร้งส่งเสียงกระแอมไอให้เจ้าตัวเล็กได้ยิน
“อะแฮ่ม! ไงรูปหล่อ ทำอะไรอยู่เหรอ หืม!” ไอคิโด้หันขวับกลับไปมองตามเสียง ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับร่างสูงที่ยืนเกาะขอบรั้วพร้อมกับถุงขนมที่ถืออวดอยู่ในมือ
“คุณอา! มาได้ไงฮะ” ไอคิโด้ถามเสียงใส
“พอดีฉันว่าง ๆ ผ่านมาแถวนี้เลยซื้อขนมมาฝาก น่ากินทั้งนั้นเลยนะ เปิดประตูให้ฉันเข้าไปหน่อยสิ จะได้ดูกันว่ามีขนมอะไรที่เธอชอบบ้าง” ดวงตากลมกิ๊กใสแป๋วหันไปมองประตูรั้วที่ถูกใส่กลอนไว้ ก่อนจะนึกถึงคำพูดของคนเป็นแม่
“คิโด้ครับ อย่าเปิดประตูต้อนรับคนแปลกหน้าโดยเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจมั้ยครับ! " เสียงของหยาดพิรุณดังก้องอยู่ในหูเจ้าตัวเล็ก ร่างน้อย ๆ กระโจนลงจากเก้าอี้ม้าหินอ่อนแล้วเดินตรงไปที่ประตูรั้วพร้อมกับงึมงำออกมาเบา ๆ
“แต่ว่าคุณอาเป็นเพื่อนกับหม่ามี๊ ไม่ใช่คนแปลกหน้าสักกะหน่อย งั้นก็แปลว่าต้องเปิดได้”
ครืดดด!!!
“เข้ามาเลยฮะ!” ไอคิโด้เลื่อนกลอนแล้วลากประตูไม้อย่างเต็มอกเต็มใจ โดยมีมือใหญ่ช่วยเลื่อนประตูปิดให้ ก่อนที่ลำแขนแกร่งจะเข้ามาโอบไหล่น้อย ๆ แล้วพากลับไปนั่งที่เก้าอี้ดังเดิม พร้อมกับวางถุงขนมไว้ที่ม้านั่งตัวข้าง ๆ
“แล้วนี่ทำอะไรอยู่” เควิ่นเอ่ยถามพร้อมกับหย่อนตัวลงที่ม้านั่งในฝั่งตรงข้าม ขณะที่สายตาคมคายมองดูภาพวาดที่ถูกร่างด้วยดินสอ EE มีสีเทียน สีไม้และยางลบวางอยู่รอบ ๆ
“คุณครูให้เลือกวาดสัตว์ที่ชื่นชอบ หรือ สัตว์ที่อยากจะเป็นมาหนึ่งอย่างฮะ” ไอคิโด้ตอบเสียงใส ก่อนจะหยิบดินสอ EE ขึ้นมาลากเส้นลงบนกระดาษปรู๊ฟสีขาวเป็นภาพวาดของนกอินทรี กางปีกโผบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างไม่กลัวเกรงต่อกระแสลมแรง พลางจ้องมองออกไปยังทะเลกว้างที่ไกลแสนไกล สะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงประกายเจิดจ้าอย่างงดงาม
“แล้วทำไมเธอถึงได้เลือกที่จะวาดนกอินทรี ไม่อยากจะเป็นเสือหรือเจ้าป่าอย่างสิงโตเลยเหรอ” เควิ่นมองดูภาพวาดที่สวยเกินกว่าจะเป็นฝีมือของเด็กวัยสามขวบเศษ จนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือผลงานของเด็กวัยนี้จริง ๆ หากไม่ได้มานั่งดูด้วยตาของตัวเอง
“ไม่ฮะ หม่ามี๊เคยสอนว่าสัตว์ทุกชนิดมีเอกลักษณ์พิเศษในตัวของมันเอง อย่างนกอินทรีก็มีเหมือนกัน ผมถึงได้ชอบมันไงล่ะฮะ” ไอคิโด้ตอบ เควิ่นระบายยิ้มออกมาเล็ก ๆ ให้กับจิตรกรตัวน้อยผู้มีพรสววรค์ในงานศิลปะที่เป็นเลิศ
“แล้วไอ้เอกลักษณ์พิเศษที่แม่ของเธอว่ามันคืออะไร” เด็กน้อยวางมือจากการลงสีแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับใบหน้าหล่อเหลาคมคายของคนที่ถาม พร้อมกับอมยิ้มออกมาเล็ก ๆ
"คุณอาเคยได้ยินเรื่องของนกอินทรีบ้างไหมฮะ” ไอคิโด้ถามกลับ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างฉงน ก่อนตอบกลับไป
“ไม่เลย เพราะว่าฉันไม่ได้ชอบนกอินทรีเหมือนอย่างเธอ แต่ไหนเธอลองบอกมาก็ได้ ว่าทำไมเธอถึงได้ชื่นชอบมัน เผื่อว่าถ้าฉันได้ฟังแล้ว อาจจะเปลี่ยนใจมาชอบตามอย่างเธอบ้างก็ได้นะ” ไอ้คิโด้ลงมือระบายสีต่อ พร้อมกับเล่าว่า
“หม่ามี๊เคยพูดให้ฟังว่า นกอินทรีเป็นสัตว์ปีกที่มีอายุยืนยาวมากถึงเจ็บสิบปี แต่กว่าที่มันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นมันต้องเจอกับอุปสรรคและการต่อสู้ครั้งใหญ่ในชีวิตของมัน เพราะเมื่ออายุมันถึงสี่สิบปี ปีกของมันจะหนาและหนักขึ้น รวมทั้งขนของมันก็จะยาวรกรุงรัง ทำให้มันบินขึ้นได้อย่างลำบาก แม้แต่เล็บของมันที่เคยหยิบจับสัตว์เป็นอาหารได้ก็ไม่แข็งแรงอีกต่อไป” เควิ่นพาดแขนลงที่โต๊ะแล้วนั่งเท้าคางฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กน้อยยังเล่าต่อไปอีกว่า
"คุณอารู้ไหมฮะ ว่าหนึ่งร้อยห้าสิบวันที่นกอินทรีตัวนั้นจะต้องเจอ คือความทรมานอย่างแสนสาหัส เหมือนกับคนเราที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานเพื่อลืมอดีตที่เจ็บปวด หม่ามี๊บอกว่าตัวเองเคยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเหมือนกับนกอินทรี ผมเองก็อยากที่จะเข็มแข็งให้ได้เหมือนมัน และต่อสู้กับปัญหาได้แบบที่หม่ามี๊ของผมเคยผ่านมาได้ฮะ" ไอคิโด้เล่าเรื่องที่ได้ฟังมาจากผู้เป็นแม่อย่างเข้าใจถึงเรื่องราวนั้น ๆ เกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทำเควิ่นถึงกับประหลาดใจ
“หนึ่งร้อยห้าสิบวัน ที่นกอินทรีรอคอยเพื่อผลัดเปลี่ยนร่างกายของตัวเองให้เกิดขึ้นใหม่ เมื่อถึงตอนนั้นมันมีทางเลือกอยู่แค่สองทาง คือยอมตายหรือไม่ก็ทนอยู่ต่อ เพื่อรอคอยให้ความเจ็บปวดค่อย ๆ หายไป มันจะต้องทรมานจากกรงเล็บที่ค่อย ๆ หลุดออกแล้วถึงจะงอกขึ้นใหม่ รอคอยจงอยปากอันใหม่ และขนที่ยาวขึ้นมาใหม่ ผ่านความเจ็บปวดถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน ก่อนจะบินทยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลับสู่การมีชีวิตใหม่ที่ยาวนานต่อไปอีกถึงสามสิบปี" ไอคิโด้หยุดคำพูดไว้แค่นี้ ก่อนจะเริ่มเก็บดินสอสีที่วางกระจัดกระจายอยู่ที่โต๊ะใส่เข้าไปในกล่อง
"นี่เธอจำเรื่องพวกนี้มาจากที่แม่เธอเล่าได้ขนาดนี้เลยเหรอ" เควิ่นเอ่ยถามอย่างสงสัย พร้อมกับมองภาพวาดบนกระดาษวาดเขียนของไอคิโด้ แล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดอยู่ในอก ไม่รู้ว่าสิ่งที่หยาดพิรุณพยายามบอกเล่าให้กับลูกชายฟัง มันจะหมายถึงเรื่องราวร้าย ๆ ที่เธอเคยพบเจอมาอย่างแสนสาหัส เป็นฝันร้ายที่เขาหยิบยื่นให้เธอเมื่อสี่ปีก่อนหรือไม่ แต่มันไม่ได้ตามหลอกหลอนแค่เธอให้ทนทุกข์ทรมานหัวใจอยู่ฝ่ายเดียว เพราะมันได้ฝากความรู้สึกผิดไว้บนบ่าทั้งสองข้างของเขาด้วย
เควิ่นแบกความรู้สึกผิดมาตลอดสี่ปี และเขาจะพยายามแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาขอแค่ได้เอ่ยคำขอโทษ หรือได้ไถ่โทษต่อความสำนึกต่อผิดบาปที่เคยทำต่อเธอ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
"ผมยังเล่าไม่จบเลยนะฮะ" ไอคิโด้สบตากับเควิ่น เหมือนอยากที่จะเล่าต่อ
"งั้นเหรอ (เควิ่นหันมาสบตากับเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะบอกให้เล่าต่อ) ไหนเล่ามาสิ ฉันรอฟังอยู่นะ"
"หม่ามี๊เป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วยังบอกอีกด้วยว่า เวลาที่ฝนตกสัตว์ทุกตัวจะพากันหาที่กำบังหลบซ่อนตัวเองไม่ให้โดนฝน แต่มีแค่นกอินทรีเท่านั้นที่บินให้ตัวเองสูงขึ้นเหนือเมฆเพื่อที่มันจะไม่ต้องถูกฝน" เควิ่นได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกชื่นชมและหลงรักเด็กน้อยคนนี้ในทันที แม้ว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่ใช่ลูกหลานของเขาก็ตาม
"แปลว่าเธออยากที่จะเข้มแข็ง แล้วก็อดทนเหมือนกับนกอินทรีที่เธอวาด เพื่อที่ตัวเองจะได้แข็งแกร่งจนสามารถปกป้องแม่ของเธอได้ด้วยใช่มั้ย" เควิ่นเอ่ยถามก่อนจะครุ่นคิดถึงใบหน้าของหยาดพิรุณ ที่ปลูกฝังความคิดและสร้างทัศนคติที่ดีให้กับเจ้าตัวน้อย เขาคงต้องยกเครดิตทั้งหมดนี้ให้กับเธอด้วยสินะ ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มเบา ๆ พลางสบตากับไอคิโด้
"ใช่ฮะ ผมอยากจะแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องคนที่จะเข้ามาทำร้ายหม่ามี๊ คุณอาไม่ใช่คนที่จะเข้ามาทำร้ายหม่ามี๊ของผมใช่มั้ยฮะ" ไอคิโด้มองคนที่ตัวโตกว่า พร้อมกับจ้องหน้าเขาอย่างจริงจัง
"ไม่หรอก ฉันเองก็อยากที่จะปกป้องแม่ของ (เควิ่นหยุดคำพูดของตัวเองไว้แค่นั้น ก่อนจะพูดต่อไปจนจบ) ฉันเองก็อยากที่จะปกป้องแม่ของฉันเอง เหมือนอย่างเธอ พอได้ฟังเธอเล่า ฉันก็เริ่มที่จะชื่นชอบเจ้านกอินทรีนี้ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน" เควิ่นระบายยิ้มให้กับเจ้าตัวเล็ก
"ไม่ใช่แค่ผมกับคุณอาหรอกนะฮะที่ชอบ หม่ามี๊ของผมก็ชอบนกอินทรีด้วยเหมือนกัน ผมวาดเสร็จแล้ว คุณอาจะให้กี่คะแนนดีฮะ" ไอคิโด้ยื่นภาพวาดให้กับมือแกร่ง เควิ่นรับแล้วหยิบมันขึ้นมาพิจารณา แล้วนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าบอกกับเด็กชายว่าเขาเองก็อยากที่จะปกป้องหยาดพิรุณอย่างกับไอคิโด้ด้วยเหมือนกัน
"แล้วเธออยากจะได้คะแนนจากฉันสักเท่าไหร่ดีล่ะ" เควิ่นเพ่งสายตามองดูเจ้าตัวเล็ก
"ถ้าไม่ได้เต็มหนึ่งร้อยคะแนน ก็ไม่เป็นไรหรอกฮะ" ไอคิโด้พูดก่อนจะหยิบภาพวาดกลับเข้ามาไว้ในแฟ้ม
“ใครว่าล่ะ ฉันให้เธอสองร้อยคะแนนเลยก็ยังได้นะ เพราะว่าเธอวาดสวยมาก” ไอคิโด้ได้ฟังก็ยิ้มออกมาไม่ยอมหุบ
"แล้วนี่แม่เธอไปไหน" เควิ่นหันกลับเข้าไปในบ้าน พร้อมกับเอ่ยถาม
"หม่ามี๊ทำกับข้าวอยู่ในครัวฮะ" ไอคิโด้เก็บข้าวของใส่ลงไปในกระเป๋านักเรียนก่อนตอบ
"อะไรนะ! แม่เธอทำอาหารได้ด้วยเหรอ" เควิ่นถามอย่างไม่เชื่อหู ไม่คิดว่าหยาดพิรุณจะทำได้ทั้งงานนอกบ้านและงานในบ้าน ไหนจะต้องเลี้ยงลูกที่ยังเล็ก ๆ ด้วยอีกคน
"ไม่ใช่แค่ทำได้นะฮะ แต่ทำอร่อยสุด ๆ เลย คุณอามาพอดี อยู่ทานข้าวกับพวกเราด้วยสิฮะ" เด็กน้อยบอกกับเควิ่น ร่างใหญ่ก้มหน้าแล้วถอนหายใจออกมาบาง ๆ
"แม่เธอคงไม่อยากให้ฉันทานด้วยหรอก"
"ทำไมล่ะฮะ ไหนว่าคุณอาเป็นเพื่อนกับหม่ามี๊ไง ถ้าเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็ต้องแบ่งปันกันสิฮะ" เควิ่นยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะนิ่งเงียบไป เพราะปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าตัวเองแต่งเรื่องมาทั้งหมด ไม่ใช่แค่ไม่ได้เป็นเพื่อนของหยาดพิรุณเท่านั้น แต่วีรกรรมของเขายังโดนเธอหมายหัว จนถูกขึ้นบัญชีดำไว้แล้วอีกด้วย
“วันนี้คุณอามาหาผม คุณอาเป็นแขกของผมแล้วนะฮะ” ไอคิโด้เอ่ยปากชวนคนตัวโตกว่า
“นี่เธอให้เกียรติฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” เควิ่นถามกลับ
“ถ้าเรารับของฝากจากใคร เราก็ควรแสดงน้ำใจตอบสิฮะ วันนี้คุณอาอุตส่าห์เอาขนมมาฝากทั้งที ผมก็ต้องเชิญคุณอารับประทานอาหารมื้อกลางวันด้วยกัน เพื่อเป็นการตอบแทนไงล่ะฮะ” ไอคิโด้ตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง ๆ
“นี่แม่เธอสอนเหรอ” มือแกร่งสัมผัสที่ศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู เด็กน้อยผงกหัวเบา ๆ แทนคำตอบ
"แล้วนี่พ่อเธอไปไหน ไม่อยู่บ้านเหรอ" เควิ่นได้โอกาส ชิงถามในสิ่งที่อยากรู้จากเจ้าตัวเล็กอย่างทันใด ไอคิโด้เงยหน้าขึ้นแล้วจ้องหน้าคนตัวโตกว่าอย่างฉงน แววตาดูไร้เดียงสา พลางกะพริบตาถี่ ๆ
“พ่อ…พ่ออะไรเหรอฮะ” ไอคิโด้ย้อนถามกลับ เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่ได้คุ้นเคยกับคำ ๆ นี้เสียเท่าไหร่
“ก็พ่อเธอไง พ่อที่เป็นคนให้กำเนิด มีแม่ก็ต้องมีพ่อสิ หรือว่าเธอเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ ถึงไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันถาม” เควิ่นจ้องหน้าไอคิโด้ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนตอบ
“อ๋อ! ผมไม่มีพ่อหรอกฮะ” คำพูดนี้ทำเควิ่นขมวดคิ้วเข้าหากับแบบอัตโนมัติ