“วันนี้เป็นวันแรก…” เธอหยุดไปนิดหนึ่ง พยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอ “วันแรกหลังแต่งงานของเรา” ธันวานิ่งไปเพียงครู่เดียว ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะตอบอย่างไร สุดท้ายสิ่งที่ออกมาคือคำพูดที่เจ็บกว่าเดิม
“คุณก็น่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าผมไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณ”
จบประโยคนั้น เขาก็เดินจากไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดอะไรต่อ
เสียงประตูปิดลงดังชัดเจน ดังเสียจนลลินรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองถูกปิดตายไปพร้อมกัน
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม อาหารเช้าบนโต๊ะยังแทบไม่พร่อง แต่กลับไร้รสชาติไปหมดแล้ว
แม่บ้านวัยกลางคนที่ยืนอยู่ห่าง ๆ มองเธออย่างเห็นใจ
“คุณลลิน…รับอะไรเพิ่มไหมคะ”
ลลินรีบยิ้มทั้งที่แทบฝืนไม่ไหว
“ไม่ค่ะ ฉันอิ่มแล้ว”
อิ่มทั้งที่ยังไม่ได้กิน อิ่มทั้งที่ในอกกลับว่างเปล่าจนน่ากลัว เธอเดินกลับขึ้นห้องช้า ๆ ทุกย่างก้าวหนักเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับ
ระหว่างทางสายตาเหลือบไปเห็นกรอบรูปเล็ก ๆ บนชั้นหนังสือในห้องทำงานที่เปิดแง้มเอาไว้
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะมอง แต่ภาพในนั้นกลับดึงสายตาเธอจนต้องหยุดยืน
ในกรอบรูปคือภาพของธันวา…กับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นยิ้มสดใส แขนคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม ส่วนธันวาในภาพ…กำลังยิ้ม
ไม่ใช่รอยยิ้มบาง ๆ แบบมารยาทที่เธอเคยเห็นในงาน แต่เป็นรอยยิ้มจริง ๆ ที่ออกมาจากใจ
ลลินมองภาพนั้นนิ่ง รู้ทันทีโดยไม่ต้องเดา ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร แพรวา ชื่อเดิมที่คอยกรีดหัวใจเธอมาตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิมว่า ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่เป็นคนที่ยังอยู่ในชีวิตเขาจริง ๆ มือบางเอื้อมไปแตะกรอบรูปนั้นเบา ๆ
ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท แต่หน้าจอเครื่องที่สว่างขึ้นทำให้เธอเห็นข้อความอย่างชัดเจน
“ขอบคุณที่ยังมาหาเราเสมอนะวา อย่างน้อยเราก็ยังมีคุณ”
ลลินรีบชักมือกลับเหมือนโดนไฟลวก หัวใจเต้นรัวจนแทบควบคุมไม่อยู่ คำว่า เรา คำว่า ยังมาหาเสมอ มันมากพอให้จินตนาการทุกอย่างในหัวของเธอพังทลายลงอย่างชัดเจน เขาไม่ได้เพียงแค่ยังไม่ลืมเธอคนนั้นแต่เขายังไปหา ยังดูแล ยังรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ ในขณะที่เธอ…เพิ่งเริ่มต้นสถานะภรรยาอย่างไม่มีตัวตน
ลลินค่อย ๆ ถอยออกมาจากห้องทำงาน น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตั้งแต่เช้าร่วงลงมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
เธอเดินกลับเข้าห้องนอนแล้วปิดประตูเงียบ ๆจากนั้นก็ทรุดนั่งลงข้างเตียงเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดหลุดหายไปในพริบตา
นี่คือสิ่งที่เธอเลือกเอง เธอเตือนตัวเองซ้ำ ๆ แบบนั้น
เตือนว่ารู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ได้รัก เตือนว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ เตือนว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร แต่ทำไม…มันถึงเจ็บมากขนาดนี้ หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกไป
เธอไม่อยากร้องไห้ฟูมฟาย ไม่อยากดูอ่อนแอ ไม่อยากเป็นผู้หญิงน่าสมเพชในสายตาใคร ทว่าในเวลานั้นเอง โทรศัพท์ของเธอกลับดังขึ้น
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ “คุณแม่”
ลลินรีบปาดน้ำตาออกจากแก้มก่อนกดรับ
“ค่ะแม่”
“เป็นยังไงบ้างลูก” เสียงอ่อนโยนจากปลายสายถามด้วยความเป็นห่วง “เมื่อคืนธันวาดีกับลลินไหม”
คำถามธรรมดา ๆ นั้นทำให้หัวใจเธอเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“ก็ดีค่ะ”
“จริงนะลูก”
ลลินหลับตาแน่น
น้ำตาหยดใหม่ไหลลงมาอีกครั้ง
“ค่ะ…ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
เธอโกหก โกหกทั้งที่มือยังสั่น โกหกทั้งที่หัวใจเหมือนโดนเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เธอจะพูดอะไรได้ จะบอกแม่ได้อย่างไรว่าเช้าวันแรกหลังแต่งงาน สามีของเธอรีบทิ้งเธอไว้คนเดียว เพื่อไปหาผู้หญิงอีกคน
“ถ้ามีอะไรก็บอกแม่นะ” ปลายสายพูดอย่างอบอุ่น “แม่อยากให้ลลินมีความสุข” หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบออกไปทั้งน้ำตา
“ค่ะ”
เมื่อวางสาย เธอก็ปล่อยโทรศัพท์หล่นลงบนเตียง เสียงสะอื้นที่อัดแน่นมาตลอดค่อย ๆ หลุดออกมาเบา ๆ ลลินก้มหน้าร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องกว้าง ห้องที่ควรเป็นห้องของคนสองคน แต่กลับมีแค่เธอเพียงลำพัง ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งเสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน ลลินรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ แล้วเดินไปมองผ่านหน้าต่าง รถของธันวา
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่ไม่ควรคาดหวังอะไรแล้ว แต่ลึก ๆ ก็ยังเผลอคิดว่า…บางทีเขาอาจกลับมาเพราะนึกถึงเธอ
ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ความหวังเล็ก ๆ นั้นก็พังลงอีกครั้ง เพราะคนที่ลงมาจากรถฝั่งข้างคนขับ
ไม่ใช่เธอ แต่เป็นผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวสะอาดตา ใบหน้าสวยหวาน และมีรอยยิ้มอ่อนโยนที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี
แพรวา
ลลินยืนนิ่งปลายนิ้วเย็นเฉียบ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เมื่อเห็นธันวาเดินอ้อมไปช่วยถือกระเป๋าให้ผู้หญิงคนนั้นด้วยตัวเอง
ท่าทางใส่ใจนั้น เธอไม่เคยได้รับ
แล้ววินาทีถัดมา ประโยคที่แม่บ้านด้านล่างพูดขึ้นก็ทำให้หัวใจเธอแทบหยุดเต้น
“คุณแพรวากลับมาแล้วเหรอคะ คุณธันวาให้พักห้องเดิมเลยใช่ไหมคะ”