ใบเตยผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว มือเล็กยกขึ้นมาพัดใบหน้าตัวเองรัวๆ ราวกับว่าอากาศหน้าโรงช็อปวิศวะมันร้อนพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทะลุสี่สิบองศากะทันหัน เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับนัยน์ตาสีเข้มวาววับคู่นั้นอีกต่อไป
"ผมพูดเรื่องจริงครับ"
คิวยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าหล่อเหลายังคงความนิ่งสนิทไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม มีเพียงมุมปากเท่านั้นที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แบบที่ใครไม่ได้มามองใกล้ๆ ในระยะประชิดแบบเธอคงไม่มีทางสังเกตเห็น
"เอาเป็นว่า เดี๋ยวตอนบ่ายผมให้ไอ้นอสขับรถกระบะคณะขนโครงเหล็กกับเครื่องเชื่อมไปหาที่ใต้ตึกครุฯ ก็แล้วกัน พี่เตยไปรอที่นู่นได้เลย แถวนี้ฝุ่นมันเยอะเดี๋ยวพี่จะแพ้เอา"
พูดจบ เจ้าชายน้ำแข็งสุดหล่อก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในดงเครื่องจักร ปล่อยให้รุ่นพี่ปีสามยืนหน้าแดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศสุก โดยมีเพื่อนสาวสองคนที่ไม่ได้ยินบทสนทนากระซิบกระซาบเมื่อครู่รีบวิ่งเข้ามาประกบซ้ายขวา
"เตย น้องคิวว่าไงบ้าง ยอมให้เหล็กเราไหม "
ข้าวสวยเขย่าแขน
"น้องเขาจะมาทำให้"
ใบเตยตอบเสียงแผ่วเหมือนคนสติหลุด
"ฮะ? มาทำให้เลยเหรอกรี๊ดดดดฉันบอกแล้วว่าเด็กมันร้าย"
ไอเดียกระโดดตบมือด้วยความฟิน
"แล้วเมื่อกี้ที่ก้มลงมากระซิบอะ กระซิบว่าอะไร เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะยัยเตย"
"มะ..ไม่มีอะไรน้องเขาแค่บอกว่าระวังฝุ่นเข้าตา แค่นั้นแหละไปๆ กลับตึกคณะกันได้แล้วงานเรายังอีกเยอะ"
ใบเตยรีบตัดบทแล้วเดินจ้ำอ้าวหนีเพื่อนทันที ในหัวยังคงมีแต่เสียงทุ้มๆ ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ซ้ำไปซ้ำมา...
ข้ออ้างอะไรกัน... คนบ้าเอ๊ย
13:00 น. ณ ใต้ตึกคณะครุศาสตร์
รถกระบะเก่าๆ ของคณะวิศวะแล่นเข้ามาจอดที่ลานหน้าตึก ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของนักศึกษาครุศาสตร์นับสิบชีวิต คิว นอส ไตเติ้ล และเวียร์ กระโดดลงจากท้ายกระบะพร้อมกับแบกโครงเหล็กเส้นหนาและอุปกรณ์เครื่องเชื่อมชุดใหญ่ลงมาอย่างทะมัดทะแมง
"โห... มากันเต็มยศเลยว่ะ"
ข้าวสวยกระซิบ
คิวในชุดเสื้อช็อปเต็มยศสอดส่ายสายตามองหาร่างเล็กๆ ที่เขาจำได้แม่นยำ และเมื่อเห็นใบเตยกำลังยืนถือม้วนกระดาษสีอยู่ไม่ไกล ขายาวๆ ก็ก้าวตรงดิ่งเข้าไปหาทันที
"จะพวกผมให้ขึ้นโครงตรงไหนครับพี่เตย"
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังทำเอาใบเตยสะดุ้ง เธอหันกลับมามองคนตัวสูงที่ตอนนี้สวมถุงมือหนังสำหรับงานเชื่อมเหล็กเรียบร้อยแล้ว ความเป็นมืออาชีพของเขาแผ่ออกมาจนเผลอทำให้เธอใจเต้นผิดจังหวะอีกรอบ
"อ๋อ... ตรงลานกว้างข้างเสานู้นเลยจ้ะ เดี๋ยวพี่ให้เพื่อนเอาแบบร่างไปให้ดูนะ"
ใบเตยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะชี้มือไปยังจุดที่เตรียมไว้
หลังจากนั้น พื้นที่ใต้ตึกครุศาสตร์ก็ถูกแปรสภาพกลายเป็นโรงช็อปขนาดย่อม คิวรับหน้าที่เป็นช่างเชื่อมหลัก โดยมีเพื่อนๆ เป็นลูกมือ บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความจริงจัง แสงไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบจากหัวเชื่อมเหล็กตัดกับประกายไฟที่กระเด็นลงพื้น คิวสวมหน้ากากเชื่อมเหล็กปิดบังใบหน้า แต่ท่วงท่าการขยับตัวและกล้ามเนื้อแขนที่เกร็งขึ้นเวลายกโครงเหล็กหนักๆ กลับกลายเป็นจุดรวมสายตาของสาวๆ ทั้งคณะ
"แกน้องคิวตอนทำงานช่างคือกร้าวใจมาก ดิบสุด อะไรสุด"
ไอเดียกระซิบกระซาบพลางแอบถ่ายรูปเก็บไว้
ใบเตยไม่ได้ตอบอะไร แต่สายตาของเธอก็เผลอทอดมองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างลืมตัวรู้ตัวอีกที เธอก็เดินไปกดน้ำเย็นจากตู้ของคณะมาถือไว้ในมือเสียแล้ว
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง โครงเหล็กรูปรถบุปผชาติก็เป็นรูปเป็นร่างและแข็งแรงทนทานตามที่ต้องการ คิวถอดหน้ากากเชื่อมออก เสยผมที่ชื้นเหงื่อไปด้านหลัง เขาระบายลมหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้า คราบฝุ่นและเขม่าดำเปื้อนตามกรอบหน้าและแขนเสื้อช็อป
"คิว... พักกินน้ำก่อนไหม"
เสียงหวานๆ ดังขึ้นพร้อมกับแก้วน้ำเย็นจัดที่ถูกยื่นมาตรงหน้า คิวหันไปมองก็พบกับพี่ใบเตยที่ยืนส่งยิ้มบางๆ มาให้
คิวชะงักไปนิดหนึ่ง เขามองแก้วน้ำสลับกับมือตัวเองที่สวมถุงมือหนังเปื้อนคราบน้ำมันและเขม่าดำสนิท
"มือผมเปื้อนครับพี่เตยถอดถุงมือตอนนี้เดี๋ยวฝุ่นเหล็กมันจะร่วงใส่พี่"
คิวบอกเสียงเรียบ แต่ดวงตาคมกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนพี่ "รบกวนพี่เตยป้อนผมหน่อยได้ไหมครับ?"
คำขอนั้นทำเอาใบเตยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เลือดในกายสูบฉีดจนหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที
"อ๋อ .. เอ่อ... ได้สิ"
เธอรับคำตะกุกตะกัก ไม่กล้าปฏิเสธเพราะเห็นว่าเขามาช่วยงานจนเหนื่อยจริงๆ
ใบเตยค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้คนตัวโตกว่า เธอเขย่งปลายเท้านิดๆ เพื่อยื่นหลอดดูดน้ำไปจ่อที่ริมฝีปากหยักได้รูปของเขา คิวโน้มหน้าลงมาเล็กน้อยเพื่อรับความเย็นฉ่ำจากแก้วน้ำ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนใบเตยได้กลิ่นเหงื่อผสมน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคย กลิ่นอายความดิบเถื่อนของเด็กวิศวะที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นบางอย่าง
จังหวะที่คิวกำลังดูดน้ำ นัยน์ตาสีเข้มของเขาก็ช้อนขึ้นมองสบตากับใบเตยในระยะประชิด สายตาที่มองมาไม่ได้มีความกวนประสาตแบบตอนที่คุยกับเพื่อน แต่เป็นสายตาที่ลึกซึ้งและเว้าวอนราวกับจะบอกว่าน้ำเย็นๆ ในแก้วนี้ยังดับความกระหายในหัวใจเขาไม่ได้เลยสักนิด
ใบเตยใจสั่นรัวจนแทบจะจับแก้วน้ำไม่อยู่ เธอรีบหลบสายตา กัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เพื่อสะกดกลั้นความเขิน
"ชื่นใจไหม "
เธอถามเสียงแผ่วเมื่อเขาผละริมฝีปากออกจากหลอด
คิวมองรอยยิ้มขัดเขินและพวงแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อของคนตรงหน้า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง
"ชื่นใจครับ..." เขาตอบเสียงนุ่มทุ้ม
"แต่ถ้ารู้ว่ามาช่วยงานคณะแล้วจะได้คนป้อนน้ำน่ารักขนาดนี้.ผมน่าจะหาข้ออ้างมาซ่อมของให้คณะพี่ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว"
ตู้มมมม
ระเบิดลงกลางใจของว่าที่ครูอนุบาลอีกรอบ!
ใบเตยแทบจะยกแก้วน้ำขึ้นมาปิดหน้าตัวเองหนีความเขิน ไอ้เด็กวิศวะคนนี้มันไม่มีเบรกเลยจริงๆ รุกเงียบๆ แต่สั่นสะเทือนไปถึงใจเธอเลยอะ