การยั่วยวนของกิเลศ.!

1798 Words
ท่ามกลางแสงสลัวที่โอบล้อมโถงบ้านเช่าอันเงียบสงัด ชลธีรู้สึกเหมือนสติสัมปชัญญะของเขาถูกพัดพาไปกับกระแสลมแห่งความรัญจวนที่เชี่ยวกราก มือหนาที่เคยสั่นเทาด้วยความสับสน บัดนี้กลับค่อยๆ เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณดิบที่ตื่นตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาเลื่อนมือใหญ่ที่แสนอบอุ่นลากไล้ผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่มภายใต้ชุดนอนผ้าแพรเนื้อละเอียด ความลื่นไหลของเนื้อผ้าปะทะกับฝ่ามือหยาบกร้านสร้างความซ่านสยิวจนเขาต้องเผลอไผลโอบกอดตอบปรียานุชอย่างแผ่วเบาในคราวแรก ก่อนจะค่อยๆ กระชับวงแขนแกร่งรั้งร่างบอบบางนั้นให้เข้ามาแนบชิดกับอกผายอย่างเต็มรัก ทั้งคู่ยืนซบนิ่งงันอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน วินาทีนั้นโลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงนาฬิกาที่เคยดังติ๊กต่อกกลับจางหายไป แทนที่ด้วยเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมานอกทรวงอกของเด็กหนุ่ม ความรู้สึกเคารพนับถือที่มีต่อ "ครูสาว" ผู้สูงส่ง บัดนี้ถูกเปลวไฟแห่งกามารมณ์แผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงความปรารถนาอันรุนแรงที่พุ่งพล่านไปตามกระแสเลือด ชลธีซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่หอมกรุ่น เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังเตลิดไปไกล ทว่าสัมผัสจากทรวงอกนุ่มหยุ่นที่บดเบียดอยู่กับแผงอกแกร่งใต้เสื้อกล้ามสีขาวหม่น กลับยิ่งทำลายกำแพงแห่งความยับยั้งชั่งใจจนย่อยยับ เขาเริ่มรับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านที่ส่งผ่านมาจากร่างในอ้อมแขน ปรียานุชไม่ได้เพียงแค่ซบเขาเพื่อหาที่พักพิงอีกต่อไป แต่เธอกำลังหายใจหอบแรงและถี่กระชั้น ลมหายใจร้อนผ่าวของเธอเป่ารดซอกคอหนาของเขาจนขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย ใบหน้าของปรียานุชที่เคยซีดเซียวบัดนี้กลับแดงซ่านด้วยเลือดฝาดสาวที่ฉีดพล่าน ดวงตาที่เคยหม่นเศร้าปรือปรอยลงด้วยมวลอารมณ์รัญจวนที่โหยหามาเนิ่นนาน เธอเบียดกายเข้าหาไออุ่นจากเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ลดละ ราวกับคนหลงทางในทะเลทรายที่เพิ่งค้นพบโอเอซิสที่แสนชุ่มฉ่ำ ชลธีรู้สึกได้ถึงมือเรียวของครูสาวที่ยังคงโอบรอบลำคอของเขาอยู่นั้นเริ่มจิกเกร็งลงบนบ่าหนา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเธอเองก็กำลังตกอยู่ในพายุอารมณ์ที่ไม่ต่างจากเขา ร่างกายของทั้งคู่สั่นระริกปะทะกันจนแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียว ความร้อนแรงที่ส่งผ่านผิวเนื้อในความเงียบงันยามตีหนึ่งกว่าๆ นี้ ช่างเป็นภาพที่ทั้งงดงามและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน ความเงียบที่เคยดูอบอุ่นและปลอดภัยเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความอึดอัดที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ชลธีรู้สึกเหมือนออกซิเจนรอบกายเหือดหายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่เริ่มพยายามยื้อยุดกลับคืนมา เขากระแอมในลำคอเบาๆ เสียงนั้นฟังดูแห้งผากและสั่นพร่า แต่มันคือการเค้นพลังทั้งหมดเพื่อเตือนสติตัวเองและหญิงสาวในอ้อมกอด “พี่ครับ...” เสียงเรียกแผ่วพร่าของชลธีทำหน้าที่ประหนึ่งหยดน้ำเย็นที่หยดลงบนกองไฟที่กำลังคุโชน ปรียานุชสะดุ้งน้อยๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์อันหอมหวานที่เธอกระโจนลงไปอย่างลืมตัว เธอค่อยๆ ผละวงแขนออกจากลำคอหนาและถอยห่างจากแผงอกแกร่งของเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอในนาทีนั้นเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและขวยเขินอย่างที่ชลธีไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวของครูสาวบัดนี้กลับแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาดที่ฉีดพล่านไปทั่วทั้งใบหน้าและลามไปถึงใบหู เธอรีบก้มหน้าหงุดหลบสายตาคมกริบของเด็กหนุ่มที่จ้องมองมาอย่างสับสน มือเรียวสวยเผลอไผลยกขึ้นมาปัดป่ายเรือนผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพื่อแก้เก้อ “พี่... พี่คงต้องขึ้นไปนอนแล้วล่ะจ้ะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวจนเกือบจะเป็นการกระซิบ คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการสรุปบทสนทนาที่ค้างคา และเป็นการปิดกั้นอารมณ์ที่เพิ่งจะปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปรียานุชไม่กล้าสบตาเขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว เธอรีบหันหลังแล้วเดินตรงไปยังบันไดไม้ที่นำไปสู่ชั้นสอง ทิ้งให้ชลธียืนอึ้งราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้กลางโถงบ้านเช่าอันเงียบสงัด เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดนอนผ้าแพรที่ขยับไหวตามจังหวะก้าวเดินอย่างรวดเร็วของเธอไปจนสุดสายตา ทว่าก่อนที่ร่างของปรียานุชจะลับหายไปที่หัวโค้งบันไดชั้นสอง เธอกลับชะงักฝีเท้าแล้วหันใบหน้าเสี้ยวหนึ่งกลับมามองเขา แววตาคู่นั้นปรือปรอยและเต็มไปด้วยความนัยที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กหนุ่มอย่างชลธีจะตีความได้ มันมีความโหยหา ความอาลัยอาวรณ์ และความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้เงาสลัวของบันไดไม้ เมื่อแผ่นหลังของเธอหายลับไป ความเงียบก็นเข้าจู่โจมชลธีทันที เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์รัญจวนที่ยังคงพุ่งพล่านอยู่ภายในกาย กลิ่นหอมจางๆ จากเส้นผมของปรียานุชยังคงติดอยู่ที่ซอกคอและไหล่ของเขา ยิ่งกระตุ้นให้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะระเบิด ชลธียกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ อย่างคนพยายามเรียกสติ ความร้อนจากผิวเนื้อของครูสาวยังคงหลงเหลืออยู่บนฝ่ามือหยาบกร้านของเขา มันเป็นรสสัมผัสที่หวานล้ำทว่าก็น่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน มโนสำนึกของเขาเริ่มทำหน้าที่คัดค้านและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ภาพใบหน้าของพิมพิกาที่เขารักและสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ลอยขึ้นมาซ้อนทับกับใบหน้าที่แดงซ่านของปรียานุชเมื่อครู่นี้ ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ทว่ามันกลับพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาตามธรรมชาติที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว ชลธีพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะระงับความสั่นเทาของร่างกาย เขาเดินกลับเข้าห้องพักของตนเองอย่างเชื่องช้า ทิ้งความสับสนวุ่นวายไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินหน้าไปอย่างไม่ลดละในความมืดมิดของค่ำคืนที่แสนยาวนานคืนนี้…. บรรยากาศที่ร้านซ่อมรถของเมธีในวันนี้ดูแปลกตาไปจากทุกวัน ประตูเหล็กม้วนถูกดึงลงมาปิดไว้เกือบสนิทเหลือเพียงช่องว่างพอให้คนมุดลอดเข้าไปได้ ไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงเคาะเหล็กที่เคยหนวกหู พิมพิกาเดินมุดผ่านช่องว่างนั้นเข้าไปด้วยท่าทางที่เริ่มจะคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นน้ำมันเครื่องและจาระบีที่เคยทำให้เธอเบือนหน้าหนี บัดนี้กลับให้ความรู้สึกลึกลับและท้าทายอย่างบอกไม่ถูก “วันนี้มีอะไรกันเหรอคะ?” พิมพิกาทักขึ้นพลางโผล่หน้าเข้าไปในส่วนพักผ่อนหลังร้าน แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนที่สั่นระริกสาดส่องลงมาที่โต๊ะไม้สนตัวเก่าสภาพกร้านโลก ที่ตรงนั้นมีคนสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่ ทั้งเมธี ระริน และ ‘ศักดิ์’ ลูกน้องคนสนิทของเมธีที่วันนี้ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของเขา แต่กลับนั่งหน้าระรื่นอยู่ตรงนี้ด้วย “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ... แค่ฉลองวันเกิดย้อนหลังให้เฮียเขาหน่อยน่ะ” ระรินเป็นคนแรกที่เอ่ยตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าของเธอแดงซ่านไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่สูบฉีดอยู่ในกระแสเลือด ดวงตาคู่สวยฉ่ำเยิ้มและดูแพรวพราวมากกว่าปกติ ซึ่งทั้งเมธีและศักดิ์เองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก “มาสิน้องพิม มานั่งด้วยกันสักหน่อย” เมธีเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง เขาขยับเก้าอี้ไม้ข้างตัวออกเป็นเชิงเชื้อเชิญ สายตาคมกริบของเขาจ้องมองเด็กสาวราวกับเสือที่กำลังมองดูลูกแกะหลงทาง พิมพิกาขยับเข้าไปนั่งลงตรงนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอก้มหน้าเล็กน้อยพลางส่งยิ้มบางๆ ให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ เมธีลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในครัวเพียงอึดใจ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับแก้วเบียร์เปล่าใบใหม่ในมือ เขาหย่อนตัวลงนั่งที่เดิมข้างกายเธอจนพิมพิการับรู้ได้ถึงไออุ่นและกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “เอาสักหน่อยนะลองดู... วันนี้เราไม่ได้ออกไปไหนกัน จะได้รู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง เห็นถามหลายรอบแล้ว เฮียก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน ลองชิมเองเลยดีกว่าจะได้หายสงสัย” เมธีพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูใจดีทว่าแฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม เขาหันไปพยักหน้าให้ระรินเป็นเชิงขอแรงสนับสนุน “นั่นสิพิม... ลองชิมนิดหน่อยเอง ไม่ถึงกับเมาหรอกจ้ะ อากูก็ไม่มีทางรู้หรอก เชื่อพี่สิ” ระรินรีบช่วยเสริมทัพทันที มือของเธอเอื้อมมาลูบไหล่พิมพิกาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าทุกอย่างปลอดภัยหายห่วง พิมพิกายิ้มแหยๆ ดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าของเมธี ระริน และศักดิ์ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความประหม่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ถูกปลูกฝังมาตลอดกำลังตีรวนกับความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างรุนแรงในสถานที่แห่งนี้ “ไม่ต้องคิดนานขนาดนั้นหรอกน้องพิม ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย อึกเดียวก็รู้แล้ว... ลูกผู้หญิงมันต้องลองให้รู้ฤทธิ์” ศักดิ์สำทับขึ้นมาอีกเสียงพลางหัวเราะร่วนในลำคอ ยิ่งสร้างบรรยากาศแห่งการท้าทายให้เข้มข้นขึ้น “ก็ได้ค่ะ... ลองก็ลอง” พิมพิกาพยักหน้ารับในที่สุด ความอยากรู้อยากเห็นมีชัยเหนือความกลัว เธอจ้องมองเมธีที่กำลังบรรจงรินของเหลวสีเหลืองทองที่มีฟองสีขาวฟูฟ่องลงในแก้วใบใหม่นั้นด้วยใจที่ระทึกพลัน เสียงรินน้ำที่ดังซ่าๆ ผสมกับกลิ่นมอลต์ที่หอมฉุนแปลกๆ ทำให้ประสาทสัมผัสของเด็กสาวตื่นตัวถึงขีดสุด เธอหารู้ไม่ว่าอึกแรกที่เธอกำลังจะดื่มเข้าไปนั้น ไม่ใช่เพียงแค่รสชาติของเครื่องดื่ม แต่มันคือการดื่มด่ำเข้าสู่โลกที่มืดมิดและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิมที่เมธีเตรียมไว้ต้อนรับเธออย่างเป็นทางการ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD