พิมพิกาตกอยู่ในอาการตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ความรัญจวนใจที่พลุ่งพล่านผสมปนเปไปกับความขวยเขินจนตัวสั่น สติสัมปชัญญะสั่งให้เธอเบนหน้าหนีจากภาพความหยาบโลนตรงหน้า ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด จิตใต้สำนึกที่หิวโหยดึงรั้งให้เธอต้องเบิกตาจ้องมองการนัวเนียนั้นอย่างรัญจวนใจ เธอไม่สามารถละสายตาไปจากท่วงท่าที่เร่าร้อนนั้นได้เลย ราวกับภาพที่เบาะหลังคือตำรากามารมณ์เล่มจริงที่เธอกำลังศึกษาอย่างใจจดใจจ่อ
“ถึงบ้านแล้วจ้ะ...”
เสียงทุ้มต่ำของเมธิดังขึ้นเบาๆ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะปลุกเด็กสาวให้ตื่นจากภวังค์ฝันอันหวาบหวาม พิมพิกาสะดุ้งเฮือกหันกลับมามองคนขับด้วยอาการประหม่าอายในความเผลอไผลของตัวเองจนหน้าแดงก่ำ
“ค่ะ...” เธอตอบรับแผ่วเบาคล้ายคนไร้สติ ก่อนจะอดใจไม่ไหวหันไปมองภาพเบื้องหลังอีกครั้ง ซึ่งบัดนี้ทั้งคู่ดูเหมือนจะผละออกจากกันแล้ว ระรินกำลังจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทางด้วยท่วงท่าเยือกเย็น ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มให้เธอราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเมื่อสักครู่
“ถึงบ้านแล้วจ้ะพิม” ระรินเอ่ยซ้ำพร้อมรอยยิ้มละไม ทว่าพิมพิกาสังเกตเห็นอาการหน้าแดงซ่านและการหอบหายใจที่ยังคงถี่รัว แววตาปรือปรอยที่เปี่ยมไปด้วยไฟราคะนั้นมันปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย มันคือร่องรอยของพายุอารมณ์ที่พิมพิกาจดจำได้ติดตา... เหมือนอาการของระรินตอนที่โดนเฮียเมธกระแทกกระทั้นจากด้านหลังในครัววันนั้นไม่ผิดเพี้ยน
ประตูรถฝั่งที่พิมพิกานั่งถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับเสียงเตือนทุ้มต่ำของเมธีที่ดังขึ้นดึงเธอออกจากห้วงคิด
“ลงมาได้แล้วจ้ะ” เมธียืนรอประคองประตูให้ด้วยท่าทางเป็นสุภาพบุรุษ ทำให้เธอต้องฝืนใจก้าวลงจากรถด้วยอารมณ์ที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
ความรู้สึกหวาบหวิวจากเหตุการณ์ที่เผชิญซึ่งหน้าอย่างเผาขนเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ทุกอณูเนื้อ พิมพิกาก้าวเดินตามระรินและชายหนุ่มทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหน้าร้านของน้าสาว ร่างกายของเธอเบาหวิวราวกับลอยไปอย่างไร้จุดหมาย สติสตังกระเจิดกระเจิงไปกับมวลอารมณ์ที่เพิ่งถูกปลุกเร้า
“เป็นไงน้องพิม... คืนนี้สนุกดีมั้ย?” ระรินเอ่ยถามเลียบเคียง หวังจะหยั่งถึงความรู้สึกของเด็กสาวที่เพิ่งสัมผัสแสงสีเป็นครั้งแรก
“ก็... สนุกดีค่ะ” พิมพิกายิ้มเจื่อนๆ ตอบออกไปแกนๆ โดยที่ใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับแสงสีหรือเสียงเพลงในผับอีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสนุกและตื่นเต้นอย่างท่วมท้นจนแทบจะคลั่งตายในตอนนี้ คือภาพอันเร่าร้อนที่เบาะหลังรถเมื่อสักครู่นี้ต่างหาก
พิมพิกายืนรอการเปิดประตูจากด้านในด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นรัวไม่เป็นร่ำสัน มวลอารมณ์ที่พุ่งพล่านจากเบาะหลังรถยังคงวนเวียนฉายซ้ำอยู่ในหัวราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีก่อน
“มาแล้วเหรอ... กลับเอาซะดึกเชียว!”
เสียงบ่นที่น่าเบื่อทว่าคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับการชะโงกหน้าออกมาสำรวจของอากู สายตาเข้มงวดนั้นกวาดมองไปยังอีกสามคนที่ยืนส่งอยู่หน้าร้านด้วยอาการไม่พอใจนัก พิมพิกาพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เธอหันไปโบกมือเบาๆ ให้กับกลุ่มของระริน พร้อมกับแสดงสีหน้าที่ราวจะบอกว่า ไปก่อนนะ ก่อนจะรีบเดินตามหลังน้าสาวเข้าบ้านไปอย่างเงียบงัน
เสียงประตูปิดลงแผ่วเบา... ทันทีที่เธอพ้นสายตา อากูก็สะบัดหน้าเดินกลับขึ้นชั้นบนไปทันที ทิ้งให้พิมพิกายืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดสลัวของโถงบ้าน
เด็กสาวต้องยืนนิ่งสงบสติอารมณ์อยู่หน้าประตูนานเนิ่น ทว่ายิ่งความเงียบเข้าครอบคลุม อารมณ์ที่ถูกปลุกเร้ามาตลอดทั้งคืนกลับยิ่งทวีความชัดเจนขึ้นจนน่ากลัว ภาพการจูบอันดื่มด่ำที่เบาะหลังรถ ภาพการร้องครางกระเส่าของระรินที่ครัวหลังบ้าน และลีลาการส่ายสะโพกโยกย้ายจำลองการร่วมรักในร้านอาหารคืนนี้... ทุกอย่างฉายซ้ำเหมือนฟิล์มหนังที่ตัดสลับไปมา
โดยเฉพาะรสเสียวซ่านจากริมฝีปากของเมธีที่เคยขบเม้มและซุกไซ้ซอกคอของเธอ มันเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระหน่ำอารมณ์เด็กสาวให้ลุกโชนจนเกินจะระงับ
“อูยยย... ซี้ดดด...”
เสียงครางเครือหลุดรอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก มือน้อยๆ ของเธอสั่นเทายามที่เผลอเอื้อมลงไปลูบไล้เป้าที่โหนกนูนจากภายนอกกางเกงยีนส์รัดรูปตัวเก่ง ความแข็งตึงของผ้ายีนส์เสียดสีกับร่องหลืบที่ฉ่ำแฉะจนสยิวไปถึงขั้วหัวใจ ขณะที่มืออีกข้างเริ่มลูบไล้บีบคลึงไปบนเต้าทรวงที่เพิ่งแตกพานตั้งทรงอย่างเคลิบเคลิ้ม ร่างกายบิดเร่าไปตามพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำพัดพาเธอไปตลอดทั้งคืนอย่างไม่อาจหาทางออกได้นอกจากสัมผัสของตัวเอง
พิมพิกาไม่อาจทัดทานกระแสธารแห่งความต้องการตามธรรมชาติที่เชี่ยวกรากได้อีกต่อไป เธอสาวเท้าขึ้นบันไดอย่างเร่งร้อน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดสนิทลง ความเงียบสงัดก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบพร่า
ชุดเสื้อยืดเอวลอยและกางเกงยีนส์รัดรูปที่เธอเคยภูมิใจว่าเซ็กซี่ที่สุด บัดนี้กลับกลายเป็นพันธนาการที่น่ารำคาญใจ พิมพิกาจัดการสลัดพวกมันทิ้งอย่างไม่ใยดี ร่างกายเปลือยเปล่าสั่นสะท้านยามทิ้งตัวลงบนฟูกหนานุ่มบนเตียงเหล็กขนาดสามฟุตครึ่ง เธอพลิกกายไปมาอย่างงุ่นง่านด้วยความซ่านสยิวที่อัดแน่นจนล้นปรี่
นิ้วมือเรียวเล็กเริ่มกรีดกรายสำรวจร่องรอยแห่งความปรารถนา ลากผ่านกลีบเนื้ออวบอูมสีสดที่บัดนี้ขยายตัวรับสัมผัส พิมพิกาหลับตาพริ้มปล่อยสติให้จมดิ่งลงสู่จินตนาการที่เพริศแพร้วและโหยหาคนตัวโตที่เพิ่งจากมา
“อูยยย... ซี้ดดด... อาาา... เฮียขา...”
เสียงครางหวานหูเรียกหา ‘เฮียเมธ’ อย่างโหยหา ภาพสัมผัสที่เขาขบเม้มติ่งหูและซอกไซ้ซอกคอขาวของเธอถูกขยายซ้ำในมโนภาพ พิมพิกายกนิ้วที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำหวานเยิ้มฉ่ำขึ้นมามองดูด้วยแววตาที่ร่านร้อน
“อูยยย... ดูสิเฮียขา พิมแฉะไปหมดแล้ว... ซี้ดดดด”
ในความฝันอันบรรเจิดนั้น พิมพิกาจินตนาการว่าเธอกำลังยืนเด่นอยู่กลางร้านอาหารท่ามกลางแสงสีที่สาดส่อง ทันใดนั้น วงแขนแกร่งของเมธีก็โอบรัดเอวคอดของเธอไว้แน่นจากด้านหลัง เขาไม่ได้แค่เต้นรำธรรมดาอีกต่อไป แต่เขากำลังกระแทกกระทั้นกายแกร่งเข้าหาเธออย่างหนักหน่วงและรุนแรง ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อทั้งร้านที่เฝ้ามองมาด้วยความอิจฉาในความรัญจวนใจที่เธอได้รับ
พิมพิกาแอ่นสะโพกรับแรงกระแทกในจินตนาการ มือหนึ่งบีบคลึงปทุมถันอย่างเมามัน อีกมือขยับนิ้วรัวเร็วอยู่บนติ่งเนื้อสวรรค์ที่เต้นตุบๆ ตามแรงอารมณ์ เธอจินตนาการเห็นสายตาของระรินที่ยืนยิ้มอย่างพึงใจ และสายตาผู้คนนับร้อยที่จ้องมองความอัปยศที่แสนหวานนี้ ยิ่งคิด... เธอก็ยิ่งรัวนิ้วเร็วขึ้น บิดกายเร่าบนเตียงจนเสียงเหล็กลั่นเกรียวกราว
“อาาา... เฮียขา... พิมไม่ไหวแล้ว... แรงอีก... กระแทกพิมแรงๆ เลย... อ๊าาาา!”
พิมพิกากระตุกเกร็งไปทั้งร่าง น้ำหวานสวรรค์หลั่งรินชโลมปลายนิ้วจนอาบชุ่ม เธอซบหน้าลงกับหมอนหอบหายใจรวยรินอย่างคนหมดแรง ทิ้งให้พายุแห่งราคะที่พัดพาไปตลอดทั้งคืนค่อยๆ สงบลงท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมห้องนอนนิ่งสนิท