ร่างสูงในเสื้อช็อปสีเข้มกับกางเกงยีนส์ก้าวเข้ามาใกล้
เพียงเงาที่ยืดยาวทอดทาบลงบนพื้น
ก็ทำให้เธอรู้ทันทีว่าเป็นใคร
คิราห์
เขาหยุดยืนไม่ไกล
สายตาคมกริบกวาดมองภาพตรงหน้า
แทนไท…
อุ้มผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นรถออกไปแล้ว
และในวินาทีนั้นเอง
สายตาเย็นชาคู่นั้น
ก็เลื่อนมาหยุดที่โซวา
ครั้งแรกในรอบสามปี
หัวใจเธอกระตุกแรง
เหมือนถูกเรียกชื่อ
ทั้งที่ไม่มีเสียงใดเอ่ยออกมา
เขา…มองเธอ
โซวากำถุงกระดาษในมือแน่นขึ้น
ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
ทั้งที่แดดบ่ายยังร้อนจัด
ลมหายใจติดขัดอยู่ในอก
เหมือนอากาศรอบตัวจางหายไปชั่วขณะ
คิราห์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ก่อนจะก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว
ระยะห่างที่เคยไกล
กำลังถูกลดลง
ช้า ๆ
จนหัวใจเธอแทบรับไม่ไหว
“เอ่อ…สวัสดีค่ะ พี่คิราห์…”
เสียงเธอเบา
สั่นเพียงนิดเดียว
แต่หัวใจกลับเต้นแรง
ราวกับจะหลุดออกมานอกอก
คิราห์สบตาเธอ
นิ่ง
นิ่งเสียจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
“อืม…ว่าไง”
“คือ…พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์
โซวาตั้งใจทำช็อกโกแลตมาให้พี่ค่ะ
เอ่อ…คือว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา โซวา~~~~~”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ
เขาก็พูดแทรกขึ้นทันที
น้ำเสียงเรียบ
แต่เย็นจนบาดลึก
“เธอก็คงเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ
อยากเข้าใกล้
อยากเป็นผู้หญิงของฉัน”
หัวใจโซวากระตุกวูบ
มือที่ถือถุงขนมสั่นเล็กน้อย
เหมือนแรงทั้งหมดถูกดึงออกไปในพริบตา
“แต่บอกไว้ก่อนนะ
ฉันไม่สนใจผู้หญิงอย่างพวกเธอหรอก
ไม่อยากมีภาระ
ไม่อยากมีข้อผูกมัด
เป็นอิสระแบบนี้…ฉันมีความสุขดี”
คำพูดแต่ละคำ
ไม่ใช่มีดที่กรีดแรง
แต่เป็นคมบาง ๆ
ที่ค่อย ๆ ฝังลึกลงกลางอก
โดยไม่มีเลือดไหลให้เห็น
เธอไม่โกรธ
ไม่โกรธเขาเลยสักนิด
เธอแค่รู้สึกว่า
เขากำลังซ่อนอะไรบางอย่าง
ไว้ลึกเกินกว่าจะยอมให้ใครแตะต้องความรู้สึกของเขาได้
“อ้อ…ถ้าอยากเอาของมาให้ฉันจริง”
เขาชี้ไปที่โต๊ะไม้หินอ่อนใต้คณะ
“ตรงนั้น
ขนมวันวาเลนไทน์ที่สาว ๆ รวมถึงผู้ชายเอามาให้ฉัน
เธอเอาไปวางรวมไว้ก็แล้วกัน
เดี๋ยวให้คนมาเก็บไปแจกเด็ก ๆ แถวตรอกซอยแถวนี้”
เขาหันกลับมา
สบตาเธออีกครั้ง
สั้น ๆ
ราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ที่ไม่ควรถูกจดจำ
โซวายืนค้าง
ถุงขนมยังอยู่ในมือ
น้ำตาไหลลงบนแก้มนวล
โดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว
เธอมองแผ่นหลังกว้างนั้น
เดินห่างออกไป
ทีละก้าว
พร้อมกับหัวใจของเธอ
ที่เหมือนถูกทิ้งไว้
ตรงจุดเดิม
ย้อนไปเมื่อสิบสามปีก่อน
จังหวัดกาญจนบุรี
บ้านคุณทวดของโซวา
ฝนตกปรอย ๆ ริมรั้วไม้เก่า
ถนนเป็นดินเฉอะแฉะ
กลิ่นฝนลอยอวลอยู่ในอากาศ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมทาง
ข้างต้นไม้ใหญ่
หัวเข่าเปื้อนไปด้วยโคลน
เลือดซึมออกมาบาง ๆ
แต่เขาไม่ขยับ
ไม่ลุก
เพียงก้มหน้าปล่อยให้น้ำฝนตกกระทบไหล่เล็ก ๆ ของตัวเอง
“ร้องไห้ทำไม”
เสียงใส ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบยืนกางร่มให้เขา
มือเล็กจับด้ามร่มแน่น
ทั้งที่แขนสั่นเพราะลมฝน
เด็กชายเงยหน้าขึ้น
ดวงตาแดงก่ำ
น้ำตาปะปนกับหยดฝน
จนแยกไม่ออกว่าอะไรคืออะไร
“แม่ฉันหนีไปกับพ่อใหม่แล้ว”
เสียงเขาสั่น
“ฉันมาตามแม่…แต่เขาไม่รักฉัน
ฉันไม่มีแม่อีกแล้ว....ฮือ...ฮือ”
เด็กชายวัยแปดขวบคนนั้น
ชื่อ คิราห์
โซวานิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าเขา
แม้ชายกระโปรงจะเปียกไปหมด
“อย่าร้องไห้เลยนะ”
เธอพูดเบา ๆ
“ผู้ใหญ่คงมีเหตุผลของเขาเอง....เราเป็นเด็กไม่รู้หรอก”
เด็กหญิงล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากกระเป๋า
ยื่นให้เขา พร้อมกับอมยิ้มสีแดงรสสตรอว์เบอร์รี
“มานี่มา…เอาไว้เช็ดเลือดนะ...เจ็บไหม”
แล้วเธอก็ยิ้ม
ยิ้มแบบเด็ก ๆ
แต่จริงใจ
“กลับบ้านไปหาพ่อนะ
ไม่มีแม่
ก็ยังมีพ่อที่รักเธออยู่”
คิราห์มองเด็กผู้หญิงตรงหน้า
มองมือเล็ก ๆ ที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
มองร่มที่กันฝนให้เขาเพียงคนเดียว
โดยไม่รู้ตัว
น้ำตาก็หยุดไหล
โซวาค่อย ๆ วางร่มลงข้างตัวเขา
ทิ้งผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือเล็ก ๆ ของเขา
ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกปรอย
โซวารู้มาตลอด
ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นคือ คิราห์
แต่มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้
เพราะคุณทวดได้เล่าให้ฟังตลอดว่าตระกูลอัครเดชพิรุณภักดีขี้โกง
“อย่าไปใกล้ตระกูลอัครเดชพิรุณภักดีนะ....ตระกูลนั้นขี้โกงมาก ที่ดินไร่ลุงฉิมที่เอาไปจำนองพวกมันโกงไปเลย เอาเงินไปไถ่ก็ไม่คืน”
เสียงคุณทวดยังดังอยู่ในหัวเธอ แต่เธอก็ไม่เคยเชื่อ เพราะทวดกับ
คิราห์คือคนละคนกัน
“ไม่เป็นไรหรอกนะคะ พี่คิราห์”
โซวาพูดกับแผ่นหลังที่กำลังเดินห่างออกไป
แม้เขาจะไม่ได้ยิน
หรืออาจไม่คิดจะหันกลับมา
“โซวาเข้าใจ”
เสียงเธอแผ่ว
แต่หนักแน่นกว่าที่คิด
“และวันหนึ่ง…โซวาจะทำให้พี่รักโซวาให้ได้
โซวาจะอดทน”
เธอปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างลวก ๆ
ไม่ปล่อยให้มันไหลต่อ
ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหา พาขวัญ
“ครืด…ครืด…”
ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว
“พาขวัญอยู่ไหน เดี๋ยวโซวาไปหานะ”
เสียงที่ตอบกลับมา
ไม่ใช่เสียงเพื่อนของเธอ
“อยู่โรงพยาบาล”
โซวาชะงัก
หัวใจหวิววูบ
“เธอเป็นเพื่อนของพาขวัญใช่ไหม
เมื่อกี้เธอเป็นลมล้มพับอยู่หลังคณะวิศวะ
ฉันเห็นพอดี เลยพามาโรงพยาบาล”
“ขอโทษนะคะ…ไม่ทราบว่าใครรับสายอยู่ค่ะ”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่
ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แทนไท”
โซวาสูดหายใจเข้าลึก
“อ้อ…ค่ะ พี่แทนไท
โซวาจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เธอกดวางสาย
ก่อนจะรีบวิ่งไปที่รถ
หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวล
จนไม่ทันสังเกตว่า
มีใครบางคนกำลังมองตามอยู่เงียบ ๆ
คิราห์ที่ยืนหลบอยู่ตรงมุมตึก
ก้าวออกมาช้า ๆ
สายตาคมทอดมองร่างเล็กที่หายลับไป
ความรู้สึกบางอย่าง
ผุดขึ้นมาในอก
คุ้นเคย
อย่างบอกไม่ถูก
เขาเดินไปหยุดตรงโต๊ะไม้หินอ่อนใต้คณะ
ก้มลงมองถุงช็อกโกแลตที่ถูกวางทิ้งไว้
นิ่งอยู่นาน
ก่อนจะเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมา ก่อนที่จะเดินมาที่รถและขับออกไป
โรงพยาบาล
รถของโซวาจอดสนิทหน้าทางเข้าโรงพยาบาล
เธอแทบไม่ทันปิดประตู
ก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันที
กลิ่นยาฆ่าเชื้อ
เสียงฝีเท้า
เสียงเข็นเตียง
ทุกอย่างปะปนจนหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
“พาขวัญอยู่ไหนคะ”
เธอถามเคาน์เตอร์พยาบาลเสียงหอบ
"ด้านโน่นค่ะ"
พยาบาลชี้ไปทางห้องฉุกเฉิน
โซวารีบวิ่งไปทันที เธอเห็นร่างเพื่อนนอนอยู่บนเตียง
ใบหน้าซีด
สายน้ำเกลือห้อยอยู่ข้างตัว
“พาขวัญ…”
โซวาจับมือเพื่อนแน่น
“อากาศร้อนเกินไปทำให้หน้ามืด”
เสียงผู้ชายดังขึ้นข้างหลัง
“หมอบอกว่าไม่อันตราย แต่ต้องพัก”
โซวาหันไป
สบตากับแทนไท
“ขอบคุณนะคะ…ถ้าพี่ไม่ช่วยไว้ เพื่อนโซวาคงแย่”
“ไม่เป็นไร”
เขาพูดแทรก
น้ำเสียงเรียบ
“ไม่มีอะไรฉันไปละ...อ่อแล้วอย่าเที่ยวไปยืนตากแดดรอใครอีกนะ ....เดี๋ยวจะลำบากคนนำส่งโรงพยาบาลอีก”
คำพูดของแทนไททำพาขวัญกำหมัดแน่น เธอตั้งใจจะขอบคุณ แต่เมื่อเขาพูดมาแบบนั้นเธอเลือกที่จะเงียบดีกว่า
แทนไทเดินออกจากห้องไปเหลือเพียงแค่โซวาและพาขวัญเท่านั้น
“ขวัญโซวาขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องลำบากแท้ ๆ”
“ไม่เป็นไรเลย
แต่จำไว้เลยนะ
ถ้าเจอไอ้พี่แทนไทเมื่อไหร่
ฉันจะฟาดหน้าให้”
พาขวัญพูดพลางทำหน้าหงุดหงิด
“ผู้ชายบ้าอะไร
ทะนงตัวชะมัด…”
โซวาหลุดยิ้มจาง ๆ
ทั้งที่ดวงตายังแดง
ความรู้สึกอุ่นใจแล่นผ่านอก
แค่ได้ยินเพื่อนอยู่ข้าง ๆ
พาขวัญมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง
สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากโมโห
เป็นลังเล
ก่อนจะถามออกมาในที่สุด
“แล้วพี่คิราห์ล่ะ…”
เธอลดเสียงลง
“เขารับขนมจากโซวาไหม”
โซวาชะงัก
มือที่จับขอบเตียงแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ไม่…”
เธอส่ายหน้าเบา ๆ
“โซวายังไม่มีโอกาสได้พูดเลย
เขาบอกให้เอาไปวางรวมไว้ที่โต๊ะใต้ตึก
บอกว่ามีคนเอามาให้เขาเยอะแล้ว
เขาไม่สนใจ”
พาขวัญไม่พูดอะไรต่อ
แค่มองเพื่อนนิ่ง ๆ
สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
และความสงสารที่ซ่อนไว้ไม่มิด
เธอยื่นมือไปจับมือโซวา
บีบเบา ๆ
เหมือนให้กำลังใจโดยไม่ต้องใช้คำพูด