บทที่ 9

1331 Words
เวลา 13.15 น. “แกเป็นอะไรของแกเนี่ย?” แพรววางกล่องข้าวลงบนโต๊ะ ก่อนลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามลลิน “ตั้งแต่เช้ามา แกพูดน้อยจนฉันคิดว่าแกถูกสลับตัวกับหุ่นยนต์แล้วนะ” “ฉันก็ปกติดี” “ปกติบ้านแกสิ เมื่อกี้ฉันถามว่าจะกินไก่ทอดไหม แกยังไม่ตอบเลย!” ลลินใช้ส้อมเขี่ยข้าวในกล่องไปมา “ฉันไม่ค่อยหิว” แพรวมองหน้าเพื่อน ก่อนหรี่ตาลงอย่างจับผิด “เกี่ยวกับบอสหรือเปล่า?” มือของลลินหยุดชะงัก แค่นั้นแพรวก็รู้แล้วว่าตัวเองเดาถูก “เกิดอะไรขึ้น?” ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ “ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเรียกบอสว่า ‘ที่รัก’” แพรวอ้าปากค้าง “อะไรนะ?!” “เบา ๆ สิ!” “แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?” “ฉันไม่รู้” “แล้วบอสทำยังไง?” “ก็ไม่ได้ทำอะไร เขารับแฟ้มจากเธอ แล้วก็ตกลงไปกินข้าวด้วยกัน” แพรวขมวดคิ้ว “แค่นั้นเองเหรอ?” “แค่นั้นก็พอแล้วหรือเปล่า?” ลลินเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ดวงตาที่เคยสดใสหม่นลงเล็กน้อย “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ ฉันรู้ว่าไม่ควรไปชอบหัวหน้า แต่ช่วงนี้เขาดีกับฉันมากจนฉันเผลอคิดไปเองว่า… บางทีฉันอาจจะเป็นคนพิเศษสำหรับเขา” เธอหัวเราะแห้ง ๆ “สุดท้ายฉันก็แค่พนักงานคนหนึ่งนี่แหละ” แพรวไม่ได้หัวเราะแซวเหมือนทุกที เธอเอื้อมมือไปจับมือเพื่อนเบา ๆ “แกมีสิทธิ์รู้สึกดี ๆ กับใครสักคนได้นะลลิน มันไม่ผิดหรอก” ลลินก้มหน้าลง “แต่ถ้าเขามีแฟนแล้ว ฉันก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง” “ใช่ ถ้าเขามีแฟนแล้ว แกก็ควรรักษาระยะห่าง แต่ตอนนี้แกยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดนี่” “เธอเรียกเขาว่าที่รักนะ!” “ก็จริง แต่เราไม่รู้ว่าเธอเป็นแฟนเขาหรือเปล่า อาจเป็นญาติ เป็นเพื่อนสนิท หรือ…” แพรวหยุดพูดแล้วทำท่าครุ่นคิด “หรือเป็นแฟนเก่าที่กลับมาทวงหนี้ก็ได้!” ลลินเงยหน้าพรวด “แฟนเก่าทวงหนี้อะไรของแก!” “ฉันก็ไม่รู้! ฉันแค่พยายามคิดในแง่บวก!” แม้จะยังเศร้าอยู่ แต่ลลินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แพรวยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น “เอาอย่างนี้ อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจนกว่าจะรู้ความจริง ถ้าเขามีแฟนแล้วจริง ๆ แกก็ถอยออกมาอย่างสวย ๆ ได้ แต่ถ้าไม่ใช่…” “ถ้าไม่ใช่ทำไม?” แพรวโน้มตัวเข้ามากระซิบ “แกก็ต้องเลิกทำตัวเหมือนคนกำลังจะลาออกจากบริษัทเพราะอกหักได้แล้ว!” “แพรว!” “โอเค ๆ กินข้าวก่อน เดี๋ยวไก่ทอดเย็นหมด” ลลินก้มมองกล่องข้าว ก่อนตักข้าวเข้าปากช้า ๆ เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรคาดหวังอะไร แต่ลึก ๆ แล้ว เธอก็ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี เวลา 14.00 น. คีรินนั่งอยู่ในห้องทำงาน สายตาจับจ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สมาธิของเขากลับไม่อยู่กับงานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาเปิดอีเมลที่ลลินส่งมาเมื่อครู่ หัวข้อ: สรุปผลการตรวจสอบรายงานระบบ เนื้อหาเป็นทางการทุกบรรทัด ไม่มีข้อความแซวเล่น ไม่มีประโยคบ่นเรื่องงาน ไม่มีแม้แต่เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่เธอมักใช้เวลาแสดงความตื่นเต้น คีรินอ่านอีเมลซ้ำอีกครั้ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาพิมพ์ข้อความแล้วลบ พิมพ์ใหม่แล้วลบอีก สุดท้ายจึงส่งไปเพียงประโยคเดียว คีริน: ตอนนี้คุณสะดวกคุยไหม? อีกฝ่ายอ่านแล้ว แต่ไม่มีคำตอบกลับมา หนึ่งนาทีผ่านไป สามนาทีผ่านไป ห้านาทีผ่านไป คีรินวางโทรศัพท์ลง ก่อนยกมือกดหว่างคิ้ว เขาไม่เคยต้องมานั่งเฝ้ารอข้อความจากพนักงานคนไหนแบบนี้มาก่อน เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ประตูเปิดออก ผู้หญิงในชุดเดรสสีครีมเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “คีรินคะ พร้อมไปทานข้าวหรือยัง?” เขาเงยหน้าขึ้น “พี่รินดา ผมขอเลื่อนมื้อกลางวันเป็นวันอื่นได้ไหมครับ วันนี้ผมมีงานด่วน” รินดาชะงัก ก่อนเหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะ “งานด่วน หรือคนด่วนคะ?” คีรินขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไงครับ?” พี่สาวของเขาหัวเราะเบา ๆ “ก็คนที่คุณนั่งมองประตูตามหลังตั้งแต่เช้านั่นไงคะ น้องลลินน่ะ” คีรินนิ่งไปทันที “พี่สังเกตด้วยเหรอ?” “คีรินจ๊ะ พี่เป็นพี่สาวคุณมาตั้งแต่คุณยังใส่กางเกงนักเรียนขาสั้นนะคะ อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ว่าคุณกำลังสนใจใคร” “ผมไม่ได้…” “ไม่ได้สนใจ?” รินดาเลิกคิ้ว คีรินเงียบ เธอยิ้มอย่างคนจับทางได้ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ว่าแต่วันนี้น้องลลินดูแปลก ๆ นะคะ พี่ทักไปก็ยิ้มแห้ง ๆ เหมือนกำลังกลั้นน้ำตา คุณไปทำอะไรให้น้องหรือเปล่า?” “ผมไม่ได้ทำอะไร” “แน่ใจนะ?” คีรินนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในห้องประชุม ท่าทีเย็นชา น้ำเสียงห่างเหิน และสายตาที่ลลินพยายามหลบเขา ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเป็นแบบนั้น เว้นแต่ว่า… “พี่ครับ” เขาหันไปหารินดา “ตอนเช้าที่พี่เรียกผมว่า ‘ที่รัก’…” รินดาหัวเราะทันที “อ๋อ! เรื่องนั้นเอง!” เธอยิ้มกว้างจนคีรินเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย “พี่ก็แค่แกล้งเรียกเล่น ๆ เองค่ะ ทำไมเหรอ?” คีรินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกันในหัว ลลินยืนอยู่หน้าห้องประชุมตอนที่รินดาเรียกเขาว่า ‘ที่รัก’ ลลินได้ยินบทสนทนาทั้งหมด และหลังจากนั้น เธอก็เปลี่ยนไปทันที คีรินหลับตาลงช้า ๆ “ให้ตายเถอะ…” รินดามองน้องชาย ก่อนยิ้มเหมือนเพิ่งค้นพบเรื่องสนุกที่สุดในรอบเดือน “อย่าบอกนะคะว่าน้องลลินคิดว่าพี่เป็นแฟนคุณ?” คีรินไม่ได้ตอบ แต่ความเงียบของเขาก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ รินดาหัวเราะจนต้องยกมือปิดปาก “โอ๊ย คีริน! นี่คุณปล่อยให้ผู้หญิงเข้าใจผิดว่าตัวเองมีแฟน ทั้งที่ยังไม่ทันจีบเขาเลยเหรอคะ?” “พี่ครับ…” “แล้วจะทำยังไงต่อคะ? ปล่อยให้น้องเข้าใจผิดต่อไป หรือจะไปอธิบายให้ชัดเจน?” คีรินมองโทรศัพท์บนโต๊ะอีกครั้ง ข้อความที่เขาส่งไปยังไม่มีคำตอบ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความใหม่อย่างรวดเร็ว คีริน: เย็นนี้มาพบผมที่ห้องทำงานด้วย มีเรื่องสำคัญจะคุย คราวนี้ข้อความถูกอ่านแทบจะทันที และคำตอบก็เด้งกลับมาในเวลาไม่นาน ลลิน: รับทราบค่ะบอส เป็นเรื่องงานใช่ไหมคะ? คีรินจ้องประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไป คีริน: ไม่ใช่เรื่องงาน ปลายทางเงียบไปทันที เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจ “คราวนี้คุณจะหนีผมไปไหนได้อีก ลลิน…” แต่สิ่งที่คีรินไม่รู้ก็คือ… ตอนนี้อีกฝั่งของออฟฟิศ ลลินกำลังจ้องข้อความของเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ไม่ใช่เรื่องงาน?” แพรวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชะโงกหน้ามาอ่าน ก่อนยกมือปิดปากอย่างตื่นเต้น “กรี๊ด! แก! เขาจะสารภาพรัก!” “ไม่ใช่!” “แล้วจะเป็นเรื่องอะไร?” ลลินกลืนน้ำลายลงคอ “บางที… เขาอาจจะเรียกฉันไปบอกว่าห้ามคิดเกินเลยกับหัวหน้าก็ได้” แพรวทำหน้าเอือมระอา “แกนี่คิดไปได้ทั้งทางบวกและทางลบจริง ๆ” ลลินก้มมองโทรศัพท์อีกครั้ง หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เธอไม่รู้ว่าคีรินต้องการพูดอะไร แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบไหน… คืนนี้เธอคงต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเสียที เพราะบางครั้ง ปัญหาที่แก้ยากที่สุดก็ไม่ใช่บั๊กในระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีปุ่มให้กดรีเซ็ตต่างหาก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD