เวลา 13.15 น.
“แกเป็นอะไรของแกเนี่ย?”
แพรววางกล่องข้าวลงบนโต๊ะ ก่อนลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามลลิน
“ตั้งแต่เช้ามา แกพูดน้อยจนฉันคิดว่าแกถูกสลับตัวกับหุ่นยนต์แล้วนะ”
“ฉันก็ปกติดี”
“ปกติบ้านแกสิ เมื่อกี้ฉันถามว่าจะกินไก่ทอดไหม แกยังไม่ตอบเลย!”
ลลินใช้ส้อมเขี่ยข้าวในกล่องไปมา
“ฉันไม่ค่อยหิว”
แพรวมองหน้าเพื่อน ก่อนหรี่ตาลงอย่างจับผิด
“เกี่ยวกับบอสหรือเปล่า?”
มือของลลินหยุดชะงัก
แค่นั้นแพรวก็รู้แล้วว่าตัวเองเดาถูก
“เกิดอะไรขึ้น?”
ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเรียกบอสว่า ‘ที่รัก’”
แพรวอ้าปากค้าง
“อะไรนะ?!”
“เบา ๆ สิ!”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?”
“ฉันไม่รู้”
“แล้วบอสทำยังไง?”
“ก็ไม่ได้ทำอะไร เขารับแฟ้มจากเธอ แล้วก็ตกลงไปกินข้าวด้วยกัน”
แพรวขมวดคิ้ว
“แค่นั้นเองเหรอ?”
“แค่นั้นก็พอแล้วหรือเปล่า?”
ลลินเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ดวงตาที่เคยสดใสหม่นลงเล็กน้อย
“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ ฉันรู้ว่าไม่ควรไปชอบหัวหน้า แต่ช่วงนี้เขาดีกับฉันมากจนฉันเผลอคิดไปเองว่า… บางทีฉันอาจจะเป็นคนพิเศษสำหรับเขา”
เธอหัวเราะแห้ง ๆ
“สุดท้ายฉันก็แค่พนักงานคนหนึ่งนี่แหละ”
แพรวไม่ได้หัวเราะแซวเหมือนทุกที เธอเอื้อมมือไปจับมือเพื่อนเบา ๆ
“แกมีสิทธิ์รู้สึกดี ๆ กับใครสักคนได้นะลลิน มันไม่ผิดหรอก”
ลลินก้มหน้าลง
“แต่ถ้าเขามีแฟนแล้ว ฉันก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง”
“ใช่ ถ้าเขามีแฟนแล้ว แกก็ควรรักษาระยะห่าง แต่ตอนนี้แกยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดนี่”
“เธอเรียกเขาว่าที่รักนะ!”
“ก็จริง แต่เราไม่รู้ว่าเธอเป็นแฟนเขาหรือเปล่า อาจเป็นญาติ เป็นเพื่อนสนิท หรือ…”
แพรวหยุดพูดแล้วทำท่าครุ่นคิด
“หรือเป็นแฟนเก่าที่กลับมาทวงหนี้ก็ได้!”
ลลินเงยหน้าพรวด
“แฟนเก่าทวงหนี้อะไรของแก!”
“ฉันก็ไม่รู้! ฉันแค่พยายามคิดในแง่บวก!”
แม้จะยังเศร้าอยู่ แต่ลลินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
แพรวยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น
“เอาอย่างนี้ อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจนกว่าจะรู้ความจริง ถ้าเขามีแฟนแล้วจริง ๆ แกก็ถอยออกมาอย่างสวย ๆ ได้ แต่ถ้าไม่ใช่…”
“ถ้าไม่ใช่ทำไม?”
แพรวโน้มตัวเข้ามากระซิบ
“แกก็ต้องเลิกทำตัวเหมือนคนกำลังจะลาออกจากบริษัทเพราะอกหักได้แล้ว!”
“แพรว!”
“โอเค ๆ กินข้าวก่อน เดี๋ยวไก่ทอดเย็นหมด”
ลลินก้มมองกล่องข้าว ก่อนตักข้าวเข้าปากช้า ๆ
เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่ควรคาดหวังอะไร
แต่ลึก ๆ แล้ว เธอก็ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดี
เวลา 14.00 น.
คีรินนั่งอยู่ในห้องทำงาน สายตาจับจ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สมาธิของเขากลับไม่อยู่กับงานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เขาเปิดอีเมลที่ลลินส่งมาเมื่อครู่
หัวข้อ: สรุปผลการตรวจสอบรายงานระบบ
เนื้อหาเป็นทางการทุกบรรทัด
ไม่มีข้อความแซวเล่น
ไม่มีประโยคบ่นเรื่องงาน
ไม่มีแม้แต่เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่เธอมักใช้เวลาแสดงความตื่นเต้น
คีรินอ่านอีเมลซ้ำอีกครั้ง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เขาพิมพ์ข้อความแล้วลบ
พิมพ์ใหม่แล้วลบอีก
สุดท้ายจึงส่งไปเพียงประโยคเดียว
คีริน: ตอนนี้คุณสะดวกคุยไหม?
อีกฝ่ายอ่านแล้ว แต่ไม่มีคำตอบกลับมา
หนึ่งนาทีผ่านไป
สามนาทีผ่านไป
ห้านาทีผ่านไป
คีรินวางโทรศัพท์ลง ก่อนยกมือกดหว่างคิ้ว
เขาไม่เคยต้องมานั่งเฝ้ารอข้อความจากพนักงานคนไหนแบบนี้มาก่อน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี
ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก ผู้หญิงในชุดเดรสสีครีมเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“คีรินคะ พร้อมไปทานข้าวหรือยัง?”
เขาเงยหน้าขึ้น
“พี่รินดา ผมขอเลื่อนมื้อกลางวันเป็นวันอื่นได้ไหมครับ วันนี้ผมมีงานด่วน”
รินดาชะงัก ก่อนเหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะ
“งานด่วน หรือคนด่วนคะ?”
คีรินขมวดคิ้ว
“หมายความว่ายังไงครับ?”
พี่สาวของเขาหัวเราะเบา ๆ
“ก็คนที่คุณนั่งมองประตูตามหลังตั้งแต่เช้านั่นไงคะ น้องลลินน่ะ”
คีรินนิ่งไปทันที
“พี่สังเกตด้วยเหรอ?”
“คีรินจ๊ะ พี่เป็นพี่สาวคุณมาตั้งแต่คุณยังใส่กางเกงนักเรียนขาสั้นนะคะ อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้ว่าคุณกำลังสนใจใคร”
“ผมไม่ได้…”
“ไม่ได้สนใจ?”
รินดาเลิกคิ้ว
คีรินเงียบ
เธอยิ้มอย่างคนจับทางได้ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ว่าแต่วันนี้น้องลลินดูแปลก ๆ นะคะ พี่ทักไปก็ยิ้มแห้ง ๆ เหมือนกำลังกลั้นน้ำตา คุณไปทำอะไรให้น้องหรือเปล่า?”
“ผมไม่ได้ทำอะไร”
“แน่ใจนะ?”
คีรินนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในห้องประชุม
ท่าทีเย็นชา น้ำเสียงห่างเหิน และสายตาที่ลลินพยายามหลบเขา
ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเป็นแบบนั้น
เว้นแต่ว่า…
“พี่ครับ”
เขาหันไปหารินดา
“ตอนเช้าที่พี่เรียกผมว่า ‘ที่รัก’…”
รินดาหัวเราะทันที
“อ๋อ! เรื่องนั้นเอง!”
เธอยิ้มกว้างจนคีรินเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย
“พี่ก็แค่แกล้งเรียกเล่น ๆ เองค่ะ ทำไมเหรอ?”
คีรินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
ทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกันในหัว
ลลินยืนอยู่หน้าห้องประชุมตอนที่รินดาเรียกเขาว่า ‘ที่รัก’
ลลินได้ยินบทสนทนาทั้งหมด
และหลังจากนั้น เธอก็เปลี่ยนไปทันที
คีรินหลับตาลงช้า ๆ
“ให้ตายเถอะ…”
รินดามองน้องชาย ก่อนยิ้มเหมือนเพิ่งค้นพบเรื่องสนุกที่สุดในรอบเดือน
“อย่าบอกนะคะว่าน้องลลินคิดว่าพี่เป็นแฟนคุณ?”
คีรินไม่ได้ตอบ
แต่ความเงียบของเขาก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ
รินดาหัวเราะจนต้องยกมือปิดปาก
“โอ๊ย คีริน! นี่คุณปล่อยให้ผู้หญิงเข้าใจผิดว่าตัวเองมีแฟน ทั้งที่ยังไม่ทันจีบเขาเลยเหรอคะ?”
“พี่ครับ…”
“แล้วจะทำยังไงต่อคะ? ปล่อยให้น้องเข้าใจผิดต่อไป หรือจะไปอธิบายให้ชัดเจน?”
คีรินมองโทรศัพท์บนโต๊ะอีกครั้ง
ข้อความที่เขาส่งไปยังไม่มีคำตอบ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความใหม่อย่างรวดเร็ว
คีริน: เย็นนี้มาพบผมที่ห้องทำงานด้วย มีเรื่องสำคัญจะคุย
คราวนี้ข้อความถูกอ่านแทบจะทันที
และคำตอบก็เด้งกลับมาในเวลาไม่นาน
ลลิน: รับทราบค่ะบอส เป็นเรื่องงานใช่ไหมคะ?
คีรินจ้องประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไป
คีริน: ไม่ใช่เรื่องงาน
ปลายทางเงียบไปทันที
เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วถอนหายใจ
“คราวนี้คุณจะหนีผมไปไหนได้อีก ลลิน…”
แต่สิ่งที่คีรินไม่รู้ก็คือ…
ตอนนี้อีกฝั่งของออฟฟิศ ลลินกำลังจ้องข้อความของเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ไม่ใช่เรื่องงาน?”
แพรวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชะโงกหน้ามาอ่าน ก่อนยกมือปิดปากอย่างตื่นเต้น
“กรี๊ด! แก! เขาจะสารภาพรัก!”
“ไม่ใช่!”
“แล้วจะเป็นเรื่องอะไร?”
ลลินกลืนน้ำลายลงคอ
“บางที… เขาอาจจะเรียกฉันไปบอกว่าห้ามคิดเกินเลยกับหัวหน้าก็ได้”
แพรวทำหน้าเอือมระอา
“แกนี่คิดไปได้ทั้งทางบวกและทางลบจริง ๆ”
ลลินก้มมองโทรศัพท์อีกครั้ง
หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เธอไม่รู้ว่าคีรินต้องการพูดอะไร
แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบไหน…
คืนนี้เธอคงต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเสียที
เพราะบางครั้ง ปัญหาที่แก้ยากที่สุดก็ไม่ใช่บั๊กในระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีปุ่มให้กดรีเซ็ตต่างหาก