ฉือฉางเทียนนั่งมองคนสองคนเถียงกันอย่างสบายอารมณ์ ไม่คิดว่าคนที่มีท่าทางเช่นนางจะปากเก่งเช่นนี้ นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่แต่งนางเข้ามาเป็นภรรยา
“ได้ เจ้ารักข้า แต่เจ้ารักตัวเองมากกว่า” ยังกล้าจะพูดว่ารักออกมา คนรักกันเขาหักหลังกันเช่นนี้หรือ “ข้าทุ่มเทเพื่อเจ้าขนาดนั้น เจ้ากลับทิ้งข้าไปแต่งงานกับคนอื่น นี่หรือคือสิ่งที่คนรักเขาทำกัน”
“หากเจ้าสามารถส่งเสริมข้าได้ข้าก็คงไม่ทำเช่นนี้!” คิดว่าเขาอยากแต่งงานกับผู้อื่นนักหรือ หากเลือกได้เขาก็อยากใช้ชีวิตกับคนที่รัก แต่หากเขาแต่งงานกับนางหน้าที่การงานของเขาก็จะไม่ก้าวหน้า “เจ้ารอหน่อยได้หรือไม่ หากตำแหน่งของข้ามั่นคงข้าจะหย่ากับหมิ่นเอ๋อร์”
หึ! สุดท้ายเขาก็รักเพียงแค่ตนเอง
“ส่งเสริมมิได้หรือ เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลเจ้ายืนได้อย่างมั่นคงเป็นเพราะใคร ไหนจะมารดาของเจ้าอีก หากไม่ได้ข้าพวกเจ้าสองแม่ลูกจะยังมีชีวิตสุขสบายใยจวนตระกูลจงได้หรือ” ในเมื่อพูดมาขนาดนี้แล้วจะพูดอีกหน่อยก็คงไม่เป็นอันใด “ข้าทำขนาดนี้แล้วยังพูดว่าข้าส่งเสริมเจ้าไม่ได้อีกหรือ คนเช่นเจ้าหากมิใช่เพราะข้าจะสามารถสอบขุนนางได้หรือ หากว่ากันตามจริงเป็นเจ้าต่างหากที่ต้องตอบแทนบุญคุณของข้า!”
ฉือฉางเทียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ฝีมือของนางดีใช้ได้ จงหยวนอันช่างโง่จริง ๆ ที่ทิ้งนางมาเช่นนี้
“ทำไม เถียงไม่ออกใช่หรือไม่ เพราะทุกอย่างที่ข้าเอ่ยมาทั้งหมดคือเรื่องจริง” ซูซินเหยาที่เห็นอีกฝ่ายเงียบไปก็รู้สึกสะใจ และรู้สึกโล่งมากที่ได้เอ่ยคำพวกนั้นออกมา “จากนี้ท่านและข้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก”
“ไม่ ข้าไม่ยอม อย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นของข้า” จงหยวนอันบอกอย่างไม่ยอมแพ้ เขาไม่มีทางยอมให้นางไปเป็นของคนอื่น
“จับตัวเขาโยนออกไป อย่าให้เข้าใกล้เหยาเอ๋อร์อีก” กล้ามากที่มาเอ่ยประโยคเช่นนี้ต่อหน้าเขา อย่าคิดว่าจะได้เข้าใกล้นางอีกเลย
“ใช้ได้นี่ ข้าว่าเจ้าเหมาะสมมากที่จะแต่งเข้าจวนเทียนอันโหวของข้า” ฉือฉางเทียนมองคนตรงหน้าด้วยสายตาพอใจ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่านางจะสามารถจัดการเรื่องวุ่นวายในจวนของเขาได้
“ท่านโหวไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะจัดการเรื่องในจวนของท่านให้เรียบร้อย” ซูซินเหยาให้สัญญา แม้ในจวนเทียนอันโหวจะจัดการไม่ง่าย แต่นางจะจัดการให้เรียบร้อยหมดจด ให้สมกับที่เขายอมร่วมมือด้วย
“ข้าจะรอดู” เมื่อได้เห็นฝีมือของนางวันนี้แล้วเขาก็หมดห่วง คงสู้รบกับหลิวหยางเจินได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
“ข้าจะให้คนของข้าคอยคุ้มครองเจ้า ดูแล้วเขาคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ” ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นจะก่อเรื่องอันใดอีก ป้องกันเอาไว้ก่อนย่อมดีกว่า
“ขอบคุณท่านโหวเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ คิดไม่ผิดที่ยอมร่วมมือกับเขา เขาสามารถปกป้องนางจากคนตระกูลจงได้จริง ๆ
“พรุ่งนี้เตรียมตัวเองไว้ ข้าจะมารับเจ้าไปงานแต่งของเขาในฐานะคู่หมั้นของข้า” เขาบอก ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็อย่าได้ตีหน้าเข้าหากันเลย เพราะอย่างไรสักวันทั้งสองตระกูลก็ต้องแตกหักกันอยู่ดี
เหล่าทหารที่ติดตามมาด้วยจับคนตระกูลจงโยนออกไปด้านนอกโดยไม่สนใจเลยว่าคนที่ถูกโยนออกไปเป็นถึงคุณชายใหญ่ตระกูลขุนนาง
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็เห็นภาพนั้นกันหมด ตระกูลซูเป็นตระกูลเล็ก ๆ จึงตั้งอยู่ในบริเวณที่คนพลุกพล่าน ผู้คนที่เห็นภาพนั้นจึงมีไม่น้อย
“ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับคุณหนูซูอีก พรุ่งนี้เจ้าก็จะแต่งงานอยู่แล้ว ยังลอบมาหาสตรีที่มีคู่หมั้น เจ้าช่างเป็นคนที่หน้าไม่อายยิ่งนัก สตรีเขาบอกว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกพูดไม่รู้เรื่องหรือไง” หวังหย่งพูดเสียงดัง และประโยคที่เอ่ยออกมาล้วนดึงความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ไม่น้อย
“เหตุใดจึงทำเช่นนี้หน้าไม่อายเสียจริง”
“แล้วเช่นนี้เจ้าสาวจะไม่เสียใจหรอกหรือ”
“ใช่ ๆ สตรีผู้นี้น่าสงสารยิ่งนัก หากเป็นข้าคงไม่แต่งด้วยแล้ว”
“กลับ!” จงหยวนอันที่ถูกจับโยนออกมาก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย เขาต้องเดินผ่านคนพวกนี้ เพราะจอดรถม้าเอาไว้ไกลจากที่นี่มาก ระหว่างเดินผ่านก็ยังได้ยินเสียงนินทาไม่หยุด
“พรุ่งนี้ข้าจะไปดูว่าผู้ใดจะเป็นสตรีที่โชคร้ายผู้นั้น”
“ข้าก็ได้แต่หวังว่าสตรีผู้นั้นจะตาสว่างเสียที”
“ช่างชั่วช้ายิ่งนัก พรุ่งนี้ข้าจะไปดูว่าเขาแต่งงานกับแม่นางตระกูลใด”
“ใช่ ๆ ข้าจะไปดูว่าสตรีตระกูลใดที่ได้แต่งงานกับเขา”
รุ่งขึ้นจงหยวนอันก็ไปรับเจ้าสาวด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ เพราะตลอดเส้นทางมีแต่คนพูดถึงเรื่องที่เขาถูกจับโยนออกมาจากจวนสกุลซู ทำให้เรื่องแต่งงานวันนี้กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงอย่างขบขันไปทั่วเมืองหลวง ทำให้ทั้งสองตระกูลรู้สึกอับอายไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้
ตระกูลหวังอับอายไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อบุตรสาวยังยื่นยังคำเดิมว่าจะแต่งงานกับจงหยวนอัน