“ท่านโหว จงหยวนอันมาขอพบคุณหนูซูขอรับ” หวังเหว่ยเดินเข้ามารายงานเจ้านาย เดิมที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะรามือไปแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับใจกล้าของเข้าพบสตรีอื่นทั้งที่ตนเองจะแต่งงานพรุ่งนี้
“อยากพบเขาหรือไม่” ฉือฉางเทียนไม่ได้ตอบทว่าหันไปมองสตรีที่ถูกขอเข้าพบ และนางก็ไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายอันใด เขาจึงได้ถามความเห็นของนาง
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “คุยกันให้รู้เรื่องไปเลย เรื่องราวพวกนี้จะได้จบลงเสียที”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็คิดว่าจงหยวนอันไม่มีทางลามือง่าย ๆ แต่ให้อีกฝ่ายรู้ความต้องการของนางหน่อยก็ดี จะได้รู้ว่าอันใดควรทำไม่ควรทำ
“ให้เขาเข้ามา”
จงหยวนอันที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูก็เริ่มโมโห เมื่อก่อนเขาเดินเข้าออกจวนนี้เป็นว่าเล่น ตอนนี้แม้แต่จะก้าวขาเข้าจวนก็ยังไม่ได้
“เชิญคุณชายใหญ่จงเข้าจวน” หวังเหว่ยเป็นคนออกมาเชิญจงหยวนอันเข้าจวนด้วยตนเอง
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” จงหยวนอันถามเสียงแข็ง เขาจำได้ว่าบุรุษผู้นี้คือคนสนิทของฉือฉางเทียน แสดงว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็คงอยู่ในจวน
“นายท่านของข้าอยู่ที่นี่ เหตุใดข้าจะอยู่ไม่ได้” หวังเหว่ยตอบหน้าตาย “จะเข้าหรือไม่”
คนมาเยือนไม่ได้ตอบอันใด ทำเพียงเดินเข้าไปในจวนเพราะเขาชินกับสถานที่แห่งนี้ดี เมื่อก่อนเขามาที่นี่เป็นประจำ ทุกคนก็ต้อนรับเขาอย่างดี แต่มาวันนี้แม้แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่อยากมอง
“ท่านมาทำไม” ซูซินเหยาไม่แม้แต่จะเชิญคนที่มาเยือนให้นั่งลง พูดคุยให้จบแล้วก็อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกก็พอ
“เหยาเอ๋อร์ข้าของสนทนากับเจ้าตามลำพังได้หรือไม่” จงหยวนอันร้องขอ เขาอยากคุยกับนางว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นนางจึงไปแต่งงานกับคนอื่นเช่นนี้ ทั้งที่เขาก็บอกไปแล้วว่าจะรับนางเป็นฮูหยินรอง เขายอมเพียงนี้แล้วนางยังไปแต่งงานกับผู้อื่นอีกหรือ
“จะพูดก็พูดตรงนี้ ไม่นานพวกเราสองคนก็จะแต่งงานกันแล้ว ไม่มีเรื่องที่จะต้องปิดบังกัน” ซูซินเหยาพูดขึ้นทำให้บุรุษทั้งสองต่างก็มองนางเป็นตาเดียว ฉือฉางเทียนรู้สึกพอใจในคำพูดของนางมาก ส่วนอีกคนกลับไม่ค่อยสบอารมณ์มากนักที่นางพูดว่าจะแต่งงานกับคนอื่น
“ได้ยินชัดแล้วหรือไม่” ฉือฉางเทียนพูดขึ้นอย่างคนที่เหนือกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้วนางก็เลือกเขาอยู่ดี
“ได้ ในเมื่ออยากจะคุยต่อหน้าข้าก็จะคุย ให้แตกหักกันไปเลย” ตอนนี้จงหยวนอันเริ่มควบคุมตนเองไม่ได้แล้ว ยิ่งได้ยินคำว่าแต่งงานจากปากของนางก็ยิ่งทำให้เขาโมโห “กี่ปีที่เรารู้จักกันมามันไม่สำคัญเลยใช่หรือไม่ เจ้าจึงจะไปแต่งงานกับคนอื่นเช่นนี้”
ซูซินเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ นี่เขาไม่รู้ตัวเลยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดนางจึงต้องแต่งงานกับคนอื่น
“ทำไม เป็นฮูหยินรองของข้ามันไม่มีหน้ามีตาเท่าเป็นฮูหยินท่านโหวใช่หรือไม่เจ้าจึงได้ทิ้งข้าไปเช่นนี้” คนที่กำลังโมโหพูดออกมาจนหมด ไม่คิดเลยว่าคนที่ได้ฟังจะรู้สึกเช่นไร “เจ้ามันก็แค่คนเห็นแก่ตัว ข้ารักเพียงนั้นเจ้ายังทิ้งข้าได้ลง เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ใช่ ข้าแต่งงานกับเขาเพราะอยากเป็นฮูหยินท่านโหว แล้วเจ้าจะทำไม ขนาดเจ้ายังแต่งงานเพื่อหน้าที่การงานได้ แล้วเหตุใดข้าจะแต่งงานเพื่อยกฐานะของตนเองไม่ได้” ซูซินเหยาพูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า คิดว่านางจะอับอายกับคำพูดที่เขาเอ่ยมาหรือ ไม่มีทางเสียหรอก
ฉือฉางเทียนได้ยินประโยคที่นางเอ่ยมาเมื่อครู่ถึงกับจ้องมองนางไม่วางตา สตรีที่เขาคิดว่าเรียบร้อยมาตลอดพอได้โมโหก็ทำให้เขาตกตะลึงได้เหมือนกัน
“เจ้ายอมขายตัวเองเพื่อให้ได้ตำแหน่งใหญ่โต ข้าเองก็ไม่ต่างกัน เป็นฮูหยินรองของเจ้ามันดีตรงไหน แต่งเข้าไปก็ถูกผู้อื่นกดขี่ มิสู้แต่งเป็นฮูหยินท่านโหวไม่ดีกว่าหรือ ได้ทั้งฐานะและอำนาจ ยามทำอันใดก็ไม่ต้องคอยมองสีหน้าผู้อื่น ชีวิตเช่นนี้จะไม่ดีกว่าหรือ” หญิงสาวยังคงสงบนิ่งต่างจากอีกคนที่ตอนนี้โมโหจนแทบอยากจะทำลายข้าวของตรงหน้าเพื่อระบายอารมณ์ แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้ตามใจเพราะนี่มิใช่จวนของตนเอง
“สุดท้ายเจ้ามันก็ไม่ต่างกับข้า เห็นแก่ตัว”
“ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น หากเจ้าไม่ทิ้งข้าไปแต่งงานกับหวังเยี่ยนหมิ่น เรื่องทุกอย่างก็คงไม่เป็นเช่นนี้” ซูซินเหยาเองก็พยายามระงับอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด นางจะระเบิดออกมาตอนนี้ไม่ได้
“แต่ข้าก็จะรับเจ้าเป็นฮูหยินรองอย่างไรเล่า เจ้าอยากทำอันใดข้าก็จะยอมทุกอย่าง อำนาจในจวนข้าก็จะยกให้เจ้า เพียงเท่านี้ก็ยังไม่ชัดเจนอีกหรือข้ารักเจ้าเพียงใด” จงหยวนอันพยายามพูดโดยไม่ใช้อารมณ์ หากยังใช้อารมณ์คุยเช่นนี้ไม่มีทางคุยรู้เรื่อง
“รักหรือ เจ้ารักตัวเจ้าเองต่างหาก เจ้ารักผู้อื่นไม่เป็นหรอก” คนเห็นแก่ตัวเช่นนั้นไม่มีทางรักผู้อื่นเป็น เขารักเพียงตัวเองเท่านั้น
“ที่ผ่านมาข้ายังแสดงออกไม่ชัดเจนอีกหรือว่ารักเจ้าเพียงใด” จงหยวนอันพยายามเดินเข้าไปจับมือของคนที่ตนเองรัก ทว่านางกลับขยับตัวหนีราวกับรังเกียจกับมาสิบปี