เช้าวันรุ่งขึ้นเหลียนหลินก็รีบพาบุตรชายไปสู่ขอที่ตระกูลซู ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้ม ดีใจที่บุตรชายจะได้แต่งงาน และที่สำคัญคือได้คนที่ถูกใจมาเป็นสะใภ้
“ไปถึงเจ้าก็อย่าก่อเรื่องเสียละ” นางล่ะกลัวใจของบุตรชายเสียจริง วันนั้นบอกไม่แต่ง เมื่อวันก่อนมาบอกว่าจะแต่ง หากวันนี้มาเปลี่ยนใจอีกนางก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรแล้ว
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ท่านได้เหยาเอ๋อร์ของท่านมาเป็นสะใภ้แน่นอน” มาถึงขนาดนี้แล้วยังกลัวว่าเขาจะไม่ได้แต่งงานอีกหรือจะถึงจวนสกุลซูอยู่แล้ว
“ให้มันจริงเถอะ” ตอนนี้นางอยากให้ถึงจวนสกุลซูใจแทบขาด กลัวว่าบุตรชายจะเปลี่ยนใจกลางทาง
ฉือฉางเทียนยกยิ้มให้มารดาหนึ่งครั้งก่อนจะเลิกสนใจมารดาอีก เขาคร้านที่จะพูด เมื่อถึงจวนสกุลซูแล้วก็รู้เองว่าจะแต่งจริงหรือไม่
เมื่อมาถึงจวนสกุลซูเหลียนหลินก็กุลีกุจอลงจากรถม้าด้วยความดีใจ นี่บุตรชายของนางจะแต่งกับซูซินเหยาจริง ๆ นางไม่ได้ฝันไป แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดทั้งสองจึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันเช่นนี้ แต่เป็นเพราะอันใดตอนนี้นางไม่สนใจทั้งนั้น ขอเพียงแค่ทั้งสองแต่งงานกันก็พอ
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” ลี่มี่ที่ได้รับหน้าที่ออกมาต้อนรับแขกก็เชิญทุกคนเข้าไปในจวน พร้อมกับมองสินสอดด้วยตาลุกวาว ไม่คิดว่าจวนเทียนอันโหวจะเตรียมสินสอดมามากมายเช่นนี้
“พวกเจ้าขนเข้ามาดี ๆ อย่าให้ของเสียหายเด็ดขาด” เหลียนหลินจัดการขบวนสินสอดที่เตรียมมาให้เข้าไปในจวนตระกูลซูให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“เชิญด้านในเจ้าค่ะ” เมื่อมาถึงลี่มี่ก็เชิญเข้าไปในเรือนรับรอง คนทั้งสามทักทายกันเรียบร้อยก็นั่งลงพูดคุยเรื่องแต่งงาน
“วันนี้ข้ามาสู่ขอเหยาเอ๋อร์ คาดว่าใต้เท้าซูคงรู้เรื่องแล้ว” เหลียนหลินเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน “ข้าเอ็นดูเหยาเอ๋อร์มาก อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้ ไม่ทราบว่าใต้เท้าซูจะอนุญาตหรือไม่”
“ในเมื่อเด็กทั้งสองมีใจตรงกัน ข้าก็ไม่ได้ขัดข้อง” มาถึงตอนนี้ซูจงเฉิงก็ค่อนข้างวางใจ เพราะดูแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจวนโหวจะเอ็นดูบุตรสาวของเขาอยู่มาก
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ จากนี้ข้าจะให้แม่สื่อเป็นคนจัดการเรื่องสู่ขอต่อ” เหลียนหลินบอก ที่จริงวันนี้นางและบุตรชายไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่เพราะไม่วางใจจึงได้มาที่นี่ด้วยตนเอง
เรื่องสู่ขอเป็นไปได้ด้วยดี ซูจงเฉิงยังแสดงน้ำใจด้วยการเชิญทั้งสองให้อยู่รับประทานอาหารด้วยกัน เพราะอยากแน่ใจว่าคนจวนเทียนอันโหวดีกับบุตรสาวของเขาจริงหรือไม่
“เชิญฮูหยินผู้เฒ่าและท่านโหวอยู่รับประทานอาหารด้วยกันที่จวนก่อนนะขอรับ”
“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” เหลียนหลินไม่คิดปฏิเสธ ทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหายอันใด อย่างไรวันหน้าก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว
ข่าวเรื่องการหมั้นหมายระหว่างจวนเทียนอันโหวและจวนตระกูลซูถูกพูดถึงไปทั่วเมืองหลวง เพราะไม่คิดว่าจวนโหวที่สูงศักดิ์จะแต่งฮูหยินที่มาจากตระกูลเล็ก ๆ เช่นนี้
เพราะตระกูลใหญ่ ๆ ต่างแต่งงานกันเพื่อเสริมดุลอำนาจ หากยากที่จะแต่งงานกันเพราะความรักจริง ๆ
“ไม่อยากเชื่อว่าทั้งสองตระกูลจะแต่งงานกัน”
“จริง ตระกูลซูเป็นตระกูลเล็ก ๆ ไม่คิดว่าจะเข้าตาจวนเทียนอันโหวได้”
“มิใช่เข้าตาธรรมดา ข้าได้ยินว่าท่านโหวและฮูหยินผู้เฒ่ามาสู่ขอด้วยตนเอง”
“ฮูหยินผู้เฒ่ารักและเอ็นดูนางมา เป็นวาสนาของสตรีสกุลซูเสียจริง”
“นางช่างเป็นสตรีที่โชคดีเสียจริง”
จงหยวนอันที่นั่งฟังคนพูดถึงเรื่องแต่งงานของซูซินเหยาด้วยความไม่สบอารมณ์
แต่งงานหรือ นางแต่งงานกับเขาได้ผู้เดียว
“กลับ” จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้ เขาจะต้องหาทางล้มเลิกงานแต่งครั้งนี้ให้ได้
“ท่านป้าหลินดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” ซูซินเหยาออกมาต้อนรับแขกต่อจากบิดา เพราะบิดายังมีงานที่ยังต้องจัดการอยู่
“เจ้าอย่าได้มาอยู่กับคนแก่เช่นข้าเลย พาเทียนเอ๋อร์ออกไปเดินเล่นเถิด” แม้จะหมั้นหมายกันแล้วเหลียนหลินก็หาทางเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน
“เจ้าค่ะ” ในเมื่อผู้อาวุโสเอ่ยปากมาเช่นนี้นางจะปฏิเสธก็ยังไงอยู่ จึงต้องพาคนที่นั่งหน้านิ่งออกไปเดินเล่นเสียหน่อย “ท่านโหวเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
“จะมาเรียกท่านโหวอะไรกัน อีกไม่นานก็แต่งงานกันแล้ว เรียกพี่ฉางเทียนสิจะได้ดูสนิทสนมกัน” เหลียนหลินบอก จะแต่งงานกันอยู่แล้วยังมีท่าทีเหินห่างกันอยู่ได้ แล้วเช่นนี้จะให้วางใจได้อย่างไร
“เจ้าค่ะ” ซูซินเหยายิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปเรียกคนที่นั่งอยู่เสียงหวาน “พี่ฉางเทียนเชิญเจ้าค่ะ”
ฉือฉางเทียนเดินตามคนตัวเล็กออกไปเงียบ ๆ นางพาเขาไปนั่งศาลาที่คุยกันวันนั้น แล้วนางก็หันไปพูดกับสาวใช้
“พวกเจ้ารออยู่ด้านนอกไม่ต้องเข้าไป”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรู้ดีว่าเจ้านายคงมีเรื่องสำคัญต้องสนทนาจึงออกไปเฝ้าที่ทางเข้าศาลา
“ตอนนี้ไม่สะดวกจะคุย ไว้คืนนี้ข้าจะมาหา” เขายังต้องจัดการอีกหลาย ๆ เรื่อง ให้พูดตอนนี้เกรงว่าจะคุยไม่ทันจบก็ถูกเรียกไปกินข้าวก่อน
“เจ้าค่ะ” ในเมื่อเขาไม่ต้องการพูดตอนนี้นางก็ไม่บังคับ ทั้งสองทำเพียงนั่งเงียบ ๆ ไม่ได้สนทนาอันใดอันอีก ทว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองดูผ่อนคลายกว่าที่เจอกันแรก ๆ มาก
ไม่นานสาวใช้ก็มาตามทั้งสองไปรับประทานอาหารด้วยกัน บรรยากาศทั้งสองครอบครัวเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ท่านป้าหลินลองชิมนี่ดูเจ้าค่ะ ข้าเป็นคนทำด้วยตนเอง” ซูซินเหยาคีบอาหารให้ผู้อาวุโสอย่างใส่ใจ “ท่านพ่อก็กินเยอะ ๆ นะเจ้าค่ะ”
“เหยาเอ๋อร์อย่ามามัวเอาใจคนแก่เช่นพวกเราเลย ตักอาหารให้เทียนเอ๋อร์เสียหน่อย” เหลียนหลินยิ้มอย่างมีความสุข ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะก่อนหน้าบุตรชายของนางค้านหัวชนฝาว่าจะไม่แต่งงาน แต่เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นางมีความสุขยิ่งนัก
“เจ้าค่ะ” ซูซินเหยาจำต้องตักอาหารให้คู่หมั้นของตนเอง ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกไม่พอใจหรือไม่ แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อเป็นคำสั่งของมารดาเขา
“ขอบคุณ” เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก็ลงมือกินอาหารเงียบ ๆ