“ท่านโหวว่ามาเถิด” ซูซินเหยาหลังจากจัดการคนของตัวเองก็หันมาพูดกับคนที่บอกว่ามีเรื่องจะสนทนากับนาง
“คุณหนูซูรู้ใช่หรือไม่ว่ามารดาของข้าต้องให้เจ้าแต่งงานกับข้า” เขาเข้าเรื่องทันที เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ เรื่องนี้จบเร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี
“รู้เจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ คิดเอาไว้ไม่มีผิด เขาต้องการพูดเรื่องนี้จริง ๆ ด้วย “ท่านโหวคงไม่อยากแต่งงานกระมัง”
“หรือเจ้าอยากแต่ง?”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า “ข้าปฏิเสธท่านป้าหลินไปแล้ว แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆ แต่ข้าว่าท่านป้าหลินก็น่าจะรู้ความต้องการของข้า”
“เช่นนั้นพวกเราต้องบอกเรื่องนี้กับท่านแม่ให้จัดเจน” ในเมื่อความคิดเห็นของสองคนตรงกันก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ไม่ให้มารดาของเขาคิดหวังเรื่องแต่งงานอีก
“เรื่องนั้นต้องรบกวนท่านโหวด้วยนะเจ้าคะ บอกตามตรงว่าข้าไม่กล้าปฏิเสธท่านป้าหลินตรง ๆ” หญิงสาวบอกไปตามตรง นางกลัวว่าหากนางเป็นฝ่ายปฏิเสธจะไม่ได้รับความเอ็นดูเช่นนี้อีก ยอมรับว่านางหวงแหนความเอ็นดูที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้
“ได้ เดี๋ยวเรื่องนี้ข้าเป็นคนพูดเอง” เขาเข้าใจว่าเรื่องนี้พูดยาก มองในมุมของนางหากเป็นเขาก็คงไม่กล้าปฏิเสธตรง ๆ เช่นกัน
“ขอบคุณท่านโหวเจ้าค่ะ” นางยิ้มให้เขา ก่อนจะถามเรื่องที่คาใจ “ในเมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้วข้ายังสามารถมาที่จวนโหวได้อีกหรือไม่”
หญิงสาวได้แต่ลุ้นคำตอบ แม้นางไม่ได้อยากแต่งงานกับเขา แต่ก็ยังอยากรักษาความสัมพันธ์กับมารดาของเขาเอาไว้
“ได้สิ มารดาข้าชอบเจ้า ข้าจะห้ามได้อย่างไร” มารดาของเขาชอบนางออกปานนั้นจะให้ตัดสัมพันธ์เลยคงไม่ยอม ในเมื่อนางแสดงความจริงใจต่อกันแล้วก็ไม่มีอันใดต้องกังวล เพราะมารดาคงไม่บังคับให้นางแต่งงานกับเขากระมัง
“ขอบคุณเจ้าคะ”
เมื่อหาข้อสรุปเรื่องแต่งงานได้แล้ว ทั้งสองก็นั่งเงียบไม่มีผู้ใดพูดออกมาสักประโยค จนถึงเวลาอาหารสาวใช้จึงมาตามทั้งสองไปรับประทานอาหารร่วมกับฮูหยินผู้เฒ่า
“ถึงเวลาอาหารแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าให้มาเชิญท่านโหวและคุณหนูซูไปที่เรือนชิ่วอิง”
“เชิญคุณหนูซู” ฉือฉางเทียนผายมือเชิญคนที่เป็นแขกในวันนี้ให้เดินนำไปก่อน ตอนนี้ในหัวของเขากำลังคิดอยู่ว่าจะพูดเรื่องนี้กับมารดาอย่างไรดี
“สองคนมาแล้วหรือ มา ๆ มานั่งกินข้าวด้วยกัน” เหลียนหลินเห็นเด็กทั้งสองเดินเข้ามาด้วยกันก็ยิ้มอย่างมีความสุข ดีที่บุตรชายของนางไม่หนีหายไปก่อน นางล่ะกลัวใจเขายิ่งนัก
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวเดินไปนั่งลงข้าง ๆ ผู้อาวุโส และเริ่มกินอาหารด้วยความเรียบร้อย เมื่อทั้งสามกินข้าวกันจนอิ่มฉือฉางเทียนจึงได้เอ่ยเรื่องแต่งงานขึ้น
“ท่านแม่ข้ารู้ว่าท่านอยากให้พวกเราสองคนแต่งงานกัน” เขาเหลือบมองมารดาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “พวกเราได้พูดเรื่องนี้กันแล้ว...เราสองคนไม่ได้มีใจตรงกัน ท่านแม่ก็อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลยนะขอรับ”
เหลียนหลินที่ลุ้นกับคำพูดของบุตรชายก็ได้แต่ผิดหวัง เพราะคิดว่าทั้งสองจะมีใจตรงกันเสียอีก เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก
“ใช่หรือ” นางยังไม่ยอมแพ้หันไปถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ ขอเพียงซูซินเหยาเอ่ยปากว่าอยากแต่งงานกับบุตรชายของนาง นางก็พร้อมที่จะจับบุตรชายใส่พานไปให้
“ท่านป้าหลิน ข้าเพิ่งผ่านเรื่องร้าย ๆ มา ยังไม่ทันคิดเรื่องพวกนั้นเจ้าค่ะ” ซูซินเหยาบอกไปตามตรง ไม่อยากให้ความหวังผู้อื่น
“ไม่ลองทบทวนอีกสักหน่อยหรือ ข้าเอ็นดูเจ้าจริง ๆ หากได้เจ้ามาอยู่ด้วยคงจะคลายเหงาได้บ้าง” เหลียนหลินบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย หมายให้เด็กทั้งสองเห็นใจ แต่เหมือนว่าจะไม่ได้ผลเมื่อทั้งสองยังมีใบหน้าที่เรียบนิ่งก็คิดว่าหมดหนทางผูกวาสนาให้ทั้งสองแล้ว
“ท่านแม่เรื่องนี้ก็ให้จบเท่านี้เถิด” ฉือฉางเทียนพูดอย่างเหนื่อยหน่าย ขนาดพวกเขาพูดอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่แต่งงานกัน มารดาของเขาก็ยังไม่ยอมแพ้
“ท่านป้าหลินไม่ต้องเป็นห่วง แม้ไม่ได้แต่งงานเข้ามาที่จวนโหว แต่ข้าก็จะมาที่นี่บ่อย ๆ ท่านป้าหลินไม่จะได้ไม่ต้องเหงา” ซูซินเหยาพูดขึ้นมาบ้าง ไว้วันหน้านางจะมาที่จวนนี้บ่อย ๆ เพราะเรื่องแต่งงานก็พูดคุยกันชัดเจนแล้วจึงไม่มีเรื่องใดต้องกังวล
“เช่นนั้นก็ได้” เมื่อไม่สามารถทำอันใดได้ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ทั้งสองตัดสินใจ “เหยาเอ๋อร์อย่าเพิ่งกลับจวน อยู่สนทนากับข้าเพื่อคลายเบื่ออีกหน่อย”
“เจ้าค่ะ” ซูซินเหยาไม่ปฏิเสธ อยู่คุยกับฮูหยินผู้เฒ่าต่อ โดยมีฉือฉางเทียนนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายฟังสตรีทั้งสองสนทนากัน เพราะยามที่เขากำลังจะลุกขึ้นเดินออกไปมารดาก็ส่งสายตาดุ ๆ มาให้
นี่มารดาของเขายังไม่หมดหวังอีกหรือ เขาและนางพูดขนาดนี้แล้วยังพยายามไม่เลิก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางสำเร็จหรอก
“นี่นางยังไม่ออกมาอีกหรือ” เมื่อมาถึงจวนเทียนอันโหวก็ยังไม่เห็นว่าซูซินเหยาจะออกมา เพราะกว่าเขาจะเดินทางมาถึงก็เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว นางก็ยังไม่ออกมาอีก
“ยังขอรับ”
“รอต่อไป” เขาปิดผ้าม่านลงแล้วรออย่างใจเย็น อย่างไรวันนี้ก็ต้องคุยกับนางให้รู้เรื่องว่าจากนี้นางต้องไม่มายุ่งกับจวนเทียนอันโหวอีก
“นี่ก็สายแล้ว เจ้ากลับก็กลับไปเถิด เดี๋ยวคนที่จวนจะเป็นห่วง” เหลียนหลินบอกเมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ซูซินเหยาก็เห็นด้วยว่าถึงเวลาที่ต้องกลับจวนแล้ว นางทำความเคารพเจ้าของจวนทั้งสองและเตรียมจะเดินออกไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่เหลียนหลินพูด
“เทียนเอ๋อร์ เจ้าก็ออกไปส่งเหยาเอ๋อร์เสียหน่อย”
“ท่านป้าหลินไม่ต้องก็ได้เจ้าค่ะ ข้ากลับเองได้” หญิงสาวรีบปฏิเสธทันทีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายมากกว่านี้
“ไปสิ” เขาลุกขึ้นเดินนำออกไปโดยไม่ให้มารดาพูดเป็นครั้งที่สอง เพราะว่าหากเขาไม่ไปส่งมารดาของเขาก็รบเร้าอยู่ดี