ซูซินเหยาได้แต่มองตามคนตัวโตด้วยสายตางุนงง ไม่คิดว่าเขาจะยอมทำตามคำสั่งของมารดาง่ายดายเพียงนี้
“ท่านโหวไม่ต้องไปส่งก็ได้เจ้าค่ะ ข้ากลับเองได้” เมื่อเดินออกมาได้ไม่ไกลซูซินเหยาก็พูดขึ้น นางไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ เดี๋ยวจะทำให้เขาไม่ชอบหน้าของนางไปมากกว่านี้
“ไม่ต้องพูดมาก ตามมา” เขายังคงเดินนำนางไปเรื่อย ๆ ทำให้หญิงสาวที่ตัวเล็กกว่าต้องเร่งความเร็วเดินตามให้ทัน ทว่าคนที่ตัวโตกว่าก็ไม่ได้สนใจยังคงเดินเร็วเหมือนเดิม ทำให้คนที่เดินตามเร่งความเร็วจนเกือบเหมือนจะวิ่ง
“ท่านโหวช้าหน่อยได้...” คนตัวเล็กยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบประโยคเขาก็หยุดเดินทันที ทำให้คนที่วิ่งตามมาหยุดไม่ทันชนเขาที่แผ่นหลังของเขาเต็ม ๆ จนแทบจะล้ม
“หึ” คนโดนชนหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ
“นี่ท่านจะหยุดเดินทำไมไม่บอกกันก่อน” หญิงสาวค้อนเสียงดัง คิดจะเดินก็เดิน คิดจะหยุดก็หยุด จงใจแกล้งกันชัด ๆ
“ก็เจ้าบอกให้ช้าลง ข้าก็ช้าให้แล้วไง” เขาบอกเสียงเรียบ พยายามไม่หัวเราะคนตัวเล็กที่ทำหน้าง้ำงอ ทว่าก็ไม่สามารถปกปิดความขบขันทางสายตาได้
“บอกให้ช้าลง มิได้บอกให้หยุดเดิน ท่านจงใจ ท่านจงใจแกล้งข้าชัด ๆ” หญิงสาวเดินบ่นออกไปโดยไม่สนใจเขา ส่วนชายหนุ่มก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินตามนางออกไป
เมื่อความกดดันเรื่องแต่งงานหมดไป บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองเพียงไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกบีบบังคับ เมื่อได้เปิดใจคุยกันความตึงเครียดที่มีก่อนหน้าก็มลายหายไปทันที
สาวใช้ที่ตามมาสังเกตทั้งสองอยู่ห่าง ๆ ก็รีบกลับไปรายงานเจ้านาย “ฮูหยินผู้เฒ่าดีใจด้วยเจ้าค่ะ”
“เป็นอย่างไรบ้าง” เหลียนหลินถามอย่างตื่นเต้น
“แกล้งกันไปกันมาน่ารักยิ่งนักเจ้าค่ะ...” คนที่ตามทั้งสองออกไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความเขินอาย เหลียนหลินที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มไม่หุบ เป็นเช่นที่นางคิดเอาไว้จริง ๆ นางรู้จักบุตรชายผู้นี้ของนางดี หากไม่สนใจจะยอมมานั่งทำหน้านิ่งตามคำสั่งของนางหรือ ปากแข็ง ปากแข็งยิ่งนัก
“ดูท่าบุตรชายของข้าจะไปไหนไม่รอดแล้ว” เหลียนหลินได้แต่หัวเราะอย่างชอบใจ นางจะรอวันที่ได้ไปพูดเรื่องสู่ขอที่ตระกูลซู
“ยินดีกับฮูหยินผู้เฒ่า” เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้านายต้องการเหล่าสาวใช้คนสนิทก็พากันแสดงความยินดีล่วงหน้า พวกนางรู้จักท่านโหวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมาบังคับง่าย ๆ แม้แต่ผู้เป็นมารดาก็ตาม เขาจะทำตามความคิดของตนเองเท่านั้น
“ท่านโหวส่งแค่ที่หน้าจวนก็พอเจ้าค่ะ” ซูซินเหยาย้ำกับเขาอีกครั้ง นางไม่อยากรบกวนเขาไปมากกว่านี้ เพียงแค่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าลากมาอยู่ด้วยเกือบทั้งวันก็เกรงใจเขาจะแย่แล้ว
“ข้าก็ไม่ได้ว่าจะไปส่งเจ้าที่จวนเสียหน่อย” ฉือฉางเทียนมองคนที่เดินดุ๊กดิ๊กอยู่ด้านหน้า ช่างเดินได้น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก ขนาดเดินเร็วขนาดนั้นยังนำเขาไปไม่เท่าไหร่
“หึ แล้วแต่ท่านเถิด” หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี เป็นพวกไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผายิ่งนัก
ทั้งสองเดินมาด้วยกันจนเกือบถึงหน้าประตูจวนซูซินเหยาก็หยุดลงแล้วหันไปพูดกับเขาอีกครั้ง “ขอบคุณท่านโหวที่มาส่ง ส่งข้าเท่านี้ก็พอ”
นางไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเทียนอันโหวเป็นคนมาส่งนางที่หน้าจวน เพราะกลัวว่าคนจะเข้าใจผิด
ฉือฉางเทียนมองออกไปที่หน้าประตูจวนก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ “ทำไม กลัวผู้อื่นเข้าใจผิดหรือไง”
“ก็ใช่ หากคนเห็นท่านโหวออกไปส่งข้าที่หน้าจวนจะต้องเข้าใจผิด หรือท่านโหวต้องการให้เป็นเช่นนั้น” หากให้คนร่ำลือเรื่องนี้ออกไปไม่ดีแน่ ป้องกันไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะคนที่เสื่อมเสียมากกว่าย่อมเป็นนาง
“หึ!” ฉือฉางเทียนมองไปที่รถม้าอีกครั้ง นั่นคือรถม้าตระกูลจง ซึ่งเขาก็พอรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทั้งสอง ตอนแรกเขาก็ไม่ได้ไว้ใจนาง แต่เขาให้คนตามสืบเรื่องของนางมาแล้ว ไม่มีอันใดต้องน่ากังวล
ซูซินเหยาที่เห็นเขาเอาแต่มองไปที่ประตูก็เลยหันไปมองตามบ้าง ก็เห็นรถม้าของจงหยวนอันจอดอยู่ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเขาตามนางมาถึงที่นี่ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยอันใดออกมา ก็มีเสียงเอ่ยทักขึ้นมาก่อน
“ท่านพี่จะไปที่ใดหรือ”