ฉือฉางเทียนหันไปมองคนที่เข้ามาใหม่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ทว่าก็ไม่ได้ตอบคำถามที่ถูกถามไปเมื่อครู่ แล้วหันไปพูดกับคนตัวเล็กที่ยืนอยู่
“พวกเราไปกันเถิด” เขาเตรียมจะเดินนำนางออกไปขึ้นรถม้าด้านนอกแต่ก็ถูกขวางเอาไว้ด้วยคนที่มาใหม่
“ท่านพี่ไม่คิดจะสนทนากับข้าจริง ๆ หรือ” ฉือเหลียงคุนยังคงพูดด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันมาให้ความสนใจสตรีที่ยืนอยู่ “โอ้ นี่คือผู้ใดหรือ”
ซูซินเหยากำลังจะแนะนำตัวแต่ก็ถูกสายตาดุ ๆ ของฉือฉางเทียนปรามเอาไว้ จึงทำให้นางไม่ได้ตอบอะไรออกไป ทำเพียงยืนมองคนทั้งสองต่อสู้กันผ่านสายตา
“หรือว่าจะเป็นแม่นางในใจของท่าน” ฉือเหลียงคุนตาเป็นประกาย ไม่ง่ายเลยที่พี่ชายของเขาจะให้ความสนใจสตรีเช่นนี้ เพราะวัน ๆ เห็นแต่อยู่ค่ายทหาร
ฉือฉางเทียนยังคงปล่อยให้น้องชายพูดอยู่ผู้เดียว กำลังจะเดินออกไปแต่ก็ยังถูกขวางเอาไว้ ทำให้ตอนนี้เขาเริ่มจะอารมณ์เสียอยู่หน่อย ๆ “ต้องการอันใด”
“ไม่ได้ต้องการอันใด เพียงแค่อยากทักทายท่านพี่ก็เท่านั้น แต่ตอนนี้เหมือนจะสนใจแม่นางน้อยผู้นี้มากกว่า ไม่ทราบว่าเป็นบุตรหลานตระกูลใดหรือ” ฉือเหลียงคุนเบี่ยงเบนความสนใจมาที่สตรีเพียงหนึ่งเดียวอีกครั้ง นั่นยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นพี่ชายโมโหมากขึ้นกว่าเดิม
ซูซินเหยาเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็ยกมือขึ้นไปแตะที่แขนของฉือฉางเทียนเพื่อเรียกสติ และมันก็ได้ผลเมื่อเขาหันมามองหน้าของนางก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“พวกเราไปกันเถิด” เขาคว้าแขนของนางให้เดินไปด้วยกันโดยไม่สนใจน้องชายที่พยายามมาขวางทางเอาไว้ เขาชนน้องชายอย่างแรงจนอีกฝ่ายเกือบล้มเขาก็ไม่คิดหันกลับไปมอง
หญิงสาวทำเพียงเดินตามเขาไปเงียบ ๆ เท่านั้น จะห้ามไม่ให้เขาไปส่งก็ไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะอารมณ์ของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
เมื่อมาถึงรถม้านางก็ยอบกายขอบคุณเขาแล้วเดินขึ้นรถม้า ทว่าก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าคนตัวโตตามขึ้นมาบนรถม้าจึงมองด้วยความแปลกใจ
“ท่านโหวขึ้นมาทำไมเจ้าคะ”
“ข้าจะไปส่งเจ้าที่จวน” เกิดเรื่องเมื่อครู่ขึ้นเขาไม่กล้าปล่อยนางกลับคนเดียวจริง ๆ ไหนจะคนตระกูลจงที่รอนางอยู่หน้าประตูจวนอีก
“ไม่รบกวนท่านโหว ข้ากลับเองได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธ เท่านี้เรื่องราวก็วุ่นวายมากพอแล้ว ตระกูลฉือไม่ง่ายเช่นที่นางคิดเอาไว้จริง ๆ
“ไม่ต้องพูดมาก หรืออยากให้คนบนรถม้าคันนั้นมากวนเจ้า” เขารู้ว่านางเห็นรถม้าตระกูลจงแล้ว
“ไม่ขอปิดบังเรื่องนี้ ข้าและตระกูลจงมีเรื่องผิดใจกันจริง ๆ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร” ซูซินเหยาพูดเรื่องของตนเอง เพราะคิดว่าเขาคงให้คนไปสืบเรื่องของนางมาบ้างแล้ว “ตอนนี้เขายังตามระรานที่จวนของข้าอยู่ตลอด ท่านโหวว่าข้าควรจัดการเรื่องนี้เช่นไรหรือ”
“เรื่องของเจ้า เจ้าก็จัดการเองเสียสิ” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ เรื่องของนางก็ให้นางจัดการเองเสียสิ หรือว่าจะให้เขายื่นมือไปยุ่งเกี่ยวเรื่องในจวนของนาง
“เช่นนั้นท่านโหวคิดว่าข้ายอมแต่งงานให้เขาดีหรือไม่ เรื่องวุ่นวายพวกนี้จะได้จบลง” ซูซินเหยาเอ่ยเชิงปรึกษา เพราะไม่รู้ว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ใด นางรู้จักกับจงหยวนอันมาตั้งแต่เด็ก จากนั้นมาชีวิตของนางก็มีเพียงเขาไม่สนใจผู้ใดอีกเลย
ฉือฉางเทียนชะงักเล็กน้อยกับคำพูดเมื่อครู่ของนาง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “นั่นมันก็เรื่องของเจ้า”
ซูซินเหยาครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยประโยคที่ไม่สมควรออกมา
“ท่านโหว ขอพูดเรื่องที่ไม่สมควร จวนเทียนอันโหวหาได้เป็นจวนที่รักใคร่ปรองดองกันเช่นที่แสดงต่อหน้าผู้คนใช่หรือไม่”
ฉือฉางเทียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า ไม่แปลกที่นางจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของคนในตระกูลเขา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ไม่ได้แสดงว่าตระกูลของเขารักใคร่ปรองดองกันเท่าใด
“แล้วอย่างไร” เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามนางกลับ เรื่องในจวนของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาง เช่นเดียวกับที่เรื่องของนางก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเช่นกัน
“ข้าอยากร่วมมือกับท่านโหว ข้าสามารถช่วยจัดการเรื่องในจวนโหวของท่านได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการคุ้มครองตระกูลซูของข้า” ตอนนี้นางมีเพียงสองคนพ่อลูก ไม่อาจสู้รบกับตระกูลจงได้ ทางเดียวที่นางจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลได้มีเพียงต้องพึ่งพาตระกูลที่ใหญ่กว่าตระกูลจง ซึ่งก็คือคนตรงหน้าของนางในตอนนี้
“ข้าอยู่ในจวนตระกูลฉือมาตั้งแต่เด็กยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วเจ้าคิดว่าตนเองจะจัดการเรื่องนี้ได้หรือ” เขาพยายามจัดการเรื่องในเรือนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาดเสียที
“หากให้เดา ที่ผ่านมาท่านคงไม่ได้อยู่ที่จวนตลอดเวลากระมัง จึงไม่สามารถจัดการได้เต็มที่ ส่วนท่านป้าหลินเป็นคนที่จิตใจดีเช่นนั้นจะสามารถจัดการเรื่องเรือนหลังอย่างเด็ดขาดได้เช่นไร นางย่อมเห็นสายสัมพันธ์เป็นหลัก”