ไฟในเวลอร่าคลับ ยังสลัวเหมือนทุกคืน เสียงเพลงจังหวะหนักกระแทกโสตประสาท แขกเริ่มแน่นร้านตั้งแต่หัวค่ำ พนักงานเดินสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ ทุกอย่างดูเรียบร้อยและคุ้นตา เหมือนคืนอื่น ๆ ที่ผ่านมา ติณณ์ก้าวเข้ามาภายในร้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นถึงศอก ร่างสูงเดินผ่านพนักงานที่ก้มหัวทักทายตามมารยาท
“เฮียครับ”
“สวัสดีครับเฮีย”
เขาพยักหน้ารับเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองภาพรวมของร้านโดยอัตโนมัติอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน แต่ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม สายตาของเขาหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน มุมที่ปกติจะมีร่างเล็กในชุดพนักงานยืนรับออเดอร์อยู่เสมอ แต่คืนนี้กลับว่างเปล่า ติณณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามผู้จัดการร้านที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“ฟาร์มล่ะ”
ผู้จัดการชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“คืนนี้น้องลาครับ บอกว่ามีธุระ”
คำตอบนั้นฟังดูปกติ แต่กลับทำให้คนฟังไม่ชอบใจขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“ธุระ?” เขาทวนเสียงต่ำ
“ครับ แจ้งไว้ในไลน์ตั้งแต่หัวค่ำแล้วครับเฮีย”
ติณณ์พยักหน้ารับเหมือนไม่ได้ติดใจ ก่อนจะเดินตรวจร้านต่อ แต่สายตากลับเผลอมองไปที่มุมเดิมอีกครั้ง และมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ใช่คนที่จะมาสนใจว่าลูกน้องคนไหนลาหรือไม่ลา
หลังตรวจงานเสร็จ ติณณ์ขึ้นมาที่ห้องทำงานส่วนตัวชั้นบนสุดของร้าน ความเงียบปกคลุมทันทีที่ปิดประตูลง แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบแฟ้มเอกสารที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า เขานั่งลงเก้าอี้ทั้งที่ตั้งใจว่าจะตรวจยอด ดูรายงานเหมือนทุกคืน แต่สายตากลับไม่ยอมโฟกัสกับตัวเลขพวกนั้นเลย ติณณ์เอื้อมไปเปิดลิ้นชักด้านข้าง ก่อนจะหยิบแฟ้มบางสีครีมออกมา
เอกสารสมัครงานของฟาร์ม
เขาเปิดมันออกอีกครั้ง ทั้งที่จำรายละเอียดแทบทุกบรรทัดได้แล้ว ชื่อกับประวัติที่ดูธรรมดา แต่กลับติดอยู่ในหัวเขามากกว่าที่ควร สายตาของติณณ์เลื่อนไปหยุดตรงช่องข้อมูลติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ถูกเขียนไว้ชัดเจน นิ้วของเขาวางค้างอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
“แค่โทรไปถามว่าทำไมไม่มาทำงาน คงไม่คิดว่าฉันเป็นห่วงหรอกนะ”
เขาบ่นกับตัวเองเสียงเบา ราวกับว่ากลัวใครจะเข้ามาได้ยิน ติณณ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขทีละตัวอย่างใจเย็น แต่ก่อนจะกดโทรออก เขากลับหยุดมือไว้กลางทาง หลับตาลงราวกับพยายามดึงสติกลับมา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า แค่พนักงานคนหนึ่งไม่ควรทำให้เขาต้องมาเปิดใบสมัครงานซ้ำเพียงเพื่อหาเบอร์โทรศัพท์แบบนี้ แต่ถึงจะคิดแบบนั้น โทรศัพท์ในมือก็ยังไม่ถูกวางลง และความตั้งใจที่จะทำงานในคืนนี้ ก็ดูเหมือนจะเลือนหายไปตั้งแต่เธอไม่อยู่ในร้านแล้ว
ติณณ์กดโทรออก ปลายสายดังเพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะตัดไปโดยไม่มีใครรับ ทำให้คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ติณณ์มองหน้าจอโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้รอสายนานกว่าเดิม ราวกับหวังว่าอีกฝ่ายจะรับในวินาทีสุดท้าย แต่ผลก็ไม่ต่างกัน
“ธุระสำคัญ จนไม่รับโทรศัพท์เลยหรือไง” เสียงเข้มสบถออกมาไม่พอใจ
นิ้วแกร่งกดโทรออกอีกครั้ง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ จนแม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงความใจร้อนที่ไม่ควรเกิดขึ้น โทรศัพท์ถูกวางลงบนโต๊ะชั่วครู่ แต่ไม่นานก็ถูกหยิบขึ้นมาใหม่ ราวกับการไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร หรือปลอดภัยดีหรือเปล่า กลายเป็นเรื่องที่เขาทนเฉยไม่ได้
“ก็แค่เด็กฝึกงาน จะสนใจทำไมวะ”
คำนี้ผุดขึ้นมาในหัว แต่กลับไม่ช่วยให้คนตัวสูงใจเย็นลงเลย ติณณ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างคนคิดหนัก สายตาคมจ้องไปยังแสงไฟนอกหน้าต่าง ทว่าโทรศัพท์ในมือก็ยังไม่ถูกวางลง และดูเหมือนว่าคืนนี้ เขาคงไม่กลับไปสนใจเอกสารกองโตตรงหน้าได้อีกเลย จนกว่าจะได้ยินเสียงของเธอจากปลายสาย
ทางด้านฟาร์มที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เธอกำลังชนแก้วกับเพื่อนซี้อย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงหัวเราะดังกลบเสียงเพลงในร้าน จนลืมไปหมดแล้วว่าผ่านไปกี่ชั่วโมง แอลกอฮอล์ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ความระมัดระวังที่เคยมีก็เลือนหายไปทีละนิด
“ยัยฟาร์ม ฉันขอยืมโทรศัพท์หน่อย”
แจงพูดขึ้นเสียงดังแข่งกับเพลง พลางโน้มตัวลงไปหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าของฟาร์ม “ของฉันแบตหมด พอดีนัดผู้ไว้”
ฟาร์มพยักหน้าแบบไม่คิดอะไร ขณะที่มือยังถือแก้วอยู่
“เอาเลย”
ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น แจงก็ชะงักไปทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่ปิดบัง เธอเลื่อนหน้าจอไปมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนด้วยสีหน้าตกใจปนจริงจัง
“สายเรียกเข้า 14 สาย” แจงตะโกนบอกฟาร์ม
“อะไรนะ” ฟาร์มขมวดคิ้ว มองหน้าจออย่างงง ๆ เหมือนยังไม่ประมวลผล
“มีใครตายหรือไง โทรขนาดนี้”
แจงเอ่ยออกมาพลางยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าเธอ ฟาร์มเลื่อนสายตาไปหยุดที่เบอร์ไม่คุ้น หมายเลขยาวเรียงกันโดยไม่มีชื่อกำกับ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามนึกว่าเป็นใคร แต่สมองที่มึนจากแอลกอฮอล์กลับไม่ช่วยอะไร ขณะที่โทรศัพท์ยังอยู่ตรงหน้า
“ไม่รู้จัก”
ฟาร์มพึมพำเสียงเบา เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะบอกใคร แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตัดสินใจว่าจะโทรกลับไหม เสียงสั่นของโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอสว่างวาบขึ้นตรงหน้า เบอร์เดิมโทรเข้ามาซ้ำอย่างไม่ยอมแพ้ แจงเหลือบมองหน้าจอ แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนแค่เสี้ยววินาที
“โทรขนาดนี้ ไม่น่าจะใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะ”
ฟาร์มกำลังจะอ้าปากห้าม มือของแจงก็กดรับสายไปเรียบร้อยแล้ว
“ฮัลโหล” แจงกรอกเสียงลงไปอย่างไม่คิดมาก เสียงเพลงแทรกเข้าไปในสายพร้อมกับเสียงเธอ
“แจง! วางสาย!” ฟาร์มรีบพูดขึ้น ขณะที่แขนเรียวยื่นออกมา หมายจะคว้าโทรศัพท์ในมือแจงเพื่อกดวาง
แต่สายไปแล้ว ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที เขารู้ทันทีว่านั้นไม่ใช่เสียงของคนที่เขาต้องการจะคุย ก่อนปลายสายจะเอ่ยเสียงเข้มทุ้มต่ำแต่ดังชัดเจน จนฟังไม่ออกว่าอารมณ์เขาตอนนี้เป็นยังไง
“ฟาร์มอยู่ไหน”