คืนแรกในฐานะ “เด็กฝึกงาน” อย่างเป็นทางการ ฟาร์มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัว กระโปรงทรงเอสีดำยาวเหนือเข่าเล็กน้อย รองเท้าคัทชูสีครีม ผมยาวถูกรวบครึ่งศีรษะอย่างเรียบร้อย แต่ยิ่งเรียบร้อยเท่าไหร่ สัดส่วนเว้าโค้งของเธอก็ยิ่งเด่นชัดเท่านั้น เธอไม่ได้ตั้งใจจะยั่วใคร แต่ร่างกายเธอมันยั่วโดยธรรมชาติ และคนแรกที่เห็นภาพนั้นเต็มตาก็คือ…เฮียติณณ์
-ชั้นลอย ห้องกระจก-
“มึงแน่ใจนะ ว่าเอาน้องมาเป็นแค่เด็กฝึกงาน? ดูจากทรง กูว่าอีกไม่กี่นาน ได้เป็นเมียเจ้าของร้านชัวร์!”
เพลิง ชายหนุ่มผิวเข้ม แววตานักเลงนิด ๆ พิงราวกระจกมองลงมาด้านล่างอย่างสนใจ
“สวยเกินไปที่จะปล่อยให้เดินไปมา เป็นอาหารตาให้คนอื่นดูเล่นว่ะไอ้ติณณ์”
ตุลย์ เพื่อนซี้อีกคนของติณณ์พูดพลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอย่างรู้ทัน ว่าติณณ์คิดอะไรอยู่ เห็นจะมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นแหละที่ไม่รู้ตัว
ติณณ์ยืนกอดอกนิ่ง ดวงตาคมจับจ้องร่างบางที่กำลังจัดของอยู่ที่หน้าบาร์ ใบหน้าหล่อขบกรามแน่นจนขึ้นสัน เมื่อเห็นสายตาแขกผู้ชายหลายคนจ้องเธอตาเป็นมัน เขารู้ดีว่าสายตาแบบนั้นคืออะไร
“พวกมึงนี่พูดมากชิบหาย” เสียงเจ้าของร้านสุดเย็นชาเอ่ยขึ้น แต่ทว่าสายตาคมกลับจ้องไปที่เด็กฝึกงานของเขาไม่วางตา
“โหย ขึ้นเสียงแล้วหนึ่ง แค่วันแรกเองนะเสี่ย” เพลิงเลิกคิ้วอย่างขำ ๆ
“หึงหรือหวง วานบอก” ตุลย์เสริมต่อทันที
“กูไม่ได้หวง”
ติณณ์ตอบทันที โดยไม่หันมามองเพื่อนด้วยซ้ำ ประโยคนั้นเรียบมาก เร็วมาก
และ “ไม่น่าเชื่อ” มาก!!
“กูแค่กลัวว่าจะไปทำอะไรซุ่มซ่าม แล้วทำให้ลูกค้าไม่พอใจ ก็เลยต้องให้ฝึกงานก่อน”
คำแก้ตัวที่ติณณ์เอ่ยออกมา ฟังดูเหมือนจะมีเหตุมีผลพอสมควร ถ้าคนฟังไม่ใช่เพื่อนซี้ทั้งสอง เพลิงกับตุลย์หันหน้ามองกันเงียบๆ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับมามองติณณ์ด้วยสายตาที่รู้เช่น เห็นชาติ เพราะพวกเขา รู้ไส้รู้พุงกันดีเกินไป
“เหรอออ…ตั้งแต่มึงเปิดร้านมา กูไม่รู้ว่ามีตำแหน่งนี้ด้วย” เพลิงเอ่ยลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน
-โซนหน้าบาร์-
“วันนี้ฟาร์มเริ่มจากงานเบสิกก่อนนะ เดินเสิร์ฟ ดูแลโต๊ะ VIP เปลี่ยนแก้ว เติมน้ำแข็ง ที่สำคัญห้ามนั่งกับแขกเข้าใจไหม” พี่เมย์ เด็กนั่งดริ้งรุ่นพี่ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะยืนประกบสอนงานฟาร์มอยู่ข้าง ๆ
“เข้าใจค่ะ” ฟาร์มพยักหน้ารับทันที เธอตั้งใจฟังทุกคำไม่ปริปากถาม
เมย์เป็นคนเดียวในร้านที่เข้ามาคุยกับฟาร์มด้วยท่าทีเป็นมิตร ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่เพราะความเข้าใจ เธอนึกถึงวันแรกที่ตัวเองก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ วันที่เต็มไปด้วยความประหม่า ความกลัว และความรู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียวในโลกของแสงสี เธอรู้ดีว่าการเริ่มต้นในร้านแบบนี้ ไม่ง่ายสำหรับใครเลย
“แล้วจำไว้” เมย์ลดเสียงลง
“เฮียติณณ์ไม่ชอบเด็กที่ทำตัวสะดุดตาเกินไป ระวังไว้ด้วย” ฟาร์มนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าอีกครั้ง ทั้งที่ในใจกลับคิดว่า แค่ยืนเฉยๆ ก็เหมือนจะสะดุดตาไปแล้วหรือเปล่า เพราะเขาพร้อมจะแยกเขี้ยวใส่เธออยู่แล้ว
เมย์ปรายตามองฟาร์มเล็กน้อย รุ่นพี่เห็นแววตาที่พยายามเข้มแข็งซ่อนอยู่ใต้ความกังวล ก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ เด็กคนนี้ไม่ได้อยากมาอยู่ตรงนี้ แต่ชีวิตคงกำลังบีบให้เธอต้องมา
“พี่ขึ้นไปดูแลแขกก่อนนะ ค่อย ๆ ทำไปนะฟาร์ม ไม่ต้องรีบ” เมย์พูดทิ้งท้าย เป็นประโยคสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจจากคนที่เคยผ่านจุดเดียวกันมาแล้ว
ช่วงดึก โต๊ะ VIP โซนหน้าเวที ฟาร์มถือถาดน้ำแข็งเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง เธอก้มศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท
“น้ำแข็งเพิ่มค่ะ”
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะวางถังน้ำแข็งลง มือของลูกค้าชายคนหนึ่งก็เอื้อมมาจับข้อมือเธอทันที
“เด็กใหม่เหรอ… หน้าตาน่ากินเชียว”
ฟาร์มรีบดึงมือกลับ ใบหน้าเล็กแข็งกร้าวขึ้น แต่เสียงยังคงสุภาพ
“ขอโทษค่ะ รบกวนปล่อยมือด้วยค่ะ”
แต่ชายคนนั้นยังไม่ปล่อย แถมยังออกแรงดึงข้อมือเธอหนักขึ้น จนฟาร์มเกือบจะล้มลงไปที่ตักของเขา
แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง…
“เอามือมึงออกจากเด็กกู!”
เสียงต่ำเย็นจัดดังขึ้นจากด้านหลัง ลูกค้าชายชะงักทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นเจอติณณ์ยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยสายตาที่ไม่ต้องตะโกน แต่ทำให้คนขาสั่นได้ มือแกร่งยกขึ้นคว้าข้อมือฟาร์มแล้วดึงเธอมาอยู่ด้านหลังของเขาทันที
“เด็กกู!! กูไม่อนุญาตให้ใครแตะ”
บรรยากาศทั้งโต๊ะเงียบกริบ ฟาร์มยืนนิ่งอยู่ด้านหลังติณณ์ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหยุดหายใจ
กับแผ่นหลังกว้างที่บังเธอไว้ ราวกับเป็นโล่เพียงชิ้นเดียวในตอนนี้
“เอ่อ…ผมขอโทษครับเฮียติณณ์ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นเด็กเฮีย” ลูกค้าหนุ่มเอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบถอยหลังออกอย่าลนลาน ติณณ์ไม่ตอบ เขาแค่ปรายตามองลูกน้องที่ยืนประกบอยู่ด้านข้าง
“พามันออกไป!” น้ำเสียงที่ไม่ดังแต่เด็ดขาด
เพลิงกับตุลย์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่บนชั้นลอยถึงกับหันหน้ามามองกันแทบไม่เชื่อสายตา แต่ในแววตามีแววขำขันอยู่ไม่น้อย
“ไอ้เหี้ย! มันลงไปตอนไหนวะ” เพลิงเลิกคิ้วสูง ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยความงุนงง
ตุลย์มองไปยังร่างสูงของเพื่อนที่ยืนบังเด็กฝึกงานของเขาอยู่ สายตาติณณ์นิ่งไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันเป็นของรักของหวงชิ้นใหม่ของเขา
“เร็วกว่าแสงอีกมึง” ตุลย์หัวเราะหึในลำคอ
“แล้วเมื่อกี้ ใครบอกว่าไม่ได้หวงวะ” เพลิงเอ่ยเสริมต่อ พลางแสยะยิ้มอย่างไม่อยากเชื่อ
หลังจากโซนด้านล่างสงบลง ติณณ์คว้าข้อมือเล็กของฟาร์มไว้แน่น ก่อนจะฉุดดึงให้เดินตามขึ้นมา มาบนชั้นลอยที่เพลิงกับตุลย์อยู่ โดยไม่สนสายตาใครคนทั้งร้าน สีหน้าและแววตาของติณณ์ในตอนนี้ ใครเห็นก็รู้ว่า…“ไม่ควรเข้าไปขวาง”
ฟาร์มเดินตามมาติด ๆ จากแรงฉุดของคนร่างสูง ทั้งตกใจ ทั้งสับสน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพูดอะไรออกไป ใบหน้าสวยนิ่วเล็กน้อย เพราะแรงบีบข้อมือของคนตรงหน้าแรงเกินไป ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง อารมณ์เขาก็เดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง
“เข้ามาในร้านวันแรก ก็สร้างเรื่องแล้วหรือไง” เสียงของตินณ์เย็นจัด ราวกับไม่มีไออุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่มือแกร่งยังไม่ปล่อยข้อมือเล็กให้เป็นอิสระ
“ฉ…ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ เขาจับมือฉันก่อน”
ฟาร์มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตากลมโตสั่นไหว เธอกำลังจะอ้าปากอธิบายต่อ
“พอ!”
ติณณ์สวนขึ้นทันที ตัดบทไม่ให้โอกาสเธอพูดแม้แต่วินาทีเดียว
“โห ดุขนาดนี้ น้องมันจะร้องแล้วมึง” เพลิงที่นั่งพิงโซฟาอยู่เอ่ยขึ้น
“ใจเย็นน่าเสี่ย วันแรกเอง” ตุลย์เสริมขึ้นอีกเสียงช่วยผ่อนบรรยากาศ ทว่าติณณ์กลับหันไปมองเพื่อนสองคนด้วยสายตาเตือน ก่อนจะหันกลับมาที่ฟาร์มอีกครั้ง
“จำไว้ให้ดี เธอเป็นแค่เด็กฝึกงาน ยังไม่มีสิทธิ์นั่งกับแขก และไม่มีสิทธิ์ให้ใครแตะต้อง”
ฟาร์มเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ความอัดอั้นพุ่งขึ้นมาจนทนไม่ไหว เป็นครั้งแรกที่เธอกล้าขึ้นเสียงใส่เขา
“แล้วฉันมีสิทธิ์อะไรบ้างคะ!!”
คำถามนั้นทำเอาเพลิงและตุลย์ถึงกับเลิกคิ้วสูงอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาไม่อยากจะเชื่อหู ว่าในที่สุดก็มีคนกล้าเถียงคนอย่าง “ติณณ์ภัทร” ต่อหน้าต่อตาแบบไม่เกรงกลัว
ติณณ์นิ่งไปชั่ววินาที ก่อนจะกดเสียงต่ำลงอย่างอันตราย
“มีหน้าที่ทำตามที่ฉันสั่ง แค่นั้นพอ”
ฟาร์มจ้องหน้าตินณ์เขม็งด้วยความโมโห เพราะเขาไม่คิดจะฟังคำอธิบายจากเธอเลยด้วยซ้ำ เธออยากจะหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่ ไปให้พ้นจากแรงกดดันทั้งหมด ความอดทนของเธอเกือบจะสิ้นสุดลงเต็มที
แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่นึกถึงใบหน้าแม่ แววตาที่แข็งกร้าว ก็อ่อนวูบลงทันที ฟาร์มหลับตาลงเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น พยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ ฝืนกลืนอารมณ์ทั้งหมดนั้นกลับลงคอให้ลึกที่สุด
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
สิ้นเสียง เธอรีบหันหลังเดินออกไปทันที โดยไม่รอฟังคำอนุญาตของติณณ์แม้แต่น้อย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศตึงจัดบนชั้นลอย และสายตาของติณณ์ที่จ้องตามแผ่นหลังบางนั้นออกไป
“แม่งเอ้ย! ดื้อชิบหาย!”