รถม้าขบวนศพของแม่ทัพหยวนวิ่งช้าๆ จนไปถึงด้านหน้าจวนตระกูลหยวน ชาวเมืองที่เฝ้ารอรับศพของเขาต่างก็เดินตามมาเงียบๆ ทุกคนพร้อมใจกันผูกผ้าขาวไว้บนหัวเป็นสัญลักษณ์การไว้ทุกข์ให้กับวีรบุรุษผู้นั้น เส้นทางที่รถม้าขบวนศพวิ่งผ่านชาวเมืองต่างก็ปลดโคมสีแดงลงมา แม้กระทั่งหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ก็ผูกผ้าสีขาวเอาไว้แทน
หยวนชิงหลิงเดินไปหามารดาและน้องชายที่ยืนรอที่หน้าประตูจวน ท่านแม่ของนางร้องไห้จนสลบไปหลายครั้ง หลังจากที่นางได้ทราบข่าวการตายของสามี ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านไปแล้วหลายวันนางไม่ได้แตะอาหารเลย ทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามและดูซูบเซียวไปมาก
“ท่านพ่อ บุตรชายอกตัญญู มารับท่านแล้วขอรับ”
หยวนเฉิงอี้น้องชายของหยวนชิงหลิงคุกเข่าลงต่อหน้าโลงใส่ศพของบิดา ดวงตาของเขาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่สาวแต่หยวนเฉิงอี้ก็มิได้หลั่งน้ำตาออกมา เขาถูกฝึกให้เป็นคนเข้มแข็งดั่งชายชาตินักรบเช่นเดียวกับบิดา ต่อจากนี้เขาคือผู้สืบสกุลเพียงคนเดียวของตระกูลหยวนแล้ว เขาจะต้องปกป้องพี่สาวและท่านแม่แทนท่านพ่อที่จากไป
หยวนฮูหยินเมื่อเห็นโลงศพของสามีมาหยุดอยู่ตรงหน้านางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หัวใจของนางแตกสลายตั้งแต่ที่ได้รับข่าวร้ายจากวังหลวง นางร้องไห้ออกมาจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด สามีที่เป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของนางได้จากไปแล้ว
“ฮื่อๆๆๆ ท่านโกหกข้า!! ท่าสัญญากับข้าเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้อีกหนึ่งปีท่านจะกลับมาร่วมงานแต่งงานของหลิงเอ๋อ แล้วเหตุใดท่านถึงได้ตายจากข้าไปเช่นนี้ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!!หยวนหมิง กลับมาทำตามสัญญาของท่านก่อน”
หยวนฮูหยินร้องไห้ออกมาเสียงดังอย่างไม่อายใคร ร่างกายของนางทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง สาวใช้ข้างกายต้องคอยประคองนางเอาไว้เพื่อไม่ให้นางล้มจนได้รับบาดเจ็บ
ชาวเมืองที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดนั้น ต่างก็อดที่จะหลังน้ำตาออกมามิได้ ในตระกูลหยวนคนที่เสียสละมากที่สุดก็คือหยวนฮูหยิน ในทุกๆ สองปีนางคือภรรยาที่ได้อยู่กับสามีเพียงแค่สามเดือน แม้นางรู้เช่นนั้นแต่นางก็ยังต้องการที่จะแต่งให้หยวนหมิง เพราะความรักที่นางมีต่อเขานั้นมากมายยิ่งกว่าที่นางรักตนเอง
ตลอดสิบกว่าปีนางดูแลตระกูลหยวนและมารดาชราของเขาแทนตัวเขาและบิดาที่ต้องกรำศึกอยู่ที่ชายแดน หยวนหมิงเองก็รักนางมากเช่นกัน เขาเป็นขุนนางแคว้นฉินเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมแต่งอนุภรรยา เพราะเขาคิดว่าการที่ตนทำเช่นนี้จะเป็นการตอบแทนนางที่เสียสละเพื่อเขาได้บ้าง
“ท่านแม่ ให้ท่านพ่อได้เข้าไปในจวนเถิดเจ้าค่ะ”
หยวนชิงหลิงช่วยพยุงมารดาขึ้น ทหารที่ติดตามมากับขบวนส่งศพและชาวเมืองต่างก็มาช่วยกันยกโลงศพของแม่ทัพหยวนหมิงเข้าไปในจวน หยวนชิงหลิงสั่งให้บ่าวไพร่ต้มโจ๊กแจกจ่ายให้ชาวเมืองที่เข้ามาไว้อาลัยแก่บิดาของนางตั้งแต่เช้าแล้ว หลังจากจัดการเรื่องศพของแม่ทัพหยวนเสร็จ นางก็ออกมาขอบคุณพวกเขาด้วยตนเอง
“ขอบคุณพวกท่านทุกคนนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าท่านพ่อจะต้องรับรู้ถึงความรู้สึกที่พวกท่านมีต่อเขาอย่างแน่นอน”
นางก้มหัวให้ชาวเมืองจากใจจริง ทุกคนต่างตกใจกับการกระทำของหยวนชิงหลิง ทั้งที่นางเป็นถึงบุตรสาวของขุนนางแต่กลับมายืนก้มหัวให้คนต่ำต้อยอย่างพวกตน นางเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหยวนจริงๆ ตระกูลหยวนช่างเลี้ยงดูและสั่งสอนลูกหลานได้ดีต่างจากตระกูลใหญ่บางตระกูล ที่กระทำตัวเย่อหยิ่งไม่เห็นชาวบ้านอย่างพวกตนอยู่ในสายตา
จากวันนั้นที่ศพของหยวนหมิงมาถึงเมืองหลวงก็ผ่านไปแล้วห้าวัน องค์ชายห้าอยู่ช่วยงานที่เรือนตระกูลหยวนทุกวัน ขุนนางที่สนิทกับตระกูลหยวนต่างก็มาเคารพศพแม่ทัพหยวน รวมทั้งขุนนางที่ไม่ถูกกับหยวนหมิง เพราะไม่ชอบที่เขาเป็นคนหยาบกระด้างและไม่ยอมเลือกข้างในราชสำนัก เอาแต่จงรักภักดีต่อแคว้นฉินอย่างกับคนโง่เขลา ต่างก็มาร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของเขาด้วย
แต่เหตุผลที่พวกเขามาเป็นเพราะเห็นแก่หน้าองค์ชายห้าเท่านั้น อีกอย่างยังไม่แน่ว่าตระกูลหยวนจะล่มสลายเพราะขาด หยวนหมิงไป ตระกูลหยวนยังมีบุตรชายและบุตรสาวที่เป็นคนรักขององค์ชายห้าอยู่
ภายหน้าบางทีนางอาจจะกลายเป็นพระชายาของเขา ผูกมิตรเอาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ขุนนางเหล่านั้นไม่รู้ว่าฮ่องเต้ได้วางแผนอนาคตให้หยวนชิงหลิงแล้ว นางจะไม่มีวันได้แต่งเข้าเป็นสะใภ้ราชวงศ์ฉินเด็ดขาด
วันนี้เป็นวันเคลื่อนศพของแม่ทัพหยวนหมิงไปที่สุสานของตระกูล บุตรสาวและบุตรชายของเขาแต่งชุดขาวไว้ทุกข์เดินนำหน้า ด้านข้างมีมารดาและฮูหยินของเขาเดินตามไป ชาวเมืองเองก็ออกมาส่งเขาเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน
ก่อนที่ขบวนแห่ศพจะถูกเคลื่อนออกไปจากประตูจวน รถม้าหรูหราคันใหญ่ก็วิ่งมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของหยวนชิงหลิง