หยวนชิงหลิงเอ่ยเสียงแข็ง นางกอดอกยืนอยู่ด้านหน้าเขา เพราะตัวของนางเล็กกว่าเซี่ยหวายอีมาก ทำให้คนภายนอกมองดูแล้วเหมือนเด็กที่กำลังงอแงคุยกับผู้ใหญ่หน้าดุ
“ท่านหญิงมีเรื่องใดต้องการคุยกับข้าอย่างนั้นหรือ”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาแผ่วเบา หัวใจของหยวนชิงหลิงกระตุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เป็นเขานั่นเองนางจำได้แล้ว หยวนชิงหลิงขยับไปใกล้เซี่ยหวายอีก่อนก้มลงดมกลิ่นหอมคุ้นเคยที่ออกมาจากตัวเขา
“เจ้าคือคนชุดดำ!!!”
หยวนชิงหลิงเอ่ยเสียงดัง เซี่ยหวายอีรีบดึงร่างบางเข้ามาหาตนก่อนที่จะใช้มือปิดปากของนางเอาไว้
“เจ้าคิดว่าที่นี่มีแค่คนแคว้นเซี่ยหรืออย่างไร หากพวกเขารู้ว่าคนที่ลอบเข้าไปในวังหลวงคืนนั้นคือข้า ตัวเจ้าเองก็มีความผิดเช่นเดียวกันที่ให้ที่หลบซ่อนแก่ข้า”
หยวนชิงหลิงลืมเรื่องนั้นไปเลย นางพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่เซี่ยหวายอีจะปล่อยมือออกจากปากนาง
“เช่นนั้นคนที่ช่วยข้าเอาไว้เมื่อคืนก็คือเจ้าสินะ ข้ายังไม่ได้ขอบคุณเลย สองครั้งแล้วที่เจ้าช่วยข้าเอาไว้”
เซี่ยหวายอีมิได้ตอบกลับนาง ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเขาเป็นชายชุดดำในคืนนั้น เขาอุตส่าห์อยู่ให้ห่างจากนางเพราะกลัวว่านางจะจำได้ ช่างเถอะเซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างรำคาญ
ถึงเขาจะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับนางเพราะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่นางพูดคุยและหัวเราะกับบุรุษอื่น แล้วยังตอนนี้ที่นางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หัวใจของเขาก็รู้สึกคันยุบยิบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เซี่ยหวายอีเป็นคนไม่ชอบอะไรที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ และหยวนชิงหลิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่การเดินทางกลับไปที่แคว้นเซี่ยยังอีกไกล ต่อให้ต้องการหลบหน้านาง เขารู้ว่ามันคงจะทำไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น
“ท่านหญิงมาหาข้าเพราะมีเรื่องที่ต้องการพูดกับข้ามิใช่หรือ”
หยวนชิงหลิงลุกออกจากตักของเซี่ยหวายอีอย่างลนลาน ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่ตนต้องการพูดออกมา
“ข้าอยากกินปลา แต่คนของเจ้าบอกว่าห้ามไปที่ลำธาร ทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
เซี่ยหวายอีถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชาออกมา
“คนของข้าไปจับปลามาให้ท่านแล้ว ต่อไปก็อยู่ให้ห่างจากน้ำเอาไว้ ข้าคงไม่ได้มีเวลาไปช่วยทุกครั้งที่ท่านจมน้ำหรอกนะ”
หยวนชิงหลิงกัดฟันอย่างไม่พอใจ นางเดินกระทืบเท้ากลับมาที่กองไฟอีกครั้ง ชิ!! ใครใช้ให้เจ้าช่วยข้าล่ะ ก่อนหน้านี้คิดว่าจะขอบคุณดีๆ สักหน่อย คำพูดของเจ้าช่างทำให้คนฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
“ท่านหญิงลู่จิว หัวหน้าองครักษ์ว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
ทุกคนที่กองไฟต่างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ใครเล่าจะกล้ากระโดดเข้ากองไฟไปห้ามศึกของพวกเขา ถึงแม้จะไม่ได้ยินว่าทั้งสองสนทนาอะไรกัน แต่ดูจากสีหน้าของท่านหญิงลู่จิวแล้วคงไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงพอใจนัก
“เจ้านั่นบอกว่าคนของเขาจะจับปลามาให้ พวกเจ้าก็เตรียมตัวเอาไว้เถอะ ข้าจะขึ้นไปรอบนรถม้าได้ปลามาเมื่อใดก็ค่อยไปตามข้า”
เอ่ยเพียงเท่านั้นหยวนชิงหลิงก็เดินกลับไปที่รถม้าของตนด้วยอารมณ์ที่แสนหงุดหงิดจ้าวหงอิงมองไปที่เหล่าพ่อครัวจากนั้นมองตามหลังหยวนชิงหลิง นางไม่รู้ว่าตนจะต้องตามนางกลับไปหรือต้องรออยู่ที่นี่กับพวกพ่อครัว
“เจ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น มานี่สิ”
นางหยุดเดิน แล้วหันไปกวักมือเรียกจ้าวหงอิง
“เจ้าค่ะข้ากำลังไปแล้ว”
จ้าวหงอิงวิ่งตามร่างเล็กที่เดินนำหน้าขึ้นรถม้าไป
“ท่านหญิงลู่จิวเกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
หลังจากที่ขึ้นไปบนรถม้า หยวนชิงหลิงก็เอาแต่นั่งเงียบทำหน้าบึ้งจนนางอดที่จะรู้สึกอึดอัดไม่ได้ จึงทำใจกล้าลองเลียบๆ เคียงๆ ถาม เผื่อว่าตนจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง
“โทษที ข้าทำให้เจ้าอึดอัดใจสินะ”
จ้าวหงอิงส่ายหน้าเป็นกลองป๋องแป๋ง
“มิใช่เลยเจ้าค่ะท่านอย่าได้เข้าใจผิด ข้าเพียงคิดว่าบางทีอาจมีบางอย่างที่จะสามารถช่วยท่านได้บ้างก็เท่านั้น”
จ้าวหงอิงเอ่ยเสียงเบา นางเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางเล็กๆ เท่านั้น พื้นเพของบิดาก็มาจากชาวนามิใช่ตระกูลใหญ่ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ทุกครั้งที่นางพบคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่ นางจำเป็นต้องยอมกล้ำกลืนก้มหัวให้เพื่อความอยู่รอดของบิดา ห้ามทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอันขาด บางครั้งจ้าวหงอิงก็รู้สึกว่าฐานะของตนนั้นต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสาวใช้ในจวนขุนนางใหญ่เสียอีก