ความจริงที่แสนเจ็บปวด

1891 Words
“เรื่องของข้าเจ้าช่วยอะไรไม่ได้หรอก” หยวนชิงหลิงถอนหายใจออกมาเบาๆ “ใช่แล้ว...ตอนนี้เจ้าก็ว่างอยู่ ข้าไปช่วยเจ้าขนของมาไว้ที่รถม้าของข้าดีกว่า จากนี้มีเจ้าคอยพูดคุยเป็นเพื่อน ตลอดการเดินทางคงไม่น่าเบื่อเท่าใดนัก” จ้าวหงอิงไม่คิดว่าท่านหญิงลู่จิวจะเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วเช่นนี้ เมื่อสักครู่นางพึ่งจะแสดงออกว่าอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาคุยเรื่องของนางเสียแล้ว “ท่านจะให้ข้าย้ายมานั่งรถม้าคันเดียวกับท่านจริงๆ หรือเจ้าคะ” จ้าวหงอิงถามย้ำอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ “ทำไมหรือ หรือว่าเจ้าไม่สะดวกใจที่จะนั่งรถม้าคันเดียวกับข้า” จ้าหงอิงรีบส่ายหน้าโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เกรงว่าตนเองจะรบกวนท่านเท่านั้น” หยวนชิงหลิงพยักหน้า “ไม่ใช่ก็แล้วไป ไปเถอะข้าช่วยเจ้าเอง” เอ่ยจบนางก็ลงจากรถม้าตามมาด้วยจ้าวหงอิง สตรีทั้งสองเดินย้อนกลับไปที่รถม้าคันเล็กที่นางนั่งโดยสารมา ด้านในมีสตรีสามคนและหนึ่งในนั้นคือหลี่อันหรง “เจ้ามาทำอันใดที่นี่” หลี่อันหรงตกใจมากที่เห็นหยวนชิงหลิง นางยังจำความเจ็บปวดที่หยวนชิงหลิงตบนางได้ หลี่อันหรงเผลอยกมือขึ้นกุมที่ใบหน้าของตนอย่างลืมตัว “ข้าจะมาทำอันใดที่นี่ก็หาใช่ธุระกงการของเจ้า หลบไปหรืออยากจะโดนเหมือนครั้งก่อน” หยวนชิงหลิงยกมือขึ้นทำท่าจะตี หลี่อันหรงและสตรีอีกสองนางรีบวิ่งลงจากรถม้าราวกับผึ้งแตกรัง นางหันไปพยักหน้าให้จ้าวหงอิงเข้าไปเก็บของที่นางนำติดตัวมาทั้งหมด เมื่อเสร็จแล้วพวกนางก็เดินจากไป โดยที่ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อของหลี่อันหรง “อันธพาลหยวนชิงหลิง!! ฝากไว้ก่อนเถอะถึงแคว้นเซี่ยเมื่อใดข้าจัดการเจ้าแน่” หยวนชิงหลิงพาจ้าวหงอิงกลับมาที่รถม้าของนางอีกครั้งหลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว อาเฟยก็มาตามนางไปทำอาหาร “ท่านหญิงลู่จิว องครักษ์จับปลามาแล้วขอรับ” หยวนชิงหลิงก้าวลงมาจากรถม้า “ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกชื่อข้าตามสบาย ช่างเถอะ ปลาเล่าอยู่ไหน” ข้าจะกล้าเอ่ยนามของท่านออกมาตรงๆ ได้อย่างไร เพียงแค่ข้าอยู่ใกล้ท่านข้าก็รู้สึกถึงสายตาของท่านผู้นั้น ที่ราวกับคมมีดนับหมื่นเล่มเชือดเฉือนเนื้อของข้าอยู่ตลอดเวลา อาเฟยทำท่าหดคอระหว่างที่เดินนำหยวนชิงหลิงไปยังมุมหนึ่งใต้ต้นไม้ที่มีกระโจมกางเอาไว้บังแดด “เจ้าทำได้ดีนี่” หยวนชิงหลิงตบไปที่ไหล่ของอาเฟยเบาๆ ร่างที่สูงกว่าทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง ท่านหญิงลู่จิวท่านจะแตะเนื้อต้องตัวผู้อื่นตามใจตนมิได้นะขอรับ ข้ายังไม่อยากตาย อาเฟยคร่ำครวญในใจ หยวนชิงหลิงมองท่าทางการแสดงออกของเขาด้วยความสงสัย แต่นางก็ละความสนใจไปเพราะปลามากมายที่อยู่ในถังไม้ “ว้าว!! จับมาได้เยอะเพียงนี้เชียว” นางเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นเหมือนเด็กเล็กๆ ที่พึ่งได้ของเล่นใหม่ สายตาคมกริบของเซี่ยหวายอีจับจ้องไปยังร่างบางที่ยืนรวมกลุ่มอยู่กับเหล่าพ่อครัว แค่ปลาที่ไร้ค่าไม่กี่ตัวก็สามารถทำให้เจ้าตื่นเต้นดีใจเพียงนี้เชียวหรือ เขานึกว่าสตรีทั่วทั้งทวีปนี้ต่างก็ชื่นชอบในของกำนัลที่มีค่าเสียอีก นางช่างเป็นสตรีที่นิสัยแปลกประหลาดและไม่เหมือนผู้ใดเสียจริง นอกจากปลาที่อยู่ในถังไม้แล้ว ยังมีไก่ป่าอีกนับสิบตัวที่องครักษ์ของเซี่ยหวายอีจับกลับมาด้วย หยวนชิงหลิงฮำเพลงอย่างอารมณ์ดีในระหว่างทำอาหาร เหล่าพ่อครัวต่างก็มองใบหน้างามของนางอย่างตกตะลึง จากนั้นจึงพร้อมใจกันหน้าแดงด้วยความเขินอาย ทั้งที่เห็นหน้ากันทุกวันแต่ท่านหญิงที่อารมณ์ดีเช่นนี้ช่างงดงามยิ่งนัก “อะแฮ่ม!!!” เสียงกระแอมไอที่ดังจากด้านหลังทำให้พ่อครัวเหล่านั้นหันกลับไปมอง จากนั้นพวกเขาจึงรีบกลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างลนลาน เหลือเพียงหยวนชิงหลิงและจ้าวหงอิงที่คอยเป็นลูกมือเท่านั้น ผ่านไปไม่นานกลิ่นอาหารที่หอมยั่วน้ำลาย ที่เหล่าพ่อครัวและหยวนชิงหลิงทำก็ล่องลอยกระจายไปทั่วกองคาราวานราชทูตแคว้นเซี่ย ทั้งองครักษ์ที่กำลังพักผ่อนและเหล่าสตรีบรรณาการต่างก็เดินออกมาดูว่าอาหารเที่ยงของวันนี้คือสิ่งใด ถึงได้มีกลิ่นหอมเยี่ยงนี้ “ข้าหิวจังเลย มีส่วนของข้าหรือไม่” สตรีรูปร่างสูงนางหนึ่งเอ่ยขึ่น นางและกลุ่มสหายของนางเดินตรงมาที่กระโจมเปิดใต้ต้นไม้ที่หยวนชิงหลิงกำลังทำอาหารอยู่ หยวนชิงหลิงไม่สนใจพวกนาง คนไร้ค่าที่ไม่ยอมทำสิ่งใดเลยไม่มีสิทธิ์ทานอาหารเหล่านี้ “อาหารของพวกเจ้ามีพ่อครัวทำให้ต่างหากมิใช่หรือ มาทำอันใดที่นี่ ให้สาวใช้ของพวกเจ้าไปยกมาสิ น่าจะเสร็จแล้ว” หยวนชิงหลิงเอ่ยกับสตรีร่างสูงนางนั้น “ตะ.....แต่ว่าอาหารเหล่านั้นมัน....” นางอยากจะเอ่ยว่าไม่อร่อย แต่นางไม่กล้าเพราะระหว่างการเดินทางยังต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่ “อาหารเหล่านั้นมันทำไม เจ้าคิดว่าพ่อครัวเพียงไม่กี่คนในคณะราชทูต ที่ต้องทำอาหารให้คนนับร้อยทานวันละสามมื้อจะมีเวลามาสนใจในรสชาติเพื่อเอาอกเอาใจพวกเจ้าที่นั่งอยู่เฉยๆ โดยที่ไม่ได้ออกแรงอย่างนั้นหรือ” สตรีร่างสูงแสดงท่าทางไม่พอใจในคำพูดของหยวนชิงหลิง “แต่นั่นมันเป็นหน้าที่ของพวกเขานะ เรารับพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้เดินทางไปยังแคว้นเซี่ย พวกเขาจะต้องดูแลเราเป็นอย่างดีสิ เราก็แค่ต้องการทานอาหารเท่านั้น พวกเราทำอะไรผิดมากนักหรือ” หยวนชิงหลิงมองใบหน้าของหญิงสาวที่ถูกแต่งแต้มอย่างดีด้วยเครื่องประทินโฉมราคาสูง กลิ่นแป้งหอมที่โชยออกมาจากกายพวกนางทำให้หยวนชิงหลิงรู้สึกฉุนจนอยากจะจามออกมา นี่บิดาของนางใช้ทั้งชีวิตเพื่อปกป้องคนโง่เขลาเหล่านี้อยู่อย่างนั้นหรือ “ข้าคิดว่าตอนนี้พวกเจ้าทุกคนกำลังเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปอยู่นะ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นอะไรสำหรับคนแคว้นเซี่ยกัน เจ้าคิดว่าเมื่อไปถึงที่นั่นพวกเขาจะยิ้มต้อนรับพวกเจ้าราวกับคนสำคัญของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ” “แล้วมิใช่หรืออย่างไร” สตรีร่างสูงตอบสวนออกไปทันควัน หยวนชิงหลิงถอนหายใจเบาๆ คนโง่เขลาก็ยังเป็นเพียงคนโง่เขลา “ข้าและพวกเจ้าทุกคนที่ถูกฮ่องเต้สั่งให้เดินทางไปที่แคว้นเซี่ย ล้วนแต่ถูกทิ้งแล้ว ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่าหลังจากที่พวกเราก้าวเท้าออกไปจากเมืองหลวงจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกเราบ้าง” “ชีวิตของพวกเจ้าทุกคนตอนนี้อยู่ในกำมือของแคว้นเซี่ยแล้ว เลิกฝันหวานเสียเถอะ เมื่อไปถึงที่นั่นพวกเจ้าจะถูกรุมฉีกทึ้ง เหมือนชิ้นเนื้อ หากดวงดีหน่อยอาจได้เป็นอนุเล็กๆ ของขุนนาง แต่ไม่มีทางที่พวกเขายกย่องพวกเจ้าออกหน้าออกตา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่พวกเจ้ากลายเป็นหนึ่งในพวกเขา” “เลวร้ายหน่อย อาจต้องไปทำหน้าที่บำเรอให้ความสุขแก่ทหารในกองทัพ ตื่นเสียที พวกเจ้าไม่เอะใจบ้างหรือว่าเหตุใดสตรีที่ถูกส่งไปที่แคว้นเซี่ยถึงมีเพียงบุตรอนุเท่านั้น เพราะพวกเจ้าล้วนไม่มีความสำคัญในใจของพวกเขาอย่างไรเล่า เป็นแค่เพียงเบี้ยที่ถูกใช้แล้วทิ้งก็เท่านั้น” เป็นอย่างที่หยวนชิงหลิงคิด ฮ่องเต้ฉินได้ปรึกษาเรื่องนี้กับเหล่าขุนนางแล้ว ต่อให้ต้องสูญเสียหญิงสาวเหล่านี้ไป ก็ไม่มีผลใดใดต่อตระกูลใหญ่เหล่านั้นอยู่แล้ว สตรีที่ถูกแต่งออกไปแล้วก็ไม่ต่างจากน้ำที่สาดทิ้ง “ท่านกำลังพูดเรื่องอันใดกัน มันต้องไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่ ข้าไม่มีทางเชื่อ!! เราหาใช่หญิงคณิกาพวกเขาจะทำอย่างนั้นกับเราไม่ได้” นางคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าพวกนางจะต้องไม่เชื่อในสิ่งที่ตนพูด แต่เรื่องนั้นหาใช่ปัญหาของนาง เพราะถึงอย่างไรเมื่อไปถึงเมืองหลวงแคว้นเซี่ย บางทีโอกาสที่จะได้พบกันอาจจะไม่มีอีกเลยก็เป็นได้ เป้าหมายของนางมิใช่การปักหลักอยู่ที่แคว้นเซี่ยโดยถาวร แต่เป็นการตามหาความจริงเบื้องหลังผู้ที่สังหารบิดา หากนางได้พบกับแม่ทัพแคว้นเซี่ยผู้นั้นนางก็อาจจะได้รู้ความจริงจากปากเขา แต่ตอนนี้นางยังไม่มีวิธีที่จะได้เข้าใกล้เขาเลย ได้ยินมาว่าแม่ทัพอายุน้อยผู้นี้นั้นลึกลับยิ่งนัก สักวันนางหวังว่าจะได้พบกับเขาตัวเป็นๆ สตรีบรรณาการเหล่านั้นที่รายล้อมหยวนชิงหลิง หลังจากที่ได้ยินความจริงจากปากนาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ให้พวกนางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ปรับตัวทัน ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วต้องมานั่งเสียใจและแตกสลายด้วยความจริงที่ว่าพวกนางถูกคนทั้งครอบครัวทอดทิ้ง “หยุดร้องไห้เสียเถิด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเราได้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นเพียงเรื่องของการเมืองเท่านั้น พวกเราก็เป็นแค่เพียงตัวหมากเล็กๆ ของพวกเขา จากนี้ไปก็จงพยายามปรับตัวให้ได้ เผื่อว่าวันหน้าต้องอยู่ในช่วงชีวิตที่ลำบากจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง” หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบพวกนางเสียงอ่อนโยน นางเพียงหวังว่าสตรีเหล่านี้จะเข้มแข็งขึ้นในไม่ช้า และยืนได้ด้วยขาของตนเอง ทุกคำพูดของนางกระทบจิตใจของใครหลายคน รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังต้นไม้ที่ใช้กางกระโจม เขามองใบหน้าเล็กที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่หน้าผากเพราะความร้อนของกองไฟที่นางใช้ทำอาหาร เขาอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้นางแต่แล้วก็ต้องหยุดการกระทำของตนเอาไว้ “คิดบ้าอันใดของข้าอยู่กันแน่ นางก็เป็นแค่เพียงตัวยุ่งเท่านั้น เลิกสนใจนางไปเสีย” เซี่ยวหวายอีรีบเดินออกไปจากตรงนั้น ก่อนที่เขาจะทำอะไรบ้าๆ ลงไปโดยไม่รู้ตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD